เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

รัชกาลที่ 7 พระราชมรดก พระราชพินัยกรรม หลัง 2475 ตำหนัก-ที่ดิน

24 มิ.ย. 2565 | 11:58น.
ร.7 หม่อมมณี

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชพินัยกรรม การแบ่งมรดก ที่เป็นตำหนัก ในอังกฤษ และทรัพย์สิน ที่ดิน ในเมืองไทย ใช้เวลาแบ่ง 3 วัน

ศึกษาประวัติศาสตร์การแบ่งพระราชพินัยกรรม และพระราชมรดก ของรัชกาลที่ 7 ผ่านคำบันทึกของคุณหญิงมณี สิริวรสาร อดีตสะใภ้หลวง หรือ “หม่อมมณี” ที่เขียนไว้เป็นหนังสือ ชื่อ “ชีวิตเหมือนฝัน” คุณหญิงมณี สิริวรสาร

“หม่อมมณี” เล่าถึงขั้นตอนหนึ่งของการแบ่งพระราชมรดกในพระราชพินัยกรรม ที่อังกฤษ ไว้ว่า

“การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระปกเกล้าฯ โดยกะทันหันเช่นนี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่พระตำหนักคอมตันเฮาส์งงงวยและอลเวงอยู่พักหนึ่ง เสมือนขาดผู้นำซึ่งเป็นดวงประทีปที่คอยส่องแสงให้ความสว่างกับพวกเราทุกคน ได้ดับวูบลงอย่างทันทีทันใด ถึงแม้ทุก ๆ คนทราบดีว่าพระชนมายุทูลกระหม่อมอาจไม่ทรงยืนยาว แต่ก็ไม่มีใครคาดฝันว่าจะทรงเสด็จละทิ้งพวกเราไปอย่างรวดเร็วและน่าใจหายเช่นนั้น”

เราต่างมีความรู้สึกว่าส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตของเราได้สูญสิ้นไปด้วย และนับแต่วาระนี้เป็นต้นไป ชีวิตของทุก ๆ คนต้องเริ่มใหม่และเปลี่ยนแปลงไปโดยฉับพลัน

คำบันทึกของอดีตสะใภ้หลวง “หม่อมมณี” เล่าว่า เมื่องานถวายพระเพลิงเสร็จสิ้นไปแล้ว มิสเตอร์เครกทนายความที่ปรึกษาของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ได้เรียกประชุมทายาทในห้องรับแขกของพระตำหนักคอมตันเฮาส์เพื่ออ่านพระราชพินัยกรรมซึ่งทรงทำไว้ที่ประเทศอังกฤษ และมิสเตอร์เครกเป็นคนร่างถวายและได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกด้วย มิสเตอร์เครกบอกว่า…

พระราชพินัยกรรมฉบับนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่อยู่ที่ประเทศอังกฤษเท่านั้น เพราะทรัพย์สมบัติทั้งหมดของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่มีที่เมืองไทยนั้นได้ทรงทำพินัยกรรมไว้ที่เมืองไทยเรียบร้อยแล้ว แต่เวลานี้เนื่องจากรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ฟ้องสมเด็จพระปกเกล้าฯ และศาลได้พิพากษาให้สมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นฝ่ายแพ้ความ บัดนี้รัฐบาลได้ยึดทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพระองค์รวมทั้งวังศุโขทัยไว้ด้วย

ดังนั้น ทรัพย์สินที่เมืองไทยของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ถูกรัฐบาลยึดอายัดไว้จนหมดสิ้นแล้ว พระราชพินัยกรรมที่ทำที่ประเทศอังกฤษฉบับนี้ ทรงทำขึ้นหลังจากที่พระองค์จิรศักดิ์ได้ทำการสมรสกับข้าพเจ้า (หม่อมมณี) และเกี่ยวข้องเฉพาะผลประโยชน์ของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่ประเทศอังกฤษเท่านั้น

“ผู้ที่มาร่วมฟังด้วยก็มีสมเด็จพระองค์จิรศักดิ์ ข้าพเจ้า ม.จ.ศุภสวัสดิ์ พระเชษฐาของสมเด็จ และพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช มิสเตอร์เครกได้เปิดผนึกพระราชพินัยกรรมและอ่านให้ฟัง มีใจความว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงยกทรัพย์สินที่เป็นผลประโยชน์ทั้งหมดให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีและพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ได้ส่วนแบ่งคนละครึ่งเท่า ๆ กัน”

มิสเตอร์เครกอธิบายว่า เงินผลประโยชน์ทั้งหมดนี้ได้ทรงตั้งเป็นทรัสต์ฟันด์ (Trust Fund) ให้ทายาททั้งสองพระองค์แบ่งรายได้จากเงินต้นคนละเท่า ๆ กัน แต่ให้เก็บได้เพียงดอกเบี้ย มิให้ทายาทมีสิทธิแตะต้องเงินต้นได้ แต่เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีสิ้นพระชนม์เมื่อใด ให้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ หรือทายาทของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์แต่ผู้เดียว

ส่วนตำหนักเวนคอร์ตนั้นทรงยกให้พระองค์เจ้าจิรศักดิ์หรือทายาทของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ และสิทธิการเช่าระยะยาวของตำหนักคอมตันเฮาส์นั้นทรงยกให้พระองค์เจ้าวรานนท์ รวมทั้งเครื่องเรือนเครื่องใช้ทั้งหมดในตำหนักก็ให้ตกเป็นของพระองค์เจ้าวรานนท์ด้วย

มิสเตอร์เครกอธิบายว่า ที่สมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงยกตำหนักเวนคอร์ตให้พระองค์เจ้าจิรศักดิ์นั้นก็เพื่อหวังจะได้หลบภาษีมรดกเมื่อสิ้นพระชนม์ คือ ตามกฎหมายอังกฤษ ผู้ใดที่ยังมีชิวิตอยู่ถ้าได้มอบทรัพย์สินให้แก่ทายาทไว้ก่อนสิ้นชีวิตเจ็ดปีก็รอดพ้นจากการเสียภาษีมรดกได้

แต่ในกรณีของสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้น ทรงทำพินัยกรรมนี้เพียง 3 ปีเท่านั้นก่อนสิ้นพระชนม์ ดังนั้น ทายาทจึงต้องเสียภาษีมรดกให้แก่รัฐบาลอังกฤษเต็มตามอัตราซึ่งรุนแรงมาก มิสเตอร์เครกแจ้งว่าเงินรายได้ที่ได้รับจากทรัสต์นั้นไม่เพียงพอที่จะจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้รัฐบาลได้

มิสเตอร์เครกจึงแนะนำว่ามีวิธีเดียวคือต้องขายพระตำหนักเวนคอร์ต รวมทั้งเครื่องเรือนเครื่องใช้ทั้งหมด และต้องขายรถโรลส์รอยซ์อีกหนึ่งคันที่ทรงใช้อยู่ เพื่อรวบรวมเงินให้พอเพียงไปจ่ายภาษีมรดกให้เสร็จสิ้นไปได้ ส่วนตำหนักคอมตันเฮาส์นั้น สมเด็จก็ทรงประทับต่อไปได้โดยทรงต้องจ่ายค่าเช่าให้พระองค์วรานนท์ เพราะเหตุว่าพระองค์วรานนท์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ และมิสเตอร์เครกก็เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ให้แก่พระองค์วรานนท์อยู่ ดังนั้น การเก็บค่าเช่าจึงจำเป็นต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายของประเทศอังกฤษที่เกี่ยวข้องแก่ผู้เยาว์ให้ถูกต้องทุกประการด้วย

“มิสเตอร์เครกได้อธิบายเกี่ยวแก่พระราชพินัยกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าสังเกตว่า เจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทรงประทับด้วยพระพักตร์บึ้งตึงและไม่ทรงรับสั่งอะไรเลย คือ ม.จ.ศุภสวัสดิ์ ก่อนเปิดพระราชพินัยกรรมนั้น ท่านชึ้นทรงแสดงความทุกข์โศก ฟูมฟาย และคร่ำครวญ ได้ข่าวการสิ้นพระชนม์ของทูลกระหม่อมมากมาย แต่หลังจากที่ได้รับทราบพินัยกรรมของกระหม่อมแล้ว ท่านชึ้นก็มิได้ทรงรับสั่งถึงสมเด็จพระปกเกล้าฯ อีกต่อไป”

