คอลัมน์ ช่วยกันคิด
โดย ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ท่ามกลาง “การรุกคืบ” เข้ามาทำธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร โดยแทบจะไม่เหลือ “พื้นที่” ทำธุรกิจให้คนไทย ประเทศไทยควรมีกลยุทธ์ตั้งรับ ปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เซ็กเตอร์การเกษตรเป็นส่วนหนึ่งที่ธำรงความมั่นคงของประเทศได้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องผลิตสินค้าเกษตรที่เป็น GI (Geographical Indication) หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น เพื่อให้สถานการณ์สินค้าเกษตรของไทยเดินไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่
หากมองถึงสถานการณ์พืชไร่ของประเทศไทยในเวลานี้ พืชไร่อย่างข้าว ยางและปาล์มของประเทศไทย ยังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหมือนเดิม กล่าวคือเกษตรกรยังคงประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิต เป็นหนี้ ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง “ข้าว” ไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน กรณีของ “ยาง” ก็เช่นเดียวกัน ประเทศเรามีการวางแผนยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่สามารถเพิ่มผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้
ในทางกลับกันมีการขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น ซึ่งในส่วนของ ปาล์มก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ดังข้อมูลในตารางพบว่าผลปาล์มสดของไทย มีค่า FFB หรือผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 2.9 ตัน/ไร่ มาเลเซีย 3.3 ตัน/ไร่ อินโดนีเซีย 2.6 ตัน/ไร่
ค่า CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบต่อไร่ ของไทยอยู่ที่ 600 กก./ไร่ มาเลเซียได้ 700 กก./ไร่ อินโดนีเซีย 625 กก./ไร่ ค่า OER หรืออัตราเปอร์เซ็นต์การกลั่นน้ำมันปาล์มของไทยอยู่ที่ 17% มาเลเซีย 21.25% และอินโดนีเซีย 22.5%
ในเรื่องของงานปลายน้ำ มาเลเซียมีจำนวนโรงงานโอลิโอเคมี (Oleochemical) หรือโรงงานที่ผลิตสารเคมีที่ผลิตจากไขมันและน้ำมันจากพืชน้ำมัน และจำนวนโรงงานผลิตไบโอดีเซลสูงกว่าไทย หากเปรียบเทียบในแง่ของต้นทุนการผลิตพบว่า ผลปาล์ม 1 ล้านตัน ไทยผลิตน้ำมันได้ 2 แสนตัน มาเลเซียผลิตน้ำมันได้ 2.6 แสนตัน และอินโดนีเซีย ผลิตน้ำมันได้ 2.3 แสนตัน
ตัวเลขข้อมูลดังกล่าว เป็นดัชนีตอกย้ำประสิทธิภาพในการผลิตปาล์ม ว่าประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตสูงแต่ผลผลิตต่ำ สวนทางกับของมาเลเซีย นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันเรื่องปาล์มของประเทศไทยไม่ค่อยไปเป็นในทิศทางเดียวกัน มองแยกส่วนกัน ตัวเลขการตั้งเป้าการเติบโตไม่เหมือนกัน ยังคงขาดทิศทางที่แน่ชัด ซึ่งแตกต่างจากมาเลเซียที่มีหน่วยงานด้านนี้โดยเฉพาะที่ชื่อว่า MPOB (The Malaysian Palm Oil Board)
ส่วนปัญหาเรื่องข้าวนั้น พบว่าประเทศไทยยังคงมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ และมีต้นทุนสูง ไม่มีการแปรรูป และหากมีการแปรรูป ในส่วนที่แปรรูปแล้วก็ยังคงติดเรื่องของมาตรฐานสินค้า บรรจุภัณฑ์รวมถึงขาดข้อมูลการตลาดต่างประเทศ
กล่าวคือในขณะที่ไทยแสดงจุดยืนว่าไทยเป็นประเทศที่พยายามสร้างเกษตรมาตรฐาน แต่ GAP (Good Agriculture Practice) หรือแนวทางในการทำการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนดยังอยู่ในตัวเลขที่ 10%
