SNNP กำไร Q1 ร่วง “ตลาดไทยชะลอ” กำลังซื้ออ่อน-ต้นทุนพลังงานพุ่ง
SNNP
ศรีนานาพร ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิลด 64.6% เหลือ 60.3 ล้านบาท หลังเผชิญสารพัดแรงกดดันทั้งกำลังซื้อ, ต้นทุนพลังงาน-ค่าขนส่ง, ตลาด FMCG แข่งดุ ขณะที่เวียดนามยังโตสวน 30% รับเศรษฐกิจและท่องเที่ยวฟื้น กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของธุรกิจในวันที่ตลาดไทยยังฟื้นตัวเปราะบาง
นายศุภโชค บำรุงพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยว อาทิ เบนโตะ, เจเล่, โลตัส กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 1/2569 สะท้อนภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ไทย จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ความไม่แน่นอนของการค้าโลก และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาสแรกอยู่ที่ 60.3 ล้านบาท ลดลง 110.1 ล้านบาท หรือ 64.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้รวมจากการขายอยู่ที่ 1,271.7 ล้านบาท ลดลง 14.4% สะท้อนแรงกดดันทั้งด้านยอดขายและความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% สะท้อนกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มขนมและเครื่องดื่ม ขณะที่ตลาด FMCG ไทยเริ่มเปลี่ยนจาก “การเติบโตเชิงปริมาณ” ไปสู่ “การแข่งขันแย่งกำลังซื้อ” มากขึ้น ผ่านโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขาย

ตลาดไทยชะลอ กดรายได้
นายศุภโชคกล่าวว่า แรงกดดันด้านกำลังซื้อสะท้อนผ่านยอดขายในประเทศของ SNNP ที่ลดลงเหลือ 1,015.8 ล้านบาท ลดลง 15.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 7.2% จากไตรมาสก่อนหน้า
ขณะเดียวกันบริษัทต้องเผชิญปัจจัยลบเพิ่มเติม ทั้งผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ที่กระทบกำลังซื้อในบางพื้นที่ รวมถึงการเปลี่ยนพรีเซ็นเตอร์ใหม่ของสินค้าเรือธง 3 กลุ่มหลัก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโฆษณาปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาดในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 9.6% มาอยู่ที่ 195.8 ล้านบาท จากการเร่งกิจกรรมส่งเสริมการขายและทำแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายในภาวะตลาดชะลอตัว
ทั้งนี้บริษัทจึงมุ่งบริหารต้นทุนอย่างเข้มข้น ทั้งการจัดหาวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสมแต่ยังคงคุณภาพเดิม การพัฒนาแพ็กเกจจิ้งที่ตอบโจทย์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนและจะต่อยอดในปี 2569
ต้นทุนพุ่ง ฉุดมาร์จิ้นลด
นายศุภโชคระบุว่า แม้ต้นทุนขายรวมจะลดลงตามปริมาณการผลิตที่ชะลอตัว แต่ต้นทุนคงที่ยังอยู่ในระดับเดิม ขณะที่ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลงเหลือ 26.2% จาก 30.4% ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 332.9 ล้านบาท ลดลง 26.4% ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจถูกกดดันอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญของผู้ประกอบการ FMCG ไทย หลังต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าบังเกอร์ชาร์จและปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ที่เริ่มตึงตัวจากการหมุนเวียนใช้งานของสายเรือ
อย่างไรก็ตามบริษัทได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงาน เช่น โซลาร์รูฟ เพื่อช่วยควบคุมต้นทุนและลดความผันผวนจากราคาพลังงานในระยะยาว
ต่างประเทศชะลอ เจอเศรษฐกิจโลกกดดัน
นายศุภโชคกล่าวว่า สำหรับรายได้จากต่างประเทศในไตรมาสแรกอยู่ที่ 255.9 ล้านบาท ลดลง 10.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลต่อการค้าและการกระจายสินค้า
ภาพรวมตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการไทยปีนี้ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในหลายประเทศที่อ่อนตัวลง รวมถึงความไม่แน่นอนของการค้าโลกจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ยังอยู่ในระดับสูง
ด้าน นายฐากร ชัยสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง เสริมว่า ออร์เดอร์จากตะวันออกกลางเริ่มชะลอลงจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังอยู่ในวงจำกัดระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์จะเป็นความเสี่ยงสำคัญ
นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล Senior Executive Vice President ย้ำว่า กลยุทธ์ปีนี้จะมุ่งสร้างการเติบโตจากสินค้าเรือธงทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการทำตลาดและโฆษณา ควบคู่กับการปรับรสชาติและรูปแบบสินค้าให้เหมาะกับแต่ละประเทศ รวมถึงขยายพาร์ตเนอร์ด้านกระจายสินค้า โดยเฉพาะค้าปลีกภูธร เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของเครือข่ายในระยะยาว

เวียดนามโตสวน รับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวฟื้น
นายศุภโชคกล่าวว่า ท่ามกลางภาพรวมที่ชะลอตัวตลาดเวียดนามยังเป็นจุดสว่างสำคัญของ SNNP โดยยอดขายในเวียดนามไตรมาสแรกอยู่ที่ 145.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงหนุนของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง
โดยเวียดนามยังเป็นตลาดศักยภาพสูงของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z ที่เริ่มกลับมาจับจ่ายมากขึ้น บริษัทจึงเตรียมขยายการกระจายสินค้าสู่หลายช่องทาง จากเดิมที่พึ่งพาดิสทริบิวเตอร์รายเดียว พร้อมโฟกัสกลุ่มนักท่องเที่ยวมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าตลาดเวียดนามจะเติบโตได้ราว 20% ในปีนี้ และจะเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่ประเทศใกล้เคียง ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน และจีน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ที่ยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ในมุมอุตสาหกรรมเวียดนามยังถูกมองเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์” ของผู้ผลิต FMCG ไทย จากโครงสร้างประชากรขนาดใหญ่ กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจที่ยังเติบโตสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ท่ามกลางตลาดไทยที่เริ่มอิ่มตัวและการแข่งขันรุนแรงขึ้น
เดินเกมสินค้าใหม่-รักษามาร์เก็ตแชร์
นายศุภโชคกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ SNNP ยังเดินหน้าต่อยอดแบรนด์หลักเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ผ่านแคมเปญการตลาดและโปรโมชั่นที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยกลุ่มสแน็ก “เบนโตะ” และเครื่องดื่ม “เจเล่” ยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่ 48% และ 84.5% ตามลำดับ
การแข่งขันในตลาดขนมและเครื่องดื่มปีนี้ยังมีแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา โปรโมชั่น และการสร้าง engagement ผ่านออนไลน์และอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีทางเลือกมากขึ้น
ESG-ซัพพลายเชน กลายเป็นโจทย์ใหม่ FMCG
ขณะเดียวกันบริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG มากขึ้น ทั้งการประเมินคู่ค้า การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาระบบ Sustainable Supply Chain เพื่อรองรับความผันผวนของต้นทุนและความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนในระยะยาว
ภาพรวมผลประกอบการไตรมาสแรกของ SNNP จึงสะท้อนภาพเดียวกับผู้ประกอบการ FMCG ไทยจำนวนมาก ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่ยังสูง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นในตลาดที่เติบโตช้าลง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดเวียดนามยังสะท้อนว่า “ตลาดต่างประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว” อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป ท่ามกลางภาวะที่ตลาดภายในประเทศยังต้องใช้เวลาในการฟื้นกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค