ส่องกองทุน EV car รับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้ามาแรง

ยุคสมัยนี้ ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี ซึ่งเป็นเทรนด์พลังงานสะอาดกำลังมาแรง แม้ว่าในรอบ 1 ปี ผลตอบแทนจะยังติดลบ แต่ด้วยโอกาสการเติบโตและราคาหุ้นที่ยังไม่แพง ผู้จัดการกองทุนต่างแนะนำว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทยอยสะสม

“ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กองทุนรวมรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันมีอยู่ 11 กองทุน (รวมทุกชนิดหน่วยลงทุน) ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ บลจ.ยูโอบี, บลจ. แอสเซทพลัส, บลจ. ไทยพาณิชย์ และ บลจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกันทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกปี 2566 นี้ ยังมีเงินไหลออกสุทธิกว่า 200 ล้านบาท อย่างไรก็ดี หลายกองทุนมีผลตอบแทนฟื้นตัวได้ค่อนข้างดีในปีนี้ นำโดยกองทุน United Battery and EV Technology

อย่างไรก็ตาม หากมองผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี กองทุนประเภทนี้ ยังคงติดลบค่อนข้างมาก โดยผลตอบแทนจากกองทุนที่ติดลบมากที่สุด ได้แก่ กองทุน ASP-POWERRMF จาก บลจ.แอสเซทพลัส ผลตอบแทนติดลบ 27% ตามด้วยกองทุน LHMOBILITY-E จาก บลจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ผลตอบแทนติดลบ 26.3% กองทุน SCBEV(E) จาก บลจ. ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทนติดลบ 24.8% และกองทุน UEV จาก บลจ.ยูโอบี ผลตอบแทนติดลบอยู่ที่ 9.9% (ดูตาราง)

กองทุน EV

ทั้งนี้ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้ายังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ หากต้องการลงทุนตามการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการแข่งขันกันมากขึ้นจากผู้ผลิตทั่วโลก ส่งผลให้มีราคาที่ถูกลง

Advertisment

“คาดไว้ว่าภายในปี 2030 รถยนต์ที่ขายทั่วโลกราว 2 ใน 3 จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า สนับสนุนการเติบโตของ value chain ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ สถานีชาร์จ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การลงทุนประเภทนี้ค่อนข้างจะกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรม จึงอาจเกิดความผันผวนมากกว่าตลาดได้ในบางช่วง”

ขณะที่ “บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า การลงทุนในกลุ่มรถอีวีน่าสนใจ แต่ก็มีทั้งปัจจัยสนับสนุนและกดดันไปพร้อม ๆ กัน โดยปัจจัยซัพพอร์ตก็คือ เทรนด์พลังงานสะอาดที่กำลังมาแรง รัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงสถาบันการเงินสนับสนุน

ส่วนปัจจัยกดดัน ก็มีทั้งเรื่องชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังขาดตลาด ความพร้อมของสถานีชาร์จในแต่ละประเทศ รวมถึงราคาแบตเตอรี่ที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกและดอกเบี้ยก็เป็นปัจจัยที่กดดันการลงทุนด้านเทคโนโลยีอยู่ ดังนั้น ธีมลงทุนยานยนต์ไฟฟ้า แนะนำให้เป็นการลงทุนระยะกลาง-ยาวประมาณ 3-5 ปี เพราะหากกลับไปดูผลตอบแทนย้อนหลังในปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าผลตอบแทนยังคงติดลบ

“ภาพรวมในปีนี้เริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างดี แต่เมื่อนับรวมกับปีที่แล้วก็อาจจะเห็นว่ายังติดลบอยู่ แนะนำในจังหวะนี้ที่ราคาหุ้นยังไม่แพง ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสมเก็บไว้ในพอร์ต เพราะในอนาคตยังไงก็มา เพียงแต่ยังมีปัจจัยที่ยังกระทบในระยะสั้น ๆ”

Advertisment

ด้าน “ชาคริต พืชพันธ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า การลงทุนในกองทุนประเภทหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือกลุ่มหุ้นเติบโต ในช่วงที่ผ่านมา ค่อนข้างที่จะถูกกดดันและได้รับผลกระทบมากจากทิศทางดอกเบี้ยที่ถูกปรับขึ้นมาต่อเนื่อง เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลตอบแทนยังติดลบ

อย่างไรก็ตาม เทรนด์พลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่จะต้องถูกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นอนาคตการลงทุนในกลุ่มนี้อย่างไรก็คงจะต้องมาแน่นอน และในปีนี้จากที่หลาย ๆ คนคาดว่าทิศทางการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยน่าจะเริ่มใกล้ถึงจุดที่จะจบลงแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าก็น่าจะกลับมาปรับตัวขึ้นได้ดี

“แม้จะเห็นภาพรวม กองทุนอาจจะยังติดลบ แต่มองเป็นโอกาสที่จะทยอยเก็บได้ เพื่อรอการฟื้นตัวในอนาคต ซึ่งกลุ่มนี้มองว่าเป็นการลงทุนในระยะยาว 3-5 ปี เพราะระยะสั้นอาจยังผันผวนได้จากดอกเบี้ยที่ยังมีความไม่แน่นอน”