นอกจากนี้ จากข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thaipan ระบุว่าประเทศไทยนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี 2559 คิดเป็นปริมาณ 160,687,089.48 กิโลกรัม มูลค่าสูงถึง 20,577,925,471.87 บาท ด้วยเหตุนี้เวลาไปเจรจาการค้ากับต่างประเทศอย่างประเทศอินเดีย เขาจึงไม่เชื่อมั่นในสินค้าของไทย จึงถือเป็นเรื่องยากที่เกษตรกรไทยจะทำเรื่องพืชหรือสินค้าออร์แกนิก เพราะยังไม่ใช่การดำเนินการแบบภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ดังนั้นโจทย์ของเรา ณ เวลานี้ คือต้องผลักดันเรื่อง GAP การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีให้มีตัวเลขที่ได้มาตรฐานสูงขึ้นก่อน
ยางพาราเป็นพืชเกษตรอีกตัวที่มีปัญหามาโดยตลอด ประเทศไทยเน้นการส่งออกยางเป็นวัตถุดิบ ราคาจึงถูกกำหนดจากประเทศผู้ซื้อเป็นหลัก ผลผลิตยางพารา 100% ไทยส่งออก 87% อีก 13% ส่งเข้าโรงงานแปรรูปซึ่งถือว่าน้อยมาก ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติอย่าง “จีน” เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สถานการณ์พลิกผันนักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย ก็ยังเข้ามาแปรรูปผลิตภัณฑ์กลางน้ำเช่นเดิม
อย่างเช่น “ยางแท่ง” เพื่อส่งออกไปประเทศจีน จึงเกิดคำถามว่าทำไมไม่ให้นักธุรกิจจีนแปรรูปยางพาราเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำ อย่างเช่น ทำล้อรถยนต์ หมอนยางพารา หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ตลาดโลกต้องการ สถานการณ์ปัจจุบันกลายเป็นว่านักธุรกิจจีนเข้ามาผลักดัน ส่งเสริมให้เราส่งวัตถุดิบออกไปต่างประเทศอีก แต่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของไทยก็ยังเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่นภาคตะวันออกของประเทศมีการผลิตหมอนยางพารา ทำเงินให้จังหวัดปีละประมาณ 20 ล้านบาท แต่มูลค่าของวัตถุดิบต้นน้ำประมาณ 5 พันล้านบาท ปลายน้ำควรต้องมีมูลค่าเพิ่มประมาณ 10 เท่า แสดงว่ามีส่วนที่หายไปจากการขายเป็นวัตถุดิบ การนำมาผลิตในกระบวนการปลายน้ำ ยังคงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก
พูดถึง ปาล์ม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านปาล์มในประเทศไทย มีเป้าหมาย 5 ปีข้างหน้าไม่เหมือนกัน การเพิ่มผลผลิตยังทำได้เพียง 17% ทั้ง ๆ ที่มีการตั้งเป้าหมายไว้ 23% เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยคิดเป็นสัดส่วน 75% ในขณะที่มีมาเลเซียและอินโดนีเซียมีจำนวนเกษตรกรรายย่อยคิดเป็น 17% และ 12% ตามลำดับของจำนวนผู้ปลูกปาล์มทั้งหมด
เรื่องของการบริหารจัดการ มาเลเซียมีการบริหารจัดการภาคเกษตรที่แตกต่างจากไทยมาก ซึ่งทั้งเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่จะมีหน่วยงานเข้าไปดูแล แต่เกษตรกรรายย่อยของไทยไม่มีหน่วยงานกลางดูแล จุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือประเทศไทยขาดการวิจัยที่จะเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรไทย ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากการขายสินค้าเกษตรที่เป็นเพียง “วัตถุดิบ” เกษตรกรไทยยุคใหม่ต้องเป็นเกษตรกรที่ 1.สร้างมูลค่าเพิ่มทางสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ รู้ว่าต่างประเทศต้องการสินค้าประเภทไหน ต้องสร้างความแตกต่างในสินค้า มีการแปรรูป มีบรรจุภัณฑ์ที่ดี ต้องสร้างเรื่องราว (story) เป็นจุดขาย สินค้า GI (Geographical Indication) หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
2.ควรเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนต่อไร่ที่ต่ำ 3.เกษตรกรยุคใหม่ต้องมีข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง หรือ “นวัตกรรมทางความคิด”
อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันยังมีการแก้ปัญหาโจทย์เดิม ๆ พืชเกษตรของประเทศไทย นอกจากเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ปุ๋ยเคมียังไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับโรงงานแปรรูป อย่างกรณีเกษตรกรผู้ปลูกยางหันมาปลูกขมิ้นชัน หารายได้เสริมในช่วงเวลาที่ยางราคาตกต่ำ แต่ยังทำผลิตภัณฑ์ออกมาไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องจักรในการผลิต บรรจุภัณฑ์ โรงอบ ทุกอย่างยังคงแยกชิ้นกัน ขาดองค์ความรู้เรื่องการตลาด เกษตรกรไม่รู้ว่าผลิตแล้วจะไปขายใคร
พืชทุกชนิดสามารถเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยาง ปาล์ม อ้อย แม้กระทั่งผัก ผลไม้ แต่ว่าเราต้องตอบโจทย์ของประเทศให้ได้ อย่างเรื่องของเครื่องจักรในการแปรรูปสินค้าเกษตรถือเป็น “ข้อต่อ” หรือ “คอขวด” ของธุรกิจขนาดย่อมอย่าง SMEs และธุรกิจสตาร์ตอัพ (start up) ด้านการเกษตรในบ้านเรา เพราะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าไปซื้อเครื่องจักรที่จีนหรือไต้หวัน จะมีราคาถูกกว่า
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ก็ยังไม่มีคุณภาพมากพอ จึงเห็นได้ว่าตลอดกระบวนการยังไม่เห็นภาคธุรกิจการเกษตรตลอดห่วงโซ่ที่เข้มแข็งพอ ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น เขาแปรรูปเก่ง ครบวงจรทั้งในเรื่องการทำการเกษตรและการตลาด สินค้ามีมาตรฐานและมีคุณภาพสูง สหกรณ์ทั้งสหกรณ์การผลิตและสหกรณ์ผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง สามารถช่วยคัดกรองสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐานขึ้น รัฐบาลเน้นเรื่องเกษตรแปรรูป สนับสนุนเรื่องเครื่องจักร มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดีทุกภาคส่วนของประเทศร่วมด้วยช่วยกัน
ขณะนี้ประเทศไทยมุ่งเน้นที่จะผลิตสินค้าเกษตรไปยังจีนแบบเอียงข้างมากเกินไป เราผูกพันกับตลาดจีนมาก โดยเฉพาะยางพารา ผลไม้ และมันสำปะหลัง ประเทศไทยส่งออกไปจีนมากที่สุด เราไม่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ วันหนึ่งถ้าเศรษฐกิจจีนตกอยู่ในภาวะถดถอยแล้วเขาไม่ซื้อสินค้าเรา เราจะวิกฤต
อย่างในกรณีของยางพารา ควรมีการกระจายไปยังประเทศที่ผลิตรถยนต์จำนวนมาก เช่น อินเดีย เพราะอินเดียมีภาคการผลิตล้อรถที่ใหญ่มาก แต่เขาผลิตยางพาราได้น้อย เลยจำเป็นต้องนำเข้ายางพารา เมื่อไปดูข้อมูลก็พบว่าอินเดียนำเข้ายางจากเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่ เพราะยางของไทยมีราคาสูงกว่า
นอกจากนี้ผลไม้อย่างทุเรียน เงาะ ลำไย มังคุด ยังถูกส่งไปจีน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยไปเจาะตลาดอินเดียได้แต่ยังน้อยอยู่ ทั้ง ๆ ที่อินเดียต้องการผลไม้จากบ้านเราจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยควรกระจายผลไม้ไปยังตลาดที่หลากหลายมากขึ้น เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือกลุ่มประเทศเอเชียกลาง อาทิ อุซเบกิสถาน อัฟกานิสถาน เป็นต้น
ก่อนหน้านี้มีข่าว “ล้งจีน” เข้ามาในตลาดพืชเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ แต่ต้องยอมรับว่าล้งทำให้สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยดีขึ้น เราไม่เห็นการนำผลไม้อย่างเงาะมาเททิ้งเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่การเข้ามาของล้ง ไม่ได้เป็นการซื้อแบบปกติ แต่ไปซื้อถึงสวนในรูปแบบ “การเหมาสวนในสินค้าเกษตร” มีการตกลงทำสัญญาระหว่างคนซื้อกับคนขาย ว่าต้องการสเป็กของสินค้าแบบนั้นแบบนี้ และมีการขนส่งสินค้าไปยังจีนได้เลย
คำถามสำคัญคือลักษณะนี้ถูกต้องหรือไม่ เป็นวิถีทางการทำสินค้าเกษตรที่เราต้องการหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ผลประโยชน์ชาติแล้ว ควรมีการจัดระเบียบตั้งแต่เรื่องสัญญาการซื้อขาย บริษัทตัวแทน การขนส่งสินค้า ควรจะเป็นบริษัทไทยที่ต้องขนส่งหรือไม่ การควบคุมคุณภาพสินค้า ไม่ใช่เพียงแค่คัดสินค้าคุณภาพพรีเมี่ยมส่งออกต่างประเทศหมด แต่สินค้าไม่ดีอยู่ในประเทศ เป็นต้น
ดังนั้น ตัวแทนของเกษตรกร สมาคมของเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร จะต้องปรับบทบาทตัวเองใหม่ จะต้องทำทั้งรับซื้อ-ส่งออก มีองค์ความรู้เรื่องตลาดต่างประเทศตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” คือรู้ความต้องการว่าจะเอามาผลิตอย่างไร รู้กฎระเบียบการส่งของไปขาย กติกา การติดฉลาก ช่องทางในการจำหน่ายออนไลน์ ออฟไลน์ ต้องมีรายชื่อของผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงต้องนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ถ่ายทอดสู่เกษตรกร นำเทคโนโลยีมาปรับใช้จริง เป็นต้น
หากวัดจากฐานทรัพยากรของประเทศไทยยังมีความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์อยู่ อาทิ หากพูดถึงข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด หนึ่งในนั้นคือข้าวหอมมะลิ นอกเหนือจากข้าวของกัมพูชา พม่า แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้า ถ้าไม่รักษาหรือดูแลให้ดี ข้าวผกาลำดวน ข้าวผกามะลิของกัมพูชา และข้าวเพาซานฮุย (Paw San Hmue) ของพม่า อาจมีคุณภาพแซงหน้าเราไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านกำลังพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ
ในแง่ของการแปรรูป เรื่องของ “ยางพารา” มีความมั่นคง แต่ต้องรู้ว่าใน 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศอื่น ๆ เขาผลิตออกมาเท่าไร พื้นที่ปลูกยางของกลุ่มประเทศ CLMV รวมจีน เท่ากับพื้นที่ปลูกยางของไทย และตลาดโลกยังต้องการสินค้าที่เราผลิตจำนวนมากแบบนี้หรือไม่ ควรมีระบบการแจ้งเตือน มีข้อมูลจากการพยากรณ์สถานการณ์ 5-10 ปีข้างหน้ามาบอก เวลานี้มีข้อมูลแล้วบางส่วน แต่ข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานภาครัฐแต่ละแห่งไม่ตรงกัน
สิ่งสำคัญคือการจัด “โซนนิ่ง” เป็นเรื่องควรทำให้จริงจัง เพราะบางพื้นที่ไม่เหมาะกับการทำการเกษตร เช่น ปาล์มเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ไปปลูกที่ จ.ราชบุรี กาญจนบุรี นครนายก ซึ่งอาจมีต้นทุนของการจัดการน้ำมากขึ้น ข้าวและยางพาราก็มีลักษณะเหมือนกัน ในขณะที่คำถามสำคัญคือถ้ามีการจัดโซนนิ่งแล้ว จะทำอย่างไรกับเกษตรกรที่เคยปลูกข้าวมาทั้งชีวิต หากวันหนึ่งต้องไปปลูกอย่างอื่น จึงเป็นเรื่องยากในเชิงปฏิบัติ
สรุปได้ว่าเรื่องฐานทรัพยากรของประเทศไทยยังมีความมั่นคงและมีความหวัง เพียงแต่ต้องจัดระเบียบในหลาย ๆ เรื่อง