คนหลังเวที “รีโว่เมด” OEM “สกินแคร์” เทรนด์ตลาดสะพรั่ง

คอลัมน์ BIZ ว้าววว

วันนี้ กระแสของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจของตัวเอง ทำให้เกิดสินค้าจากผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสุขภาพ-ความงาม ที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสของผู้รับจ้างผลิตสินค้า รวมถึง “รีโว่เมด” บริษัทผู้รับจ้างผลิตเครื่องสำอาง-ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แบบครบวงจร ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์สินค้าความงามหลายรายรวมถึงสถาบันความงาม เซเลบริตี้

ก่อนจะมาถึงวันนี้ “วาสนา อินทะแสง” ประธานบริหาร บริษัท รีโว่เมด (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า เธอใฝ่ฝันอยากทำงานเป็นผู้บริหารมาตั้งแต่เด็ก โดยตั้งแต่อายุ 16 ปี ต้องทำงานสารพัดอย่างเพื่อหาเงินเรียน ทั้งเป็นเด็กเสิร์ฟ ขายเสื้อผ้า ขายเพชร-อัญมณี ขายประตู-หน้าต่าง ไปจนถึงขายอะลูมิเนียม ซึ่งการทำงานตั้งแต่เด็กทำให้ได้เรียนรู้ทักษะหลายอย่าง

แม้จะไม่ได้เรียนจบด้านเภสัชฯโดยตรง แต่ก็ได้รับโอกาสทำงานในธุรกิจสุขภาพ-ความงาม มากว่า 10 ปี เริ่มจากการเติบโตในงานฝ่ายขายของบริษัทยาจนขยับมาเป็นที่ปรึกษาโรงงานโออีเอ็มอีครีมหลายแห่ง


เมื่อได้เรียนรู้งานแทบทั้งห่วงโซ่ธุรกิจก็เกิดแรงฮึกเหิม ตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมา เพื่อรับผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง-ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

“เราชอบเรื่องความงามอยู่แล้ว มีฐานลูกค้าที่คุ้นเคย ซึ่งในส่วนที่เราไม่ถนัดอย่างพาร์ตโรงงานหรืออาร์แอนด์ดีก็ได้พาร์ตเนอร์ที่ดีมาช่วยเสริม ตัวโรงงานที่นครปฐมก็ร่วมกับเจ้าของเดิมปรับปรุงใหม่ให้ได้มาตรฐานสากลครบ เริ่มแรกเลยไม่ได้ใช้เงินลงทุนสูง เน้นใช้ทุนต่อทุนเพราะบริษัทค่อนข้างโตไว”

โปรดักต์แรกที่ผลิตคือ ครีมที่พัฒนาสูตรตามความต้องการของลูกค้า จุดต่างจากบริษัทโออีเอ็มอื่นคือ การช่วยลูกค้าทั้งด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะมีนวัตกรรมใหม่มานำเสนอต่อเนื่องและให้คำปรึกษาเรื่องการตลาด-การสร้างแบรนด์ตั้งแต่ขั้นตอนแรก เป็นคู่คิดทางธุรกิจที่มากกว่าเพียงรับจ้างผลิตสินค้า ทำให้บริษัทมียอดขายเติบโตเรื่อยมา จากเดือนแรกที่ทำยอดขายได้กว่า 3 ล้านบาท

“เดี๋ยวนี้เครื่องสำอางแบรนด์เล็กเกิดขึ้นเยอะ ด้วยพฤติกรรมคนที่เชื่อคนใกล้ตัวมากกว่าโฆษณา เป็นโอกาสให้คนธรรมดาสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งหากมีเงินลงทุนเริ่มต้น 2 หมื่นบาทก็มาผลิตสินค้ากับรีโว่เมดได้”

นอกจากจะมีโรงงานผลิตสินค้าเองในไทย ยังมีเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศที่สามารถผลิตสินค้าเมดอินยุโรป สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ได้ตามความต้องการของลูกค้าที่ต้องการใช้เรื่องแหล่งผลิตเป็นอีกจุดขายของสินค้า

“เรื่องยาก ๆ ตลอด 2 ปีที่ผ่าน เป็นเรื่องการทำงานของคนมากกว่า ในช่วงแรกยังมีข้อผิดพลาดเยอะในเรื่องของการจัดซื้อ หรือบัญชีที่ทำให้เราเสียเงินไปก็มาก แต่ตอนนี้ผ่านมาได้แล้ว เพราะเราหาคนเข้าไปดูแล ไปสอนทีมงาน ก็ต้องเรียนรู้ ปรับจูนกันไป”

สำหรับปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 400 ล้านบาท อีก 3 ปี อยากเป็น 1 ใน 5 บริษัทผู้ผลิตที่อยู่ในใจเจ้าของสินค้า ซึ่งนอกจากในไทย ตอนนี้ยังมีลูกค้าในลาว กัมพูชา มาเลเซีย จีน รวมกันกว่า 8-9 ราย

“การมาถึงทุกวันนี้ต้องดิ้นรน เพราะเราไม่มีแบ็กกราวนด์อะไรซัพพอร์ต ต้องสร้างขึ้นมาเองด้วยการเรียนรู้จากทุกสิ่งที่ทำให้มากที่สุด รวมทั้งตั้งเป้าให้ใหญ่กว่าตัวเสมอ ถึงสุดท้ายจะไม่ได้ 100% แต่ก็จะทำให้เราไปได้ไกลขึ้น ซึ่งการสร้างคนเล็ก ๆ ให้โตมันเจ๋ง เขาไปได้ เราก็ไปได้ ก็วิน-วิน”

ความสำเร็จของลูกค้าก็คือความสำเร็จของเรา เมื่อลูกค้าโตจากหลักหมื่นเป็นหลักร้อยล้าน… คนอยู่หลังเวทีก็ดีใจ

Previous article“สเนลไวท์” เข้าตลาดระดมทุน เพิ่มกำลังผลิตเครื่องสำอางป้อนต่างประเทศ
Next articleหัวเว่ยโหมเจาะตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลาง