ส่องความเห็นต่างมุมมอง ควบรวมทรู ดีแทค ใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วย

ประชุม Focus Group

ตัวแทนภาคธุรกิจตบเท้าแสดงความเห็นกรณีควบรวม “ทรู-ดีแทค” คึกคัก มีทั้งเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย “เอดับบลิวเอ็น” ในเครือเอไอเอสออกโรงค้าน ย้ำยึดหลักธรรมาภิบาล

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด (Focus Group) ครั้งที่ 1 ต่อกรณีการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในช่วงเช้าของวันนี้มีตัวแทนจากภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกว่า 24 ราย ผลัดกันแสดงความเห็นทั้งในเชิงสนับสนุนและการคัดค้าน

AWN แจงเหตุค้านควบรวม

โดยนายศรัณย์ ผโลประการ ตัวแทนจากบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) ในเครือเอไอเอส กล่าวว่า การควบรวมเท่ากับเน้นย้ำการลดทางเลือกในการบริโภคของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกด้านราคา ด้านการดูแลหลังการขาย หรือคุณภาพสัญญาณ เมื่อผู้ให้บริการรายใหญ่ของประเทศเหลือ 2 ราย การเเข่งขันย่อมน้อยลง

“เมื่อทั้งสองฝั่งมีจำนวนผู้ใช้บริการใกล้เคียงกัน จะเป็นสัญญาณสิ้นสุดของสงครามราคา ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ซึ่งหลายคนวิเคราะห์ว่าการแข่งขันที่ลดลงจะทำให้ผู้ประกอบการที่เหลือได้รับประโยชน์ แต่ในฐานะ AIS เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำเป็นต้องมีธรรมาภิบาล จึงไม่อาจเพิกเฉยต่อการควบรวม ไม่อยากถูกจดจำในประวัติศาสตร์ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการผูกขาด”

นอกจากนี้ การควบรวมยังส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการเสริมต่าง ๆ ด้วย เพราะการรวมกันมาจากความต้องการลดต้นทุน จึงอาจส่งผลให้มีการเลิกจ้างเป็นวงกว้างทำให้อุตสาหกรรมหดตัว

ขณะเดียวกัน เอไอเอสยังเป็นผู้เสียประโยชน์ เพราะการควบรวมทำให้เกิดการถือครองความถี่บางย่านเกินจำนวนที่ กสทช.อนุญาตให้ประมูล หาก กสทช.ยินยอมให้มีควบรวม ก็ควรมีส่วนเยียวยาความเสียหายให้เอไอเอสด้วย

“AIS ไม่ได้กังวลเรื่องแข่งขัน แต่กังวลมากต่อผู้บริโภค อุตสาหกรรมและการถือครองคลื่นความถี่ที่ไม่เป็นธรรม”



นางสาวกุลฤดี จาดป้อม จากบริษัทเดียวกันเสริมว่า อยากให้ กสทช.พิจารณากรณีที่เกิดขึ้น และมีการศึกษามาแล้วเช่นในสหภาพยุโรปว่าการควบรวมส่งผลต่อราคา ทำให้ลูกค้าต้องจ่ายเพิ่ม และใน 194 ประเทศทั่วโลกมีผู้ประกอบการอย่างน้อย 3 รายในกลุ่มที่ประชากรไม่เกิน 10 ล้าน ส่วนที่เกินมีผู้ให้บริการ 3 รายขึ้นไป

“ในส่วนของหลักเศรษฐศาสตร์ หากดัชนี HHI ที่ใช้คำนวณค่าการผูกขาดตลาด ถ้าเพิ่มเกิน 200 เท่า ถือเป็นตลาดผูกขาดสมบูรณ์ จึงอยากให้ กสทช.นำข้อเท็จจริงเหล่านี้ไปพิจารณาด้วย”

ตัวแทน “NT”เสริมเสียงค้าน

ด้านนายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) แสดงความเห็นว่าการลดลงของผู้เล่นเหลือ 2 ราย ทำให้เกิดตลาดกึ่งผูกขาด หากปล่อยให้มีการควบรวมอาจเกิดกรณีอื่น ๆ ตามมาอีก ทั้งในรัฐธรรมนูญยังระบุชัดว่าจะส่งเสริมการแข่งขันด้วยตลาดเสรี การมีตลาดกึ่งผูกขาดทำให้ผลประโยชน์ตกกับผู้ให้บริการ

