เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
Biz Movement “อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
ดูทั้งหมด

OREO x BTS การตลาดฟิวชัน ‘แฟนด้อม’ และ ‘วัฒนธรรมสตรีตฟู้ด’ เขย่าตลาดโลก

27 พ.ค. 2569 | 17:26น.

คอลแลบครั้งประวัติศาสตร์ OREO x BTS สะเทือนวงการอาหารและขนมหวานทั่วโลก มัดใจแฟนคลับและผู้บริโภคทั่วไปด้วยโอรีโอ้สีม่วง พัฒนามาจาก “โฮต๊อก” ขนมสตรีตฟู้ดดังจากเกาหลี บุกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก กรณีศึกษาการตลาดฟิวชัน “แฟนด้อม” เข้ากับ “วัฒนธรรมอาหาร” โดยไม่ลืมฐานผู้บริโภคเดิม

OREO (โอรีโอ) แบรนด์คุกกี้แซนด์วิชอันดับหนึ่งของโลก ภายใต้บริษัทแม่อย่าง มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (Mondelez International) ได้ประกาศความร่วมคอลแลบครั้งประวัติศาสตร์กับซูเปอร์สตาร์ K-POP บอยกรุ๊ประดับโลกอย่าง BTS เพื่อเปิดตัวคุกกี้รุ่น Limited-Edition ที่นับเป็นแคมเปญ Collaboration ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแบรนด์เท่าที่เคยมีมา

เตรียมปูพรมวางจำหน่ายในตลาดมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดยจะเริ่มต้นพรีเซลล์ออนไลน์ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ และปูพรมลงหน้าร้านค้าปลีกอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน เป็นต้นไป

ในมุมมองทางธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่การขายสินค้าใหม่ในระยะเวลาที่จำกัด แต่เป็นกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบของการทำธุรกิจยุคใหม่ที่หลอมรวม “พลังแห่งแฟนด้อมข้ามโลก” เข้ากับ “กระแสวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นแบบดั้งเดิม” ได้อย่างทรงพลัง

‘Fandom Marketing’ เปลี่ยนสีและดีเทล เอาใจอาร์มี่ทั่วโลก

การร่วมมือกันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า โอรีโอไม่ได้มอง BTS เป็นเพียงแค่ “พรีเซนเตอร์” แต่เป็นการนำอินไซต์และหัวใจของกลุ่มแฟนคลับของวงอย่าง อาร์มี่ (ARMY) มาดีไซน์ตัวผลิตภัณฑ์อย่างประณีต เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญคือ การครบรอบเดบิวต์ 13 ปี ของวง BTS ในปีนี้ โดยแบรนด์ได้ใส่กิมมิคที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตลาดแบบแฟนด้อม ดังนี้

  • คุกกี้สีม่วงครั้งแรกของแบรนด์ (Oreo’s First-Ever Purple Wafers) โอรีโอตัดสินใจเปลี่ยนสีตัวแครกเกอร์คุกกี้ที่เป็นสีดำเอกลักษณ์ประจำแบรนด์มาตลอด ให้กลายเป็น “สีม่วง” ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์และตัวแทนความผูกพันระหว่างศิลปินและอาร์มี่ จากประโยคประวัติศาสตร์ “I Purple You”
  • ดีไซน์หน้าคุกกี้ 13 แบบ เพื่อ 13 ปีของวง หน้าคุกกี้ทั้ง 13 ลาย ถูกออกแบบร่วมกับสมาชิกทั้ง 7 คน ซึ่งประกอบไปด้วย RM Jin SUGA j-hope Jimin V และ Jung Kook มีทั้งชื่อของสมาชิกแต่ละคน ลายแท่งไฟอาร์มี่บอมบ์ ลายหัวใจ มินิฮาร์ต แต่ที่สร้างความตื่นเต้นที่สุดคือ มีคุกกี้ 3 ลายพิเศษที่สุ่มอยู่ในซอง ซึ่งหากแฟนๆ นำมาเรียงต่อกัน จะปรากฏข้อความลับส่งถึงแฟนๆ
  • บรรจุภัณฑ์และแคมเปญ ‘Love Letter’ ตัวซองดีไซน์ขึ้นเพื่อยกย่องสีสันและกลิ่นอายอันคึกคักของตลาดสตรีทฟู้ดเกาหลีใต้ และแบรนด์ยังต่อยอดด้วยแคมเปญให้แฟนๆ สามารถส่ง “จดหมายรักดิจิทัล” (Digital Love Letters) หรือเขียนจดหมายร่วมสนุกที่ป็อปอัพสโตร์เพื่อลุ้นรับรางวัลพิเศษ ซึ่งเป็นการดึงเอา Fandom Tradition หรือวัฒนธรรมการส่งต่อความรู้สึกของแฟนคลับมาปรับใช้ในมิติเชิงพาณิชย์ได้อย่างแยบยล

โดยตัวศิลปินเองก็ได้ออกมากล่าวแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเอาไว้อีกด้วยว่า

“การที่โอรีโอเป็นแบรนด์ขนมหวานแบรนด์แรกที่เราได้ร่วมงานด้วยในระดับโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งมากครับ พวกเรากินโอรีโอกันมาตั้งแต่เด็กๆเลย ในสตูดิโอก็กิน และตอนนี้โอรีโอก็กำลังช่วยพวกเราแบ่งปันรสชาติของขนมบ้านเกิดของพวกเราให้ทุกคนทั้งโลกได้ลิ้มลองด้วยหละครับ”

‘Food Culture’ และเทรนด์การแสวงหารสชาติแปลกใหม่

หัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้คือ ไส้ครีมสีขาวสลับน้ำตาลทรายแดงตรงกลาง ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ให้เป็น “รสโฮต๊อก” (Hotteok-Inspired Creme) ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก “โฮต๊อก” แพนเค้กสอดไส้น้ำตาลทรายแดง ซินนามอน และถั่วอุ่นๆ สตรีตฟู้ดขนมหวานยอดนิยมจากประเทศเกาหลีใต้ และยังเป็นขนมโปรดในวัยเด็กของสมาชิกวง BTS อีกด้วย

R&D นาน 2 ปี เพื่อความสมบูรณ์แบบ

มาร์ติน เรอนอด (Martin Renaud) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและการขายของมอนเดลีซ เผยกับ AP News ว่า โอรีโอใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ โดยคัดเลือกและทดสอบอย่างละเอียดจาก 3 รสชาติที่เป็นไปได้ ก่อนจะมาจบที่รสโฮต๊อกเพื่อให้ได้รสชาติที่สะท้อนวัฒนธรรมเกาหลีแท้ๆ แต่ยังเข้ากันได้ดีกับแบรนด์โอรีโอ เขายังหยอดมุกตลกปิดท้ายด้วยว่า

“ผมคิดว่าอาหารเกาหลีเป็นอาหารที่น่าทึ่งมาก ตัวผมเองซึ่งเป็นคนฝรั่งเศส บางทีผมอาจไม่ควรพูดแบบนั้น แต่ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ”

เกาะกระแส ‘Global Flavor’ บนโซเชียลมีเดีย

การเลือกสตรีทฟู้ดเกาหลีสอดรับกับข้อมูลจาก Datassential ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้รับการปรึกษาด้านอาหารและเครื่องดื่มในสหรัฐฯ ชี้ว่า ร้านอาหารที่ชูรสชาตินานาชาติโดยเฉพาะอาหารเอเชียและอเมริกาใต้ ในฝั่งของสหรัฐฯ นั้นเติบโตและครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2019 มา สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok ก็เป็นตัวเร่งการเติบโต ซึ่งตอนนี้มีวิดีโอภายใต้แฮชแท็ก #hotteok รวมกันมากกว่า 11,700 คลิป

เปิดโลกวัฒนธรรมอาหารในราคาประหยัด

รัสเซล ซวานกา (Russell Zwanka) ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาดอาหารจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นมิชิแกน วิเคราะห์ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้มีความเชิงรุก (Proactive) ในการเสาะหารสชาติเฉพาะถิ่นของแต่ละภูมิภาค และการกินอาหารคือวิธีเรียนรู้วัฒนธรรมที่เสี่ยงต่ำที่สุด ตามที่เขากล่าวว่า

“คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์โลกกว้างได้ผ่านอาหารต่างชาติที่มีให้ลิ้มลองในพื้นที่ของคุณ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินหลายพันดอลลาร์เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินไปถึงที่นั่นก็ได้”

ยิ่งในปัจจุบันมีทั้งบริการเดลิเวอรีและเชนซูเปอร์มาร์เก็ตมากมาย ก็ยิ่งทำให้กำแพงการเข้าถึงอาหารนานาชาติพังทลายลง

