Meta เปิดอินไซต์ Reels ถูกจริตคนไทย-ตอบโจทย์แบรนด์

Meta เปิดอินไซต์ Reels ถูกจริตคนไทย-ตอบโจทย์แบรนด์
ซ้าย: แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director |ขวา:ธารินาฎ ภัทรรังรอง ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์พันธมิตร Facebook ประเทศไทย

Meta เผยคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อดูวิดีโอมากเป็นอันดับสอง ตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านคอนเทนต์วิดีโอกว่า 40% พร้อมเร่งพัฒนาเอไอเสริมโปรดักส์เครื่องมือโฆษณา ผลตอบแทนจากค่าโฆษณาเพิ่ม 32% ย้ำ ดันแอป Threads เชื่อมช่องว่างการสร้างคอมมูนิตี้ 

หลังกระแสการสร้างคอนเทนต์วิดีโอสั้นหรือ Reels บนเฟซบุ๊ก ลุกลามเป็นกระแสในชั่วพริบตา จากตัวเลขผลตอบแทนที่มากขึ้น แม้ภายหลังพบว่าเป็นเพียงข้อผิดพลาดของการแสดงผล แต่ก็ทำให้คนไม่น้อยได้รู้ว่า Reels คืออะไร ใช้อย่างไร สอดคล้องกับทิศทางของ Meta ที่ต้องการจะสร้างแนวทางคอนเทนต์วิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์มยักษ์ทั้งสองของตน Facebook  และ Instagram เพื่อตอบโต้กระแสมาแรงของโซเชียลมีเดียน้องใหม่จากจีน

ดูเหมือนว่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เมื่อผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2566 ของ Meta ระบุว่า Reels เติบโตอย่างก้าวกระโดดและได้กลายมาเป็นประเภทคอนเทนต์ที่เป็นที่นิยมและถูกบริโภคมากที่สุดในหมู่ผู้ใช้จำนวน 3พันล้านราย ของ Meta และยังได้กลายมาเป็นประเภทของคอนเทนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมไปถึงในประเทศไทย ยอดการดู Reels ต่อวันพุ่งสูงขึ้นถึง 200 พันล้านครั้งต่อวัน และมียอดการรีแชร์คอนเทนต์ Reels ทั้งทาง Facebook และ Instagram สูงขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2022

สำหรับประเทศไทย ผู้คนใช้เวลากว่า 50% บนแพลตฟอร์มของ Meta ไปกับการดูวิดีโอ ส่งผลให้ Reels มีบทบาทสำคัญต่อระบบ Discovery Engine ของ Meta ซึ่งช่วยสร้างการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ กว่า 40% ของคนไทยระบุว่าคอนเทนต์วิดีโอเป็นหนึ่งในสามสื่อหลักที่ช่วยให้พวกเขาค้นพบและพิจารณาซื้อสินค้าต่าง ๆ

ปัจจุบัน ผู้ลงโฆษณาของ Meta เกินกว่า 75% ได้เลือกลงโฆษณาผ่าน Reels นอกจากนี้ รายได้ทั่วโลกจาก Reels ยังทะลุ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นจากเดิมที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีก่อนหน้า

Reels เติบโตแรงเป็นโอกาสสร้างแบรนด์ ไม่ควรเน้นรายได้ค่าโฆษณา

“แพร ดำรงค์มงคลกุล” Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ไม่เพียงแค่การเติบโตของ Reels และ จำนวนผู้ใช้งานในไทยที่จำนวน 65 ล้านคน เท่านั้น แต่ธุรกิจจำนวนมากสามารถเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้เป้าหมายที่เกี่ยวข้องและสร้างโอกาสได้มากมาย โดยเฉพาะเรื่องของวิดีโอสั้นที่มาพร้อมกับเอไอ ทำให้โอกาสการถูกค้นพบมีมากขึ้น ทำให้ความนิยมในการหาเครื่องมือและวิธีการเพื่อใช้สร้างแบรนด์และตัวตนเติบโตขึ้นด้วย

“ธารินาฎ ภัทรรังรอง” ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์พันธมิตร Facebook ประเทศไทย จาก Meta กล่าวเสริมว่า อัตราการเติบโตของ Reels มีมาก่อนที่กระแสที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา

“เรามีการมอนิเตอร์ดูแล้วมันเป็นกระแสที่น่าตื่นเต้นแต่อัตราการเติบโตของ Reeels ยังคงมีแนวโน้มเดิมจากปลายปีที่อแล้ว ช่วงเดือนที่ผานมากระแสเกิดจากข้อผิดพลาดของระบบแสดงผลที่แสดงรายได้เกินจริงขึ้นมา ทำให้เกิดคนจำนวนมากสร้างกระแสว่าไปทำ Reels แล้วรายได้ดี แต่ความจริงแล้วในช่วงเวลานั้น จำนวนผู้นิยมใช้ หรือผู้ที่พยายามจะสร้างคอนเทนต์ และการเพิ่มขึ้นของครีเอเตอร์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญขนาดนั้น”

ครีเอเตอร์ หรือ ผู้ที่ใช้เครื่องมือบนแพลตฟอร์ม Meta ทราบกลไกเรื่องรายได้ดี การที่รายได้จากคลิปสั้น จะมากกว่าคลิปยาวมันเป็นไปไม่ได้ เพราะคลิปแค่หนึ่งนาทีสามารถแทรกโฆษณาได้ไม่มาก โฆษณาจะไปกินเวลาคลิป ผู้ซื้อโฆษณาอาจจะไม่มากเท่าวิดีโอ ที่ยาวเป็๋นเครื่องมือสร้างรายได้จากค่าโฆษณาที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม คลิปสั้น เติบโตอย่างมากจากความนิยม และเครื่องมือใหม่ ๆ จากเอไอของ Meta ทำให้มีการถูกค้นพบมากขึ้น ดังนั้น มันจึงเหมาะกับการนำไปใช้สร้างแบรนด์ สร้างตัวตนขึ้นมาให้เป็นที่รู้จัก

“แพร” เสริมว่า เอไอได้ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถถูกค้นพบและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดย 3 กลยุทธ์หลักที่เราให้ความสำคัญในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสั้น Reels เทคโนโลยี AI หรือการส่งข้อความทางธุรกิจ ต่างเป็นส่วนสำคัญต่อการเติบโตของชุมชน Meta ซึ่งปัจจุบันได้เข้าถึงผู้คนกว่า 3.88 พันล้านคนทั่วโลก และได้ขับเคลื่อนธุรกิจในขนาดต่าง ๆ กว่า 200 ล้านราย ผ่าน Facebook, Instagram, Facebook Messenger และ Instagram DM

ชู 3 กลยุทธ์รุกตลาดไทย

กลยุทธ์คลิปสั้น

“แพร” กล่าวว่า พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย อันดับหนึ่งเป็นเรื่องของการใช้โซเชียลมีเดีย แต่อันดับสอง คือ “การดูวิดีโอ” นอกจากนี้คนไทย 40% ยังเลือกพิจารณาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่สนใจจากข้อมูลที่ได้รับชมทางวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย

ดังนั้น วิดีโอสั้นซึ่งบเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์วิดีโอทั้งหมด จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกสินค้าของคนไทยต่อไป การทำให้แบรนด์หรือผู้ใช้หันมาลงทุนลงโฆษณากับวิดีโอสั้นมากขึ้นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ

กลยุทธ์เครื่องมือโฆษณาจากเอไอ

“แพร” กล่าวต่อไปว่า การเติบโตของ Reels เกี่ยวเนื่องอย่างชัดเจนกับบทบาทที่มากขึ้นของเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยในการปรับแต่งประสบการณ์เฉพาะบุคคล รวมไปถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านการแนะนำ จัดลำดับ และการโฆษณา จึงได้มีการพัฒนาโปรดักส์สำหรับนักโฆษณาแบบใหม่เรียกว่า Meta Advantage Suite ซึ่งมีทั้งแบบ Advantage และ Advantage +

เทคโนโลยี AI ได้ช่วยให้ผู้คนสามารถมองเห็นคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับความสนใจของตัวเอง รวมไปถึงวิดีโอ Reels ทั้งยังเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) ที่ขับเคลื่อนโดย AI ยังส่งผลให้การบริโภคคอนเทนต์ Reels บน Instagram สูงขึ้นถึง 24%

ผลการวิจัย Culture Rising โดย Meta ระบุว่ามีการพูดถึงเทคโนโลยี AI บน Facebook และ Instagram สูงขึ้นถึง 173% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยในปี 2022 ได้มีการเปิดตัว Meta Advantage Suite ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมขับเคลื่อนโดย AI จาก Meta ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ Meta ยังได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อกระตุ้นประสิทธิภาพการโฆษณาของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว AI Sandbox ของ Meta ที่ช่วยทดสอบความสามารถของ Generative AI สำหรับนักโฆษณา และฟีเจอร์การตลาดขับเคลื่อนโดย AI ใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริมเครื่องมือด้านการตลาดแบบอัตโนมัติภายใต้ Meta Advantage Suite

AI Sandbox นี้เองที่จะเป็นตัวเร่งที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาทั่วโลกมาใช้ทรัพยากรของ Meta เพื่อสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ให้เติบโตเร็วขึ้น

รวมไปถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนด้านโครงสร้าง AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model – LLM) ของ Meta ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้

ปัจจุบัน ผู้ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม Meta เกือบทั้งหมดได้ใช้งานผลิตภัณฑ์ AI จาก Meta อย่างน้อยหนึ่งแบบ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ต้นทุนราคา Cost Per Acquisition (CPA) โดยรวมลดลง และมีอัตราผลตอบแทนจากการใช้จ่ายในการทำโฆษณา (Return on Ad Spend) มากกว่า 32% เมื่อใช้งานแคมเปญช้อปปิ้ง Advantage+

นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถเข้าถึงระบบ AI เน้นประสิทธิภาพและโซลูชันอัตโนมัติต่าง ๆ ได้ผ่าน Meta Advantage ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาแคตตาล็อก (Catalog Ad), โซลูชัน Shopping, การกำหนดเป้าหมายอย่างละเอียด (Detailed Targeting), การผสมข้อความรูปแบบต่าง ๆ (Text Variation), การสร้างพื้นหลังให้ชิ้นงาน, และการคร็อปภาพ

กลยุทธ์ข้อความทางธุรกิจ

สำหรับกลยุทธ์ส่วนที่สามคือการให้ความสำคัญกับบทบาทของการนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล และการโต้ตอบแบบหนึ่งต่อหนึ่งผ่านการส่งข้อความทางธุรกิจ หรือ Business Messaging เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการพูดคุยระหว่างเจ้าของธุรกิจและกลุ่มเป้าหมาย

โดยปัจจุบัน มีผู้คนกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกที่เชื่อมต่อกับธุรกิจต่าง ๆ ผ่านแอปส่งข้อความของ Meta ในทุก ๆ สัปดาห์

ข้อมูลจาก Boston Consulting Group (BCG) และ Meta ในปี 2022 ระบุว่า 78% ของคนไทยส่งข้อความพูดคุยกับธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ โดยการสำรวจคนไทยในวัยผู้ใหญ่กว่า 76% กล่าวว่าพวกเขาต้องการสื่อสารกับธุรกิจในลักษณะเดียวกันกับเพื่อน ครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งก็คือการพูดคุยผ่านการส่งข้อความ แสดงให้เห็นว่าการส่งข้อความทางธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ และทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและรู้สึกใกล้ชิดกับธุรกิจยิ่งขึ้น

งานวิจัยที่จัดทำโดย Forrester Consulting และ Meta ในเดือนธันวาคม 2022 ยังแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์การส่งข้อความทางธุรกิจสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่า 61% เมื่อเทียบกับช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ ที่ใช้ก่อนหน้า ยกตัวอย่างเช่น ในแง่ของการขาย มูลค่าการสั่งซื้อของลูกค้าสูงขึ้น 22.1% สืบเนื่องจากการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ทำผ่านการส่งข้อความทางธุรกิจ

การส่งข้อความทางธุรกิจเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่แบรนด์ต่าง ๆ ควรพิจารณา โดยผู้ลงโฆษณามากกว่า 65% ของเราในไทยได้เลือกใช้โฆษณาแบบคลิกไปยังการส่งข้อความ (Click-to-Message) ในอนาคต เรายังมีแผนที่จะสนับสนุนธุรกิจให้สามารถใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันส่งข้อความของเราเพื่อผลักดันให้เกิดอัตราการพิจารณาซื้อสูงสุด

Threads ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โอกาสเหมาะสร้าง “คอมมูนิตี้”

เมื่อกล่าวถึงแอปพลิเคชั่นน้องใหม่อย่าง Threads ที่เปิดตัวไปไม่นาน ผู้สมัครใช้งานมากกว่า 100 ล้านบัญชี แต่กระแสกลับดูซบเซาต่างจากช่วงแรกที่เปิดตัว

“ธารินาฎ” กล่าวว่า Threads เติบโตขึ้นมาจากช่องว่างของ Instagram ที่ลักษณะการใช้งานไม่ค่อยเอิ้อให้ผู้ใช้ได้มีปฏิสัมพันธ์ และมีการสื่อสารจนเป็น “คอมมูนิตี้” จึงเห็นว่าควรจะวางตัวเองให้เป็น public square หรือพื้นที่ชุมชนสาธารณะเพื่อให้เกิดการพูดคุยและโต้ตอบบทสนทนาต่าง ๆ ในเชิงบวกและสร้างสรรค์ ซึ่งก็จะมีความปลอดภัย เมื่อผู้คนสัมผัสได้ก็จะหันมาใช้ “บ้าน” นี้มากขึ้น

“ตอนนี้ Threads ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และอาจจะต้องพัฒนาฟีเจอร์อีกหลายด้าน เช่น การแยกบัญชีระหว่าง Instagram กับ Threads หรือฟีเจอร์การคัดกรองเนื้อหาโดยผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือตอนนี้ ระบบและเอไอจะแนะนำคุณ โดยให้ข้อความและตัวตนของคุณถูกมองเห็นได้ง่ายขึ้น เป็นโอกาสที่คุณจะเริ่มสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จัก เหมาะกับการเริ่มสร้างกลุ่มสร้างปฏิสัมพันธ์เพราะจะทำให้ถูกมองเห็นง่ายมาก”


จุดยืนเรื่องการวางตัวเองเป็น “ชุมชนที่ปลอดภัย” ของ Threads จะทำให้ในที่สุดคนเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ใน “บ้าน” นี้ “ธารินาฎ” กล่าวทิ้งท้าย