เผย 9 ข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับ “ลองโควิด”
นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา เผยอาการการบำบัด รวมถึงวิธีที่ “อาจ” ป้องกันลองโควิดได้
วันที่ 20 กรกฎาคม 2565 นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุถึง 9 ข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับ “ลองโควิด” อ้างอิงจากงานวิจัยและพัฒนาเชิงรุกผลกระทบลองโควิด ของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
โดยอธิบายว่า ลองโควิดเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นหลังจากที่การติดเชื้อได้จบสิ้น (เชื้อไม่พบแล้ว)
1.อาการของลองโควิด ไม่ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการที่เป็นตอนแรก
2.เกิดได้ทุกอายุ ได้ทุกเพศ
3.เกิดอาการได้ตั้งแต่หัวจดเท้า หลายระบบหรืออวัยวะพร้อมกัน
4.อาการที่มีขณะติดเชื้อไม่สงบ แม้ว่าการติดเชื้อจบไปแล้ว และอาการสามารถรุนแรงขึ้นได้ และสามารถทอดยาวนานกว่า 3 เดือนต่อไปอีก หรืออาการที่เกิดขึ้นเป็นอาการใหม่ ที่ไม่ได้
ปรากฎขณะที่ยังติดเชื้อ
5.กลุ่มอาการเป็นลักษณะที่เรารู้จักกันดีมานานแล้ว ในรูปของ chronic fatique syndrome หรือ myalgia encephalomyelitis แต่โควิดเกิดได้รุนแรง และยาวนานกว่าไวรัสตัวอื่น ๆ มาก
6.กลุ่มอาการทางสมองและจิตอารมณ์ พบได้ 30% หรือมากกว่า และส่งผลทำให้เฉื่อยชา คิดช้า ความจำสั้น สมองเสื่อมและอารมณ์แปรปรวน โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสันอยู่แล้วหรือกำลังจะเป็น
7.หลักในการบำบัดต้องทำการพิสูจน์ให้แน่ชัดว่ายังมีการอักเสบอยู่ในร่างกายและในสมองหรือไม่ ถ้ามีต้องทำการยับยั้งโดยคำนึงถึงผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษาด้วย และยังต้องประกอบด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะทำให้มีการกระตุ้นการอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น
ได้แก่หลีกเลี่ยงอาหารร้อนแรงที่ทำให้เกิดการอักเสบเช่นเนื้อแดง ระวังพืชผักผลไม้ที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีฆ่าหญ้าฆ่าแมลงรวมกระทั่งถึงมลพิษพีเอ็ม 2.5 เป็นต้น
8.จากปรากฏการณ์นี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่ควรปล่อยตัวให้ติด เพราะอาจเคราะห์ร้ายระยะยาว
9.วิธีที่ “อาจ” ป้องกัน การเกิดลองโควิดได้คือ การให้การรักษาเร็วที่สุดเมื่อรู้ว่าติด เพื่อให้ระยะของการติดเชื้อสั้นที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การใช้ฟ้าทะลายโจรซึ่งมีในประเทศไทยอยู่แล้ว
โดยในผู้ใหญ่ให้ในขณะที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ 180 มก.ต่อวัน และในเด็กขนาด 30 มก.ต่อ วัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
ถ้าไม่สามารถควบคุมอาการได้ ควรต้องตามด้วยยาต้านไวรัส เช่น มอลนูพิราเวียร์เร็วที่สุด