คาราบาวแดง นำทีมธุรกิจเครื่องดื่ม ทุบสถิติรายได้-กำไรนิวไฮยกแผง

เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์

ส่องผลงาน บิ๊กเครื่องดื่ม ปี 2566 ยกขบวนทุบสถิติรายได้-กำไร นิวไฮต่อเนื่อง “โอสถสภา-คาราบาว กรุ๊ป” เครื่องดื่มชูกำลังโตเด่น ขณะที่ “อิชิตัน” เครื่องดื่มชาเขียวทำกำไรพุ่งแตะ 1,100 ล้านบาท ส่วน “หาดทิพย์-เสริมสุข-เซ้ปเป้” ทำยอดขายสูงสุดในรอบหลายปี 

วันที่ 8 มีนาคม 2567 อุณหภูมิที่สูงทุบสถิติในฤดูร้อนปี 2567 ร้อนทะลุปรอทถึง 45.5 องศาเซลเซียส แน่นอนว่าในช่วงที่อากาศร้อนจัด ผู้บริโภคก็มักจะหันมาดื่มน้ำเพื่อดับกระหาย เป็นโอกาสของธุรกิจเครื่องดื่ม

ในตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปัจจุบันก็มีผู้เล่นรายใหญ่มากมายที่ยึดหัวหาดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเครื่องดื่มน้ำอัดลม น้ำดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มฟังก์ชันนอล ชาเขียวพร้อมดื่ม ฯลฯ เป็นต้น

“ประชาชาติธุรกิจ” เปิดผลประกอบการปี 2566 สำหรับ “บิ๊กเครื่องดื่ม” ทั้ง โอสถสภา-คาราบาว-อิชิตัน-หาดทิพย์-เสริมสุข-เซ้ปเป้ ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาใครมีรายได้-กำไรเท่าไร และมีแผนกลยุทธ์การทำการตลาดในปี 2567 อย่างไรบ้าง

โอสถสภา เครื่องดื่มชูกำลังโตเด่น

สำหรับ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศ อาทิ เอ็ม-150, ลิโพ, เปปทีน, คาลพิส แลคโตะ และซี-วิท ฯลฯ ในปี 2566 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566) สร้างรายได้จากการขายอยู่ที่ 26,062 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,402 ล้านบาท เติบโตกว่า 24% จากปีก่อน

Advertisment

โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส ปัจจัยจากการดำเนินกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ควบคู่การสื่อสารการตลาดที่สร้างความแตกต่างผ่านโครงการเอ็ม-150 ซุปเปอร์สตาร์ จึงทำให้แบรนด์เอ็ม-150 เป็นผู้นำตลาดที่ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง พร้อมแรงสนับสนุนจากแบรนด์ ลิโพ เติบโตโดดเด่นในปีนี้

ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนอลดริงก์ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมนำเสนอคุณประโยชน์ใหม่ ๆ รวมถึงการใช้ช่องทางการสื่อสารที่สอดรับกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ผลักดันให้แบรนด์ เปปทีน และ คาลพิส แลคโตะ เติบโตทั้งส่วนแบ่งการตลาดและรายได้ที่ขยายตัวโดดเด่นเป็นตัวเลขสองหลัก

เช่นเดียวกับแบรนด์ ซี-วิท ที่สามารถครองตำแหน่งผู้นำตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของวิตามินซีได้อย่างแข็งแกร่ง สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในต่างประเทศมีรายได้เติบโตแข็งแกร่งเป็นตัวเลขสองหลักจากเมียนมาและลาว

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ โอสถสภายังคงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตตามแผนยุทธศาสตร์และก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร รวมถึงการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยตั้งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593

Advertisment
โอสถสภา
ภาพจากเว็บไซต์ https://www.osotspa.com/new/th/product/

คาราบาวแดง ทำสถิตใหม่โต 3%

ด้าน บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำรายได้จากการขายปี 2566 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566) อยู่ที่ 18,853 ล้านบาท ลดลง 2% โดยรายได้จากการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ตัวเอง อาทิ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มผสมซิงก์ และเครื่องดื่มฟังก์ชันนอลดริงก์ อยู่ที่ 11,196 ล้านบาท ลดลง 11% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

โดยเมื่อดูยอดขายในประเทศทำเงิน 5,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งปัจจัยจากการเติบโตของเครื่องดื่มคาราบาวแดง ที่เป็นผลจากการที่บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์คงราคาขายปลีกที่ 10 บาท ควบคู่กับกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับไทยรัฐ ภายใต้แคมเปญบาวแดงช่วยคนไทยสร้างอาชีพ ช่องไทยรัฐทีวี ซึ่งในปี 2567 นี้ ก็จะยังคงขยายแคมเปญนี้ต่อเนื่อง

รวมถึงบริษัทยังคงความแข็งแกร่งจากการกระจายสินค้าผ่านช่องทางหน่วยรถเงินสดที่มีอยู่เดิมและการวางพื้นฐานการกระจายสินค้าในโครงข่ายผ่านช่องทางการค้าแบบดั้งเดิม ให้กว้างขวางและครอบคลุมในระดับอำเภอทั่วประเทศ

ซึ่งจากประสิทธิภาพจากการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมและการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภค จึงช่วยกระตุ้นการรับรู้และผลักดันยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังคาราบาวแดงในประเทศ ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 23.6% เพิ่มขึ้น 3% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

ส่วนยอดขายต่างประเทศอยู่ที่ 5,396 ล้านบาท ลดลง 21% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจในประเทศกัมพูชาและความไม่แน่นอนในการอนุญาตนำเข้าสินค้าในประเทศเมียนมาตามลำดับ

ด้านกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,924 ล้านบาท ลดลง 16% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลกระทบของรายได้ที่ลดลงจากธุรกิจต่างประเทศ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบหลักและต้นทุนพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัทดำเนินการผลิตด้วยตนเอง

คาราบาว กรุ๊ป
ภาพจากเว็บไซต์ https://www.carabaogroup.com/th

อิชิตัน All Time High รอบ 13 ปี

ขณะที่ฟากตลาดเครื่องดื่มชาเขียว อย่าง บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ปี 2566 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566) กวาดรายได้ 8,050 ล้านบาท เติบโต 27% จาก 6,340 ล้านบาทปีก่อน ด้านกำไรสุทธิกวาด 1,100 ล้านบาท เติบโตกว่า 71% ซึ่งทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

โดยปัจจัยมาจากการบริโภคที่ฟื้นตัว และเป็นปีที่มีช่วงอากาศร้อนยาวนาน ดันตลาดเครื่องดื่ม Non-Alcoholic เติบโตต่อเนื่อง โดยจบปี 2566 ตลาดชาพร้อมดื่มครองแชมป์เติบโต 3 ปีติด โต 17.45% [ข้อมูลจากบริษัท เดอะนีลเส็นคอมปะนี (ประเทศไทย)]

ซึ่งในปีที่ผ่านมาสินค้าในเครืออิชิตันถือว่าเติบโตในทุกเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะ “อิชิตัน กรีนที ขวดปากกว้าง” 500 มล. ที่ยอดขายเติบโต 40.33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่สินค้ากลุ่ม Non-Tea อาทิ “น้ำด่าง อิชิตัน” สามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้นจากการทำกิจกรรม On Ground ทั่วประเทศตลอดปี และการสื่อสารคุณประโยชน์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารักสุขภาพจนเป็นแฟนประจำซื้อติดบ้านเพื่อดื่มทุกวัน ทำให้ยอดขายเติบโตมาก ถึง 77.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้าน “ตันซันซู” น้ำอัดลมสไตล์เกาหลี ยอดขายกำลังไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุด เปิดตัวรสชาติใหม่ “ตันซันซู ยัมมี่เลิฟโซดา” รสสตรอว์เบอร์รี่แตงโม หอม หวาน ซ่าส์ แต่น้ำตาล 0% จากไอเดียเครื่องดื่มคลายร้อนสุดฮิตของประเทศเกาหลี “ซูบักฮวาแซ” พร้อมครีเอตฉลากมากถึง 6 แบบ เอาใจวัยรุ่น Gen Z รับเทศกาลวาเลนไทน์ที่ผ่านมา สร้างแบรนด์ไดนามิก ด้วยความสนุกและสร้างสรรค์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เตรียมผลักดันให้ขึ้นแท่นเป็นสินค้ากลุ่ม Star ในอนาคต

และล่าสุด ในปี 2567 อิชิตัน ก็ได้กระโดดลุยตลาดชูกำลัง เปิดตัว “ตัน พาวเวอร์” (TAN POWER) เครื่องดื่ม Energy Drink ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของบริษัทในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 นี้เลยก็ว่าได้ โดย ตัน พาวเวอร์ นั้นจะมาในรูปแบบขวดแก้ว และตั้งราคา 10 บาท

พร้อมใช้กลยุทธ์จัดจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ที่มีการขยายตัวสูง โดยมีดีเคเอสเอช ประเทศไทย ดิสทริบิวเตอร์รายใหญ่กระจายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ โดยวางเป้ายอดขายไว้ที่ 300 ล้านบาท ในปี 2567 นี้

อิชิตัน

หาดทิพย์ ยอดขายโตสุดในรอบ 5 ปี

สำหรับผลงานของบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมภายใต้เครื่องหมายการค้า โค้ก แฟนต้า สไปรท์ น้ำผลไม้มินิทเมด น้ำดื่มน้ำทิพย์ ฯลฯ ปี 2566 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566) สร้างยอดขายรวมอยู่ที่ 7,806 ล้านบาท เติบโต 13.6% และมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 598 ล้านบาท เติบโต 38.8%

ซึ่งนับเป็นยอดขายที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี หรือสูงกว่าช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่มีการฟื้นตัวเร็วกว่าภาคอื่น ๆ ของประเทศ รวมถึงที่บริษัทได้มีการปรับราคาขายในบางขนาดในช่วงสิงหาคม 2565 และเมษายน 2566 จึงส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ร้อยละ 6 และร้อยละ 1.5 ตามลำดับ

สำหรับในปี 2567 หาดทิพย์มั่นใจว่าจะยังคงมียอดขายที่เติบโตขึ้น 6-8% เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ภาคใต้ยังคงมีแนวโน้มที่สดใส และจากแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่โดนใจผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล ที่ในปี 2566 มียอดขายเติบโตถึง 31% และยังสามารถเติบโตขึ้นได้อีกมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ไม่มีน้ำตาลยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% ของยอดขายทั้งหมดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หาดทิพย์ ยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำมูลค่าส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในพื้นที่ภาคใต้ประจำปี 2566 อยู่ที่ 79.3%

หาดทิพย์_พอร์ตโฟลิโอ
ภาพจากเว็บไซต์ http://www.sermsukplc.com/th

เอส-คริสตัล ดันยอดขายโตทะลุเป้า

ด้าน บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ดูแลพอร์ตสินค้า เช่น เอสโคล่า น้ำดื่มคริสตัล ชาเขียวโออิชิ ฯลฯ ผลงานปี 2566 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2566) สร้างรายได้จากการขาย และการให้บริการทั้งสิ้น 12,371 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,466 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนมาจากการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมเอสและน้ำดื่มคริสตัล การผลักดันยอดขายและการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงส่งผลให้ยอดขายทั้งในช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิมและค้าปลีกสมัยใหม่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งในปีนี้ผลิตภัณฑ์น้ำอัดลม “เอส” ได้ทําการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ โดยปรับภาพลักษณ์และดีไซน์บรรจุภัณฑ์ใหม่ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “Born to be Awesome เกิดมาซ่า…กล้าเป็นตัวเอง” ซึ่งได้การตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์น้ำอัดลม “เอส” มียอดขายที่เติบโตมากกว่าการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม และมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น

โดยในส่วนของกําไรสุทธิอยู่ที่ 248 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 235 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1,858.7% จากผลกําไรสุทธิ 13 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ

เสริมสุข
ภาพจากเว็บไซต์ http://www.sermsukplc.com/th/product/detail/sarsi

เซ็ปเป้ สร้างสถิติใหม่โตทะลุ 32.5%

ขณะที่ เซ็ปเป้ ผู้นำด้าน Functional Drink ปี 2566 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566) สร้างรายได้จากการขาย 6,052.6 ล้านบาท เติบโต 32.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีรายได้จากการขาย 4,566.4 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 1,074.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.5% จากปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 653.1 ล้านบาท นับเป็นการสร้างสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดขายในต่างประเทศจากทุกภูมิภาค เอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา และไทย ที่บริษัทสามารถขยายช่องทางการขายในตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่องทางการขายในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ และมาจากการเติบโตของยอดขายในประเทศและต่างประเทศจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 17 รายการสินค้า ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับปี 2567 เซ็ปเป้ยังคงมุ่งมั่นผลักดันการดำเนินงานให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 20-25% จากปีก่อน ด้วยกลยุทธ์สำคัญในการเร่งเครื่องขยายตลาดต่างประเทศอย่างเต็มกำลังเพื่อสานต่อความสำเร็จ โดยเฉพาะในทวีปยุโรปและอเมริกา

เซ้ปเป้
ภาพจากเว็บไซต์ https://www.sappe.com/th/beauti-series-th/

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าแต่ละค่ายจะปล่อยกลยุทธ์หมัดเด็ดอะไรออกมา เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2567 นี้ ต้องติดตาม