ผ่ากลยุทธ์ “ออดี้” Audi on the Road ชูลูกค้าศูนย์กลาง

กฤษณะกร เศวตนันทน์
กฤษณะกร เศวตนันทน์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

จากกลยุทธ์และความมุ่งมั่นที่ประกาศไว้อย่างชัดเจน เมื่อครั้งเข้ามาทำตลาดและดูแลแบรนด์ออดี้ ในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อนว่า อาวดี้ ไทยแลนด์ ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ประกาศชัดเจนว่า อาวดี้ต้องการทำการตลาดโดยมุ่งเน้น “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” รวมทั้งฉายภาพมุมมองตลาดรถอีวีที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

วันนี้ “กฤษณะกร เศวตนันทน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับมุมมองและโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จะเป็นอย่างไรไปติดตาม

Q : ประเมินตลาดสภาพเศรษฐกิจ

จากแนวโน้มและการประเมินสภาพของเศรษฐกิจโดยรวมดีกว่า 2565 ที่ผ่านมาอย่างมาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากปัจจัยค่าเงินบาทมีความแข็งแรงขึ้น บวกกับการคาดการณ์ของภาครัฐที่ประเมินว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่น้อยกว่า 30 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

ดังนั้น ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดี โดยจำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะได้เห็นความชัดเจนและเข้ามาท่องเที่ยวในบ้านเราราวไตรมาสที่ 2 และ 3 ไปแล้ว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน รวมทั้งเชื่อว่าจะมี “การเลือกตั้ง” ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรง และไทยมีความได้เปรียบจาก “ภูมิคุ้มกัน” เมื่อครั้งวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่มีการเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนั้น ประกอบกับบางมาตรการของภาครัฐได้มีการควบคุมไว้อย่างมากกมาย ขณะที่หลาย ๆ ประเทศไม่มีอาจจะอยู่ในสถานการณ์แตกต่างกัน

แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่ยังยืดเยื้อ และต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะจบลงเมื่อไร หรืออาจจะปะทุขึ้นเมื่อไร ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

อย่างผลกระทบที่เห็นผลได้ชัดเจน คือ การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ถ้าใครสามารถผลิตชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ ที่เรียกว่า “นาโน 5” ได้ ก่อน เรียกว่าสามารถครองโลกได้

Q : มองโอกาสขยายธุรกิจ

ถ้ามองจากปัจจัยข้างต้น โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าผมเป็นคนลงทุนที่จะต้องขยายธุรกิจในปีนี้ ผมจะเดินหน้าขยาย เพราะว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง มีการวางระบบ มาตรการป้องกันไว้ทั้งหมด ทุกอย่างคงไม่ได้ล้มลงไปง่าย ๆ

แต่ยังมีปัจจัยเดียวที่ทำให้กังวลคือ ต้นทุน “ดอกเบี้ย” ที่ขึ้น และคาดว่าปีนี้ ในส่วนของดอกเบี้ยเชิงนโยบายจะมีการปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และสิ่งที่เราจะละเลยไม่ได้คือ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

วันนี้ อาวดี้ กำลังกำหนดกลยุทธ์ ในกลุ่มมีทรัพยากรบุคคลที่มีความหลากหลาย มีหลายเจเนอเรชั่น เราได้วางโครงสร้างสำหรับเจเนอเรชั่นต่อไป ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจาก คุณกฤษฎา ล่ำซำ ที่ให้ไว้ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทว่า “อาวดี้” จะต้องมีการเติบโตอย่างยั่งยืน มีเจน 2, 3 รองรับ

Q : คิดอย่างไรกับอนาคตอีวีในบ้านเรา

ที่ผ่านมาถือว่ารัฐบาลให้มาตรการในการสนับสนุนและส่งเสริมค่อนข้างเยอะ ประเทศไทยยังต้องใช้เวลาสำหรับรถยนต์อีวี และในช่วงเวลา 2 ปีนี้ ตลาดรถยนต์อีวีในประเทศไทยยังอยู่ในภาวะ “ฝุ่นตลบ” โดยยังมองไม่เห็น

สำหรับ อาวดี้ เราถือเป็นคนแรกในตลาดพรีเมี่ยมเซ็กเมนต์ที่นำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดเมื่อ 4 ปีก่อน กับออดี้ อี-ตรอน ขายที่ 4 ล้านปลาย ๆ ถึง 5 ล้านต้น ๆ

