ขอนแก่นผนึกอุดรฯ-หนองคาย พัฒนาระเบียงนวัตกรรมสุขภาพ
ขอนแก่นผนึกอุดรฯ-หนองคาย พัฒนาระเบียงนวัตกรรมสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจใหม่ 3 แสนล้าน นำฐานการแพทย์เสริมศักยภาพเศรษฐกิจเวลเนส
วันที่ 10 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้จังหวัดขอนแก่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สมาคมโรงแรมภาคอีสาน กฎบัตรไทย สมาคมการผังเมืองไทย พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นกรอบการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี
โดยนายกสมาคมการผังเมืองไทยได้ประมาณการมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสเฉพาะพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจอีสานตอนกลางและตอนบนว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท หากได้บูรณาการร่วมกับฐานการแพทย์และเภสัชกรรมกับทรัพยากรด้านอาหาร การแพทย์ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์สุขภาพและวัฒนธรรมอย่างถูกต้อง
นายฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย ในฐานะเลขานุการกฎบัตรไทย กล่าวระหว่างการประชุมว่า พื้นที่ภาคอีสานตอนกลางและตอนบน มีลักษณะเป็นประตูเชื่อมต่อโครงข่ายเศรษฐกิจระดับอนุภูมิภาค ปัจจุบันได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน สามารถเชื่อมต่อการค้าการลงทุนกับประเทศในอนุภูมิภาคโดยตรงทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเชื่อมต่อการขนส่งทางอากาศที่มีท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีและท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น รวมทั้งการขนส่งทางรางที่เชื่อมต่อทางตรงกับ สปป.ลาว และประเทศจีน ทั้งจังหวัดหนองคาย อุดรธานี และขอนแก่นต่างเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง สามารถรองรับปริมาณการเดินทางและการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้ เฉพาะความแข็งแกร่งของศูนย์เศรษฐกิจจังหวัดขอนแก่นกับจังหวัดอุดรธานี
นายฐาปนากล่าวว่า พื้นที่ของ 3 จังหวัด มีกิจกรรมเศรษฐกิจที่หลากหลาย ปัจจุบันกิจกรรมเศรษฐกิจมากกว่าร้อยละ 25 ได้เชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ เมื่อรวมกิจกรรมเศรษฐกิจที่ทั้ง 3 จังหวัดผลิตได้ จะมีมูลค่ามากกว่าร้อยละ 30 ของจังหวัดในภาคอีสานทั้งหมด ไม่นับรวมความเข้มแข็งของศูนย์เศรษฐกิจใจกลางเมืองของ 2 จังหวัด ได้แก่
เทศบาลนครอุดรธานีกับเทศบาลนครขอนแก่น ที่มีความหนาแน่นของประชากรและมีความหนาแน่นของกิจกรรมเศรษฐกิจระดับสูง อีกทั้งพื้นที่นี้ ยังมีจุดแข็งจากการเป็นฐานการวิจัย ฐานการพัฒนานวัตกรรมและเป็นศูนย์รวมของความเชี่ยวชาญบุคลากรด้านการแพทย์และสุขภาพของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งความพร้อมและความแข็งแกร่งที่กล่าวนั้น สามารถต่อยอดพัฒนาเป็นศูนย์บริการเวลเนสระดับอนุภูมิภาคได้ไม่ยาก
นายฐาปนากล่าวต่อไปว่า ด้วยศักยภาพของพื้นที่ภาคอีสานตอนกลางและอีสานตอนบน กระทรวงสาธารณสุข โดยคณะทำงานขับเคลื่อนนิเวศอุตสาหกรรม Wellness Hub ได้คัดเลือกให้จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และจังหวัดหนองคาย เป็นพื้นที่พัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น 1 ใน 7 ระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสประเทศไทยที่กระทรวงจะเสนอขออนุมัติจัดตั้งจากคณะรัฐมนตรี
สำหรับตำแหน่งด้านการตลาดของพื้นที่ เบื้องต้นคณะทำงาน ให้คงบทบาทการเป็นศูนย์บริการทางการแพทย์ของจังหวัดขอนแก่นไว้ เนื่องจากขอนแก่นเป็นที่ตั้งของคณะวิชาด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
โดยได้เพิ่มความเข้มข้นกิจกรรมเศรษฐกิจเวลเนสสาขาผลิตภัณฑ์ความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัย (Personal care, Beauty, Anti-aging) และสาขาการแพทย์สมัยใหม่ (Preventive, Personalized Medicine) เพื่อต่อยอดสร้างความโดดเด่น ด้วยปัจจุบันมีกิจการเวลเนสประเภทโรงพยาบาลและคลินิก รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวเปิดให้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก
สำหรับจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ได้เสนอให้มีตำแหน่งที่โดดเด่นด้านอาหารสุขภาพ (Healthy Eating & Nutrition) การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก (Traditional & Complementary Medicine) และการท่องเที่ยวส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) เนื่องจากมีทรัพยากรด้านต่าง ๆ ที่สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงได้
ทั้งนี้ จากการประมาณการของกฎบัตรไทย เชื่อว่า เศรษฐกิจเวลเนสของ 3 จังหวัดจะมีมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านในปีที่สามภายหลังจากดำเนินการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจ
ด้านนายชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ประธานกรรมการโรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะนายกสมาคมโรงแรมภาคอีสานกล่าวว่า สมาคมต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพซึ่งเป็นประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนานิเวศอุตสาหกรรม Wellness Hub ที่คัดเลือกพื้นที่อีสานตอนกลางและตอนบนเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจ มีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับสมรรถนะกิจการโรงแรมและกิจการส่งเสริมสุขภาพให้เป็นกิจการเวลเนสที่ได้มาตรฐาน โดยได้ร่วมกับกฎบัตรไทยเปิดหลักสูตรการจัดการโรงแรมและกิจการเวลเนสสำหรับผู้บริการ ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในพื้นที่อันดามัน
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการฝึกอบรมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมีโครงการที่จะเปิดหลักสูตรในพื้นที่ภาคอีสานในเดือนมิถุนายนนี้ นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่โรงแรมจะได้ยกระดับเป็นโรงแรมเวลเนส (Wellness Hotel) ที่สมบูรณ์ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวสุขภาพจากต่างชาติให้เข้ามายังภาคอีสาน ช่วยสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราการจ้างงานให้กับประชาชนในพื้นที่ได้
นายชาติชายกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีโรงแรมในพื้นที่เป็นจำนวนมากที่ต้องการปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมเวลเนส โดยการนำกิจกรรมด้านการแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพเปิดให้บริการในพื้นที่ของโรงแรม แต่ยังติดปัญหาด้านข้อกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่า อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้มีแนวคิดในการแก้ไขกฎกระทรวงให้รวมใบอนุญาตการบริการในลักษณะใบเดียว (Single License) ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสะดวกในการขอรับใบอนุญาตและสามารถประกอบการผสมผสานกิจกรรมโรงแรมกับกิจกรรมด้านเวชศาสตร์ในพื้นที่ของโรงแรมได้
ทั้งนี้ หากโรงแรมได้พัฒนาเป็นโรงแรมเวลเนส จะก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทางเศรษฐกิจของกิจการและรายได้ไม่น้อยกว่า 5 เท่า สามารถจ้างงานมูลค่าสูงให้กับผู้เชี่ยวชาญ นักเทคนิคการแพทย์ พร้อมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพส่งเสริมสุขภาพได้เป็นจำนวนมาก ไม่รวมการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเศรษฐกิจด้านการเกษตรและอาหารปลอดภัยที่เกษตรกรและผู้ประกอบการในซัพพลายเชนจะได้รับ
นายภูวนารถ ยกฉวี ประธานกรรมการ บริษัท บี เฮลท์ตี้ เอเชีย จำกัด ในฐานะกรรมการกฎบัตรกล่าวเสริมว่า เขตระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของพื้นที่
โดยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่บริษัทและเครือข่ายเตรียมการสนับสนุนการพัฒนาให้กับกิจการเวลเนส จะเป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กระตุ้นการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการบริการทางการแพทย์และเวลเนสระหว่างบุคลากรทางการแพทชย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเวลเนสในพื้นที่ภาคอีสานจะสามารถให้บริการนักท่องเที่ยวได้ทั่วโลก โดยผ่านเครือข่าย B-Healthy Marketplace ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและเครือข่ายเวลเนสโลก โดยโครงสร้างพื้นฐานที่กล่าวมานี้ จะกระตุ้นให้พื้นที่ระเบียงเวลเนสภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเขตระเบียงนวัตกรรมหลักของไทยและอนุภูมิภาคอย่างแท้จริง