“ที่หลายท่านมองว่าการมีผู้เล่นรายเดียวจะส่งเสริมความสามารถให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล มีนวัตกรรมใหม่ ๆ มากมาย ประเด็นนี้ไม่สัมพันธ์กันเพราะการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่หน้าที่ของ Operator แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะส่งเสริมให้มีสตาร์ตอัพ”

เปิดมุมมองนักลงทุน

นายชวินธร คุณากรปรมัตถ์ ตัวแทนจากกลุ่ม RKF group กล่าวว่า ในมุมมองนักลงทุนสนับสนุนการควบรวม เพราะเมื่อมองในแง่การผูกขาดการค้า ถ้าดูข้อมูลจะพบว่า AWN ครองผู้นำตลาดหลายจุด หากลักษณะการผูกขาดคือการเป็นผู้ที่ทำกำไรสูงสุดก็คือ AWN ขณะที่ทรูมีการลงทุนต่อเนื่อง และขาดทุนมาตลอด เช่นกันกับดีแทค ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็คงทำธุรกิจไม่ได้ และ AWN ยิ่งผูกขาด

และจากการศึกษาแนวโน้มในต่างประเทศพบว่า การควบรวมจะเกิดในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ซึ่งในอนาคตไทยจะขยับจาก 5G เป็น 6G ซึ่งต้องลงทุนเสาจำนวนมาก หากมีผู้เล่นน้อยราย ทั้ง กสทช. มีการควบคุมราคาจะทำให้เอกชนมีเงินทุนแข่งขัน เป็นประโยชน์ในการพัฒนาโครงข่าย

ด้านนายพรสุข ม้วนหรีด กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประเมินศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มีปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างด้านเทคโนโลยี ซึ่งการควบรวมทำให้บริษัทที่ควบรวมสามารถใช้เทคโนโลยีของกันและกันได้

“เทเลนอร์ กรุ๊ป หันไปโฟกัสการลงทุนที่ยุโรป แล้วถอนจากอินเดียและพม่า หากเกิดกรณีนี้กับประเทศไทย กสทช.จะดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดอย่างไร ตรงข้ามถ้าเราใช้เทคโนโลยีของยุโรป (เทเลนอร์) ร่วมกับเจ้าของเทคโนโลยีที่เป็นคนไทย การควบรวมครั้งนี้ก็จะเป็นประโยชน์มาก ส่วนเรื่องการควบคุมราคา กสทช.ทำได้ดีอยู่เเล้ว”

จี้ “ทรู-ดีแทค” ใครได้ประโยชน์ต้องชัด

ด้านนายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ รองเลขาฯ สภาหอการค้าแห่งหระเทศไทย กล่าวถึง “ความชัดเจน” มากกว่าจะยืนยันว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรม และการพัฒนาประเทศ ซึ่งในธุรกิจที่ลงทุนสูงอย่างโทรคมนาคม หากมีผู้นำการตลาดที่สูงมาก เบอร์ 2 และ 3 จะไม่อยากลงทุนเพิ่ม แต่หันมาลงทุนทำกำไรระยะสั้นหรือเพื่อรักษาฐานลูกค้าเท่านั้น จึงอยากให้ กสทช.พิจารณาให้รอบด้านว่าประโยชน์ระยะยาวคืออะไร

สิ่งที่อยากขอ คือ ความชัดเจนจากผู้ควบรวม ว่า 1.หลังควบรวมจะมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทั้งในเชิงบุคคลธรรมดา หรือในเชิงธุรกิจอย่างไรบ้าง และ 2.ผลกระทบต่อพนักงานของทั้งสองบริษัท โครงสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ร่วมค้าจะมีผลอย่างไร เช่น เสาโทรคมนาคมจำนวนมาก และร้านค้ารายย่อยที่ร่วมธุรกิจ ผู้ควบรวมมีแนวทางบริหารจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร 3.เมื่อรวมกันแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไรต่อประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กสทช.จะจัดการให้การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด (Focus Group) ครั้งที่ 2 สำหรับกลุ่มนักวิชาการ และครั้งที่ 3 สำหรับประชาชนทั่วไปในลำดับถัดไป


 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