ส่วนการแบ่งพระราชมรดกของรัชกาลที่ 7 ในเมืองไทย ใช้เวลา 3 วัน เฉพาะที่ดินหลังวังศุโขทัย กับใจกลางเมือง 22 แปลงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จบสิ้น

คือคำบันทึกของคุณหญิงมณี สิริวรสาร ซึ่งเป็นหม่อมในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต องค์ต้นราชสกุล “ศักดิ์เดช ภานุพันธ์” พระราชโอรสบุญธรรมในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และเป็นหม่อมใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์ พระโอรสในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

“หม่อมมณี”  เล่าตอนหนึ่งว่า (การแบ่งพระราชมรดก) เป็นไปตามกฎหมายไทย คือแบ่งกันคนละครึ่ง ภาคลูกและภาคเมีย ซึ่งผู้ที่ได้รับ 2 ราย คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 กับหม่อมมณี ผู้แทนของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ ในฐานะที่เป็นหม่อมในพระราชโอรสบุญธรรม ของรัชกาลที่ 7

การจับสลากส่วนแบ่งที่ดิน เกิดขึ้นที่วังศุโขทัย โดยมีการนำสลากโฉนดที่ดิน ใส่ไว้ในพานทอง และสลับกันจับระหว่างพระนางเจ้ารำไพพรรณี กับหม่อมมณี ที่ดินที่ต้องจับสลากมี 22 แปลง แต่เหลือ 20 แปลง เพราะ 2 แปลงที่อยู่ด้านหลังวังศุโขทัย พระนางเจ้ารำไพพรรณี ไม่ประสงค์ให้จับฉลาก จึงมีการแลกเปลี่ยนกับหม่อมมณี เป็นที่ดิน 10 ไร่ ที่ถนนเพลินจิต

ส่วนที่ดินอีก 20 แปลง ม.จ.อุปลีสาน ชุมพล ผู้จัดการผลประโยชน์และผู้จัดการพระราชพินัยกรรมของรัชกาลที่ 7 นำสลากที่เตรียมไว้ ถวายให้พระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงจับก่อน 10 ครั้ง เมื่อทรงจับแล้วสลากที่เหลือเป็นของหม่อมมณี

พระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระนางเจ้ารำไพพรรณี

ส่วนของพระนางเจ้ารำไพพรรณี เช่น โฉนดที่ดินที่ราคาแพงที่สุด เป็นโฉนดที่ดินที่ถนนทรงวาด ตำบลราชวงศ์ ประมาณ 3 ไร่, ที่ดินที่คลองหลอด 10 ไร่ ติดกับโรงเรียนราชินี, ตึกใหญ่ที่ถนนเพชรบุรี

ส่วนของหม่อมมณี ได้ที่ดินคู่กับถนนทรงวาด 7 ไร่ ด้านที่เป็นโรงสีและตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, ตึกแถวที่คลองหลอด 10 ไร่ ด้านที่ติดกับบ้านหม้อ, ตึกใหญ่ที่ถนนพญาไท (บ้านพระยาคธาธร) 1 ไร่ครึ่ง (ซึ่งมีผู้มาจำนองไว้กับพระปกเกล้าฯ)

และที่เหลือเป็นที่ดินในพระนคร ก็ถูกจัดแบ่ง ในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน

ส่วนสังหาริมทรัพย์เครื่องเรือน ถ้วยชาม เครื่องแก้ว พระพุทธรูป เครื่องประดับในวัง เช่น กระถางต้นไม้ จิปาถะ ถูกพ่อค้าจีนจากบ้านหม้อตีราคาประมูล และนำเงินสดแบ่งให้สัดส่วนที่เท่า ๆ กัน ในส่วนหลังนี้ใช้เวลา 3 วัน

ที่ดินส่วนของ “หม่อมมณี” ปัจจุบันส่วนหนึ่งคือ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ และโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ย่านราชประสงค์ บริหารโดย ม.ร.ว.ทินศักดิ์ ศักดิ์เดช ภานุพันธ์ ทายาทของหม่อมมณี และพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ

****ข้อมูลจากหนังสือ “ชีวิตเหมือนฝัน” คุณหญิงมณี สิริวรสาร

หนังสือ "ชีวิตเหมือนฝัน"
หนังสือ “ชีวิตเหมือนฝัน”