เวลา

LGBTQ
คอลัมน์ : Market-think 
ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์

ย้อนเวลากลับไปสัก 10 ปี ใครจะนึกว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม จะผ่านสภาผู้แทนราษฎร

เหลือแค่การพิจารณาของวุฒิสภาเพียงขั้นตอนเดียว

ผมชอบรายละเอียดของการใช้คำในกรณีนี้มาก

อย่างเช่น มีคนบอกว่านี่คือ การให้สิทธิกับกลุ่ม LGBTQ เท่าเทียมกับผู้ชายและผู้หญิง

แต่เขาบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่อง “การให้สิทธิ”

แต่เป็น “การคืนสิทธิ”

หมายความว่าที่ผ่านมา กฎหมายไทยไม่เท่าเทียม สิทธิที่เขามีอยู่แล้วถูกลดทอน

ไม่สามารถแต่งงานกันได้

กฎหมายฉบับนี้จึงเป็น “การคืนสิทธิ” ที่พึงมีอยู่แล้วให้กับพวกเขา

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เรื่องนี้มีการทวงถามมานานแล้วจากกลุ่ม LGBTQ

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เสียงเรียกร้องนี้เป็นเสียงเบา ๆ ในสังคมไทย

ในขณะที่เสียงต้านในสังคมไทยค่อนข้างสูง

แต่เมื่อสังคมเริ่มยอมรับในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะเป็นชายแท้-หญิงแท้ ในความหมายดั้งเดิม หรือเป็นกลุ่ม LGBTQ ก็มีสิทธิใน “ความรัก” เหมือนกัน

กฎหมายควรจะเปิดช่องให้คนที่รักกันได้แต่งงานกัน

ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กฎหมายฉบับนี้ก็มีการผลักดันมาแล้วครั้งหนึ่ง

เป็นกระแสที่ค่อนข้างแรงทีเดียว

แต่กฎหมายก็แท้งไปเพราะ “จุดยืน” ของผู้นำที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้

ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เรื่องนี้มีการพูดถึงในเวทีหาเสียงมาโดยตลอด

พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ประกาศสนับสนุนเรื่อง “สมรสเท่าเทียม”

