“นิชชิน” ฟื้นยอดตลาดจีน ระดมทุน 4 พันล้าน ลุยบะหมี่พรีเมี่ยม
คอลัมน์ Market Move
หลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในจีนถือว่าเฟื่องฟูเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยดีมานด์มหาศาลจากบรรดานักเรียน-นักศึกษา รวมถึงผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่ย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้ามาอาศัยในหัวเมืองใหญ่ ซึ่งต้องการอาหารราคาถูกและเตรียมได้รวดเร็วเพื่อประหยัดเวลาและเงิน จนปัจจุบันดีมานด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในจีน คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของตลาดโลก
แต่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในจีนกำลังถึงจุดเปลี่ยน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพตามคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น พร้อมกับที่ชาวจีนระดับกลาง-บนคุ้นเคยกับรสชาติบะหมี่ของญี่ปุ่นจากการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลลบกับบรรดาผู้เล่นท้องถิ่นที่พึ่งพาการขายบะหมี่สำเร็จราคาถูก กลับถือเป็นโอกาสพลิกเกมของ “นิชชิน” ผู้เล่นรายใหญ่จากญี่ปุ่น ซึ่งพยายามทำตลาด “ดามาเอะ อิตโช” (Demae Itcho) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูประดับพรีเมี่ยมในจีนมานาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก
เห็นได้จากส่วนแบ่งตลาดเพียง 2.6-3% อยู่ในอันดับ 5 เพื่อชิงความได้เปรียบจากกระแสนี้ นิชชินจึงเริ่มเดินหน้าปรับกลยุทธ์หลายด้าน ตั้งแต่การนำ “นิชชิน ฟู้ด โฮลดิ้ง” บริษัทในเครือซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง เข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมเงินทุนมาขยายกำลังผลิตและการทำตลาดในจีน เพื่อขยายส่วนแบ่งทั้งตลาดฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่
โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “นิชชิน” นำ “นิชชิน ฟู้ด โฮลดิ้ง” เข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกง จนได้เม็ดเงินจากนักลงทุนมากว่า 950 ล้านฮ่องกงดอลลาร์ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้ 45% จะใช้สำหรับเพิ่มกำลังผลิตและนวัตกรรมของสินค้า เช่น เส้นบะหมี่แคลอรีต่ำ ส่วนอีก 30% จะเป็นการลงทุนเพิ่มเติมทั้งในบริษัทและการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเก็บข้อมูลอินไซต์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะมีไลฟ์สไตล์คล้ายกันทั้งในฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ ให้รวดเร็วและทั่วถึงขึ้น ก่อนนำมาปรับปรุงแผนการตลาดต่อไป

“คิโยทากะ อันโดะ” ประธานของนิชชิน ฟู้ด โฮลดิ้ง กล่าวว่า ดีมานด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูประดับพรีเมี่ยมในจีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากยอดขายระหว่างปี 2555-2560 เติบโตถึง 11.2% และน่าจะต่อเนื่องไปถึงปี 2021 เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มมองว่าสินค้านี้เป็นเหมือนขนมสำหรับกินเล่นระหว่างช่วงพักผ่อนสั้นจากการทำงานหรือเรียน และคนกลุ่มนี้ยังพร้อมจ่ายเงินแลกกับคุณภาพสินค้าอีกด้วย สอดคล้องกับจุดขายของบริษัท ช่วยให้ในตลาดพรีเมี่ยม (ราคา 5 หยวนขึ้นไป) นิชชินครองส่วนแบ่งถึง 20% เป็นรองเพียง “ติงยี่” (Tingyi) ผู้เล่นท้องถิ่นรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่ง 35%
“การเข้าสู่ตลาดหุ้นนอกจากผลด้านเงินทุนแล้ว ยังช่วยสร้างการรับรู้ในผู้บริโภคระดับกลาง-บนด้วย และหลังจากนี้จะพยายามผสานความสามารถด้านการผลิตของญี่ปุ่น เข้ากับความสามารถด้านการขายของจีน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทแข็งแกร่งทั้งด้านสินค้าและการตลาด”
ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดต่างเร่งปรับตัว โดย “ติงยี่” ประสบความสำเร็จกับบะหมี่รสพริกไทยขาว-ดำ ส่วน “ยูนิ-เพรสซิเดนท์” เบอร์ 2 ของตลาด ที่หันโฟกัสคุณภาพของเส้นบะหมี่ เพื่อสร้างความแตกต่างเช่นกัน
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเอง และคุณภาพสินค้ามากขึ้น จนสั่นคลอนบัลลังก์ของผู้เล่นรายใหญ่แต่ละราย และเปิดช่องให้รายล่าง ๆ ได้มีโอกาสพลิกสถานการณ์ ซึ่งต้องรอดูกันว่า นิชชินจะสามารถพลิกขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในแดนมังกรได้หรือไม่