ปี 2565 ที่ผ่านมาตลาดรถยนต์อีวีช็อกทั้งตลาด เนื่องจากตลาดรถจีนเข้ามาทำตลาดค่อนข้างมาก ทั้งเอ็มจี, เกรท วอลล์ มอเตอร์, บีวายดี และปิดท้ายปีกระแทกตลาดกับ “เทสลา” ซึ่งเชื่อว่าตรงนี้คือตัว “ไดรฟ์” ตลาด ทำให้ทุกคนเริ่มมองว่า นี้คือการเปลี่ยนผ่านจริง ๆ 4 ปีก่อนอาวดี้นำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาขาย ปีละ 100 กว่าคัน และมีรถจากค่ายอื่น ๆ ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู และปอร์เช่ แต่จำนวนยอดขายยังไม่มากพอที่จะทำให้คนหันมาลงทุนทำสถานีชาร์จได้

แต่สำหรับปี 2565 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นว่าผู้ประกอบการหลายรายมีความสนใจที่จะทำ “สถานีชาร์จรถอีวี” แต่คนที่มาซื้อรถอีวี จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนผ่านของรถ มีส่วนผสมของแก็ดเจตเข้ามา วันนี้คนซื้อรถยนต์อีวีมององค์ประกอบหลัก 2 อย่าง คือ 1.ระยะทางที่วิ่งได้ 2.ออปชั่นอุปกรณ์ต่าง ๆ มีมากน้อยแค่ไหน

แทนที่จะมองว่าการซื้อรถหนึ่งคัน ช่วงล่างเฟิร์มไหม ? นั่งสบายไหม ? วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เนี้ยบ ? แค่ไหน ? วันนี้ความคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป ขณะที่คนรุ่นกลางยังมองเรื่องพวกนี้อยู่

จุดแข็งตรงนี้ แบรนด์จากยุโรปยังให้ความสำคัญ ที่ “เหนือกว่า” แต่ที่สำคัญ ช่องว่างของราคาเองก็ต่างกันค่อนข้างมาก

วันนี้ตลาดก็เปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน จากตลาดรถยนต์มีทั้งตลาดแมส และตลาดพรีเมี่ยม วันนี้รถยนต์ไฟฟ้าเองก็มีส่วนต่างระหว่างตลาดพรีเมี่ยมและตลาดแมสอยู่เช่นเดียวกัน

หลายคนที่ยอมจ่ายแพงกว่า เขาต้องการสิ่งเหล่านี้คือ ความปลอดภัย ความสบาย เพอร์ฟอร์แมนซ์การขับขี่ด้วย ทั้งนี้ อาวดี้มองว่าตลาดรถอีวีก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีการแบ่งเซ็กเมนต์อย่างชัดเจน

Q : นโยบายที่ออดี้ใช้มัดใจลูกค้า

อาวดี้ใช้นโยบายนี้มาตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจ จนถึงวันนี้ยังคงยึดหลัก ด้วยการให้ลูกค้าเป็นตัวตั้ง แผนการตลาด นำเสนอรถยนต์ตามความต้องการของลูกค้า และมีความหลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงรถออดี้และได้เลือกมากที่สุดก่อน

จากนั้นก็จะดูว่ารุ่นไหนที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด และปรับให้เกิดความสมดุล ภายใต้กลยุทธ์การตลาด “Audi on the Road” ที่อยู่บนพื้นฐานความยืดหยุ่นด้านการบริหารจัดการสามารถควบคุมได้ เพราะความที่เป็นรถยนต์นำเข้าทั้งคัน ซีบียู ก็ยิ่งทำให้รถมีความน่าสนใจและสดใหม่

ปี 2565 ที่ผ่านมา อาวดี้มีรถจำหน่าย 20 รุ่น แบ่งเป็น 38 รุ่นย่อย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2.4-12.2 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้มีรถรอเปิดตัวอีกไม่น้อยกว่า 10 รุ่น บนความหลากหลายทางด้านพลังงาน และรุ่นไมเนอร์เชนจ์ โมเดลซึ่งปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,000 คัน เพิ่มขึ้น 1,300 คันในปีก่อน

ล่าสุดเราเพิ่งแนะนำ ออดี้ ทีที รุ่นสุดท้ายที่ออดี้ผลิต ซึ่งมีขายแค่ 200 คัน ออกสู่ตลาด ซึ่งเรามีรถพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้า และจากนี้บริษัทแม่ก็จะถอดรถรุ่นนี้ออกจากไลน์ผลิต เท่ากับเป็นการปิดตำนานรถไอคอนนิกรุ่นนี้ ส่วนรุ่นอื่น ๆ จะมีการเปิดตัวอะไรบ้าง โปรดติดตาม


Audi TT Coupe