การบริหารแบรนด์ระดับ Mass ของ OREO

ในแง่กลยุทธ์การเติบโต มอนเดลีซใช้แคมเปญคอลแลบนี้เพื่อทลายกรอบเดิมๆ ของแบรนด์ โอรีโอไม่ได้ต้องการจำกัดตัวเองอยู่แค่ “ขนมสำหรับกลุ่มครอบครัว” อีกต่อไป แต่ต้องการดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม Gen Z เพื่อรักษาความสดใหม่และทำให้แบรนด์ดูอัปเดตอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม การทำตลาดในระดับโลก (Global Scale) ไปยัง 80 ประเทศ ย่อมมีความท้าทาย เรอนอดได้แชร์แนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ สมดุลระหว่าง ‘ความแปลกใหม่’ กับ ‘ค่านิยมเดิม’ เอาไว้ว่า

“เมื่อเราต้องการความแท้จริง เราต้องการความแตกต่าง และต้องการส่งมอบประสบการณ์แปลกใหม่ไปด้วย แต่เราก็ยังคงเป็นโอรีโอ เราจำเป็นต้องทำให้คนกลุ่มใหญ่พึงพอใจด้วย เราไม่สามารถทำผลิตภัณฑ์ที่ถูกใจคนแค่ 20% ของประชากรได้ เพราะมันจะทำให้ฐานลูกค้าเดิมส่วนใหญ่ของเราปฏิเสธและรู้สึกเหินห่างจากแบรนด์”

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้โอรีโอเลือก “แพนเค้กน้ำตาลทรายแดง” มาเป็นตัวชูโรง เพราะในมิติของรสชาติ มันคือความหวานละมุนที่ผู้บริโภคทั่วโลกคุ้นเคยและเข้าถึงง่าย หรือที่เราเข้าใจกันว่า รสชาติแมส (Mass) แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสอดแทรกเรื่องราวทางวัฒนธรรมอาหารและความเป็นเกาหลีเข้าไปได้อย่างลงตัว

อิทธิพลของศิลปินระดับโลกกับอุตสาหกรรมอาหาร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โอรีโอได้ร่วมมือกับแบรนด์และศิลปินชื่อดังมากมาย เช่น Coca-Cola เซเลนา โกเมซ (Selena Gomez) รวมถึงเกิร์ลกรุ๊ป K-POP ระดับโลกอย่าง Blackpink นอกจากนี้ยังเคยมีการออกรสชาติพิเศษเฉพาะประเทศมาแล้ว เช่น รสเชอร์รี่ซากุระในญี่ปุ่น และรสไส้ถั่วแดงในจีน เป็นต้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ BTS เขย่าอุตสาหกรรมอาหาร ก่อนหน้านี้ในปี 2021 พวกเขาเคยสร้างปรากฏการณ์ “BTS Meal” ร่วมกับ McDonald’s มาแล้วใน 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงการร่วมมือกับบริษัทอาหารเกาหลีใต้ชั้นนำอย่าง Paldo และ Hy เพื่อพัฒนาแบรนด์ “Arih” สินค้าบะหมี่และเครื่องดื่มที่วางจำหน่ายใน Walmart

การจับมือของศิลปิน K-POP ระดับโลกกับแบรนด์ขนมอันดับ 1 อย่างโอรีโอที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง จึงเป็นการตอกย้ำว่า อิทธิพลของศิลปิน K-POP ช่างทรงพลังและสามารถขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจในเวทีสากลได้

ในท้ายที่สุด แคมเปญนี้อาจให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการบริหารแบรนด์ยุคโลกาภิวัตน์ นั่นก็คือความท้าทายในการหา “จุดสมดุล” ระหว่างวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม (Niche) และตลาดมวลชน (Mass) แบรนด์ระดับโลกในปัจจุบันอาจไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วยการพึ่งพาสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ ที่เพลย์เซฟเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องกล้าที่จะเปิดรับกระแสวัฒนธรรมย่อย (Subculture) และอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้วย

หัวใจสำคัญในการทำการตลาดอาจคือความเข้าอกเข้าใจอินไซต์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง แล้วนำมาเจียระไนให้เข้าถึงง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่ไปพร้อมกัน การทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ให้เท่าทันโลกอยู่เสมอแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนตัวผลิตภัณฑ์จากสินค้าบริโภคทั่วไป ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สร้างคุณค่าทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ลอกเลียนแบบได้ยากที่สุดในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน