Skip to content

ปักธง 2026 รุกร่วมทุน ‘ไปรษณีย์ไทย’ จะเป็น Tech Company

30 พ.ย. 2568 | 11:16น.
ปักธง 2026 รุกร่วมทุน ‘ไปรษณีย์ไทย’ จะเป็น Tech Company

ที่ผ่านมา “ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) จะออกมาเน้นย้ำถึงทิศทางของไปรษณีย์ไทย ว่าจะต้องเป็นมากกว่าผู้ให้บริการ “โลจิสติกส์” เพื่อให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดในสมรภูมิ “ส่งด่วน” ที่นับวันมีแต่จะเข้มข้นขึ้น เมื่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหันมาทำขนส่งเอง

ล่าสุดการจัดส่งระหว่างประเทศยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจาก “ภาษีทรัมป์” และการยกเลิกข้อยกเว้นการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำ (De Minimis) ยังไม่นับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีรอบใหม่ ทั้ง Generative AI Chatbot และ Agentic AI ที่กำลังมา

ดนันท์ สุภัทรพันธุ์
ดนันท์ สุภัทรพันธุ์

ปรับ-เปลี่ยนเพื่ออนาคต

“ถ้าเราบอกว่าเราจะเป็นบริษัทขนส่ง ชีวิตเราก็คงจะลำบากแน่ ๆ ในอนาคต” แม่ทัพไปรษณีย์ย้ำ

พร้อมยกตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ปัจจุบันในต่างประเทศมีกูเกิลโฮม มี Alexa เป็นผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistant) นอกจากดูแลระบบต่าง ๆ ภายในบ้านได้แล้ว ยังสั่งซื้อสินค้าโดยตรงกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ทันที ซึ่งในฐานะผู้ให้บริการขนส่งก็ต้องตามเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นให้ทัน

“บริการขนส่งจะเป็นหนึ่งในแวลูเชนของเรา แต่เน็ตเวิร์กที่เรามีจะไม่ใช่แบบเดิม ๆ แต่เป็นดิจิทัล เปลี่ยนจากการส่ง จม.สู่ข้อมูล หรือการเป็น Information Logistic ที่ผ่านมาเราจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี และมีแนวทางในการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืน หรือที่เรียกว่า Sustainnovation เรากำลังจะปรับดิจิทัลทัชพอยต์ทั้งหมด ซึ่งจะค่อย ๆ ออกมาทีละขั้นคาดว่าในปีหน้าผู้คนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะ”

“ดนันท์” กล่าวว่า ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยี เพราะต้องให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยสร้างและพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่คำถามที่ว่า “ทำไมเราไม่สร้างซอฟต์แวร์และบริการเหล่านี้ขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดการพัสดุ ระบบอ่านเอกสาร และอื่น ๆ แล้วนำบริการที่มีออกไปขายให้บริษัทอื่น ๆ ได้ด้วย”

จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการลงทุน และโครงสร้างการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวเทียบเท่าบริษัทเอกชน

ขยับสู่ Tech Company

ดร.ดนันท์กล่าวต่อว่า ปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยลงทุนเทคโนโลยีไปแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท แต่ทิศทางการลงทุนในอนาคตจะเปลี่ยนไปสู่การ “ลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ได้ทันที ผ่านการเข้าซื้อกิจการ หรือร่วมลงทุน (M&A) ในบริษัทที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับระบบนิเวศของบริษัท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ”

“ต้องไม่ลืมว่าเราเป็นรัฐวิสาหกิจ มีเงื่อนไข และขั้นตอนมากในการลงถือหุ้นและลงทุน ดังนั้น เพื่อความยั่งยืนในอนาคต บริษัทใหม่ที่จะมาช่วยไปรษณีย์ไทยต้องมีโมเดลเป็น Technology Engine ที่เหมาะกับการเป็นบริษัทเทคโนโลยีอย่างแท้จริง”

อาจใช้การจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีแยกออกมาในรูปแบบบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

“รัฐวิสาหกิจไม่มี Technology Engine ด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแรกคือ โครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ทำให้การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงอย่าง AI Engineer เป็นไปได้ยาก ภายใต้โครงสร้างเงินเดือนปัจจุบันไม่สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้”

กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ “จัดซื้อจัดจ้างเป็นรายโครงการ” ทำให้ขาดความต่อเนื่อง และไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ให้อยู่กับองค์กรได้อย่างถาวร

“การมี Engine หรือหน่วยพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเองเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนา และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ดิจิทัล เช่น การอัพเดต Super App ต้องพัฒนาต่อ ไม่ใช่โครงการที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ”

โมเดล “กรุงไทย” ต้นแบบ

ดร.ดนันท์กล่าวต่อว่า โมเดลในการตั้งบริษัทในลักษณะดังกล่าว ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในแวดวงธุรกิจไทย เช่น กรณีของ SCG ที่มีบริษัท IT One, ธนาคารกรุงไทย มีบริษัท Infinitus/Arise หรือ KBTG ของธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น มีวัตถุประสงค์คือแก้ปัญหาโครงสร้าง ทำให้มีความคล่องตัว ดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูง และสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น Super App และระบบเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่นเทคโนโลยีให้องค์กรอื่น ๆ ที่จะสร้างแหล่งรายได้ใหม่ นอกจากธุรกิจโลจิสติกส์ดั้งเดิม

โดยมีแผนจัดตั้งหน่วยงานธุรกิจใหม่ หรือ Post Thailand Group หรือ PTG

“เรากำลังเจรจาอยู่กับบางบริษัท เพื่อให้เข้ามาสร้างบริการทางเทคโนโลยี ให้ ปณท แล้วค่อยขยายไปให้ลูกค้ารายอื่น ๆ

เป้าหมายสูงสุดในระยะยาว คือสร้างโมเดลธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากบริการดิจิทัล และข้อมูล เหมือนบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกที่มีรายได้จากบริการซอฟต์แวร์”

เผยโฉม Super App

“ตฤณ ทวิธารานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจบริการดิจิทัล บริษัทเดียวกัน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ปณท มีการใช้แอปพลิเคชั่นเป็นทัชพอยต์ถึง 5 บริการ ได้แก่ บริการติดตามพัสดุ (Track & Trace), บริการส่วนบุคคล (Personal Service), บริการกล่องจดหมายดิจิทัล (Digital Mailbox) และ Prompt Post, ระบบรหัสเพื่อการจัดส่ง (Delivery ID-DID) ใช้แทนที่อยู่จริง และมีฟีเจอร์จัดการการจัดส่งแบบเรียลไทม์ เช่น การเปลี่ยนสถานที่รับพัสดุ

ตฤณ ทวิธารานนท์
ตฤณ ทวิธารานนท์

“บริการที่กระจายกันสร้างความสับสน และทำลายการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เป็นอุปสรรคต่อการรวบรวมข้อมูล เพราะเราต้องการเป็นบริษัทเครือข่ายข้อมูลโลจิสติกส์ ดังนั้น เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญคือการพัฒนา Super App เพื่อเป็นจุดทัชพอยต์เดียวสำหรับลูกค้า”

โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในไตรมาส 1 ปี 2569 จะเปิดตัว Super App ที่รวบรวมฟังก์ชั่นและบริการต่าง ๆ ที่เคยอยู่กระจัดกระจายไว้ในที่เดียว รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ประโยชน์ เช่น ช่วยอ่าน และแปลงที่อยู่จากรูปภาพ เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความสะดวก

“AI สำหรับลูกค้าที่จะเปิดตัวคือ พี่ไปรฯ AI เป็น Chatbot อัจฉริยะที่จะอยู่ใน Super App ทำหน้าที่ตอบคำถามพื้นฐาน และช่วยติดตามสถานะพัสดุ เพื่อลดภาระงานของ Call Center และมอบบริการที่รวดเร็วทันใจแก่ลูกค้า”

ด้านการบริหารจัดการภายในองค์กร ก็มี AI สำหรับพนักงาน (Internal-Facing) โดยกำลังพัฒนา “น้องมีตังค์ AI” ทำหน้าที่เป็นระบบจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) ในองค์กร ที่จะช่วยให้พนักงานและบุรุษไปรษณีย์เข้าถึงกฎระเบียบ คำสั่ง และข้อมูลใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ เพื่อสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศและสม่ำเสมอทั่วประเทศ

โชว์ผลงาน 9 เดือนปี’68

ดร.ดนันท์กล่าวถึงผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2568 ด้วยว่า มีรายได้รวมได้ 16,860.73 ล้านบาท เติบโตราว 7% จากปีที่แล้ว โดยธุรกิจขนส่งทำรายได้กว่า 7,990.28 ล้านบาท หรือคิดเป็น 47.39% ของรายได้รวม เติบโต 8.42% สะท้อนให้เห็นว่า แม้การแข่งขันจะดุเดือด แต่ ปณท ก็ยังสามารถชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้กลับมาได้

ส่วนการให้บริการด้านอื่น ๆ ที่โดดเด่น เช่น Travel Lite เป็นบริการขนส่งสัมภาระและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว เติบโตจากปี 2567 มากถึง 551% ขณะที่บริการค้าปลีกและการเงินโตขึ้นจากเดิม 14.33%

ส่วนบริการขนส่งระหว่างประเทศ หนึ่งในบริการเชิงกลยุทธ์ของไปรษณีย์ไทย ตั้งแต่ปี 2567-2568 ปริมาณงานในภาพรวมเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการไทยในการใช้เครือข่ายไปรษณีย์ไทยในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะบริการ EMS ที่ทำรายได้สูงสุด คิดเป็น 33.99% ของรายได้บริการส่งต่างประเทศทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการจัดส่งระหว่างประเทศเผชิญกับความท้าทายจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ ทำให้รายได้รวมร่วงลงกว่า 10% ซึ่งจะมีการแก้เกมด้วยการหาตลาดใหม่ ๆ เช่น ย้ายปริมาณชิ้นงานไปส่งทางรัสเซีย หรือประเทศอื่นเพิ่มขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โลจิสติกส์ ไปรษณีย์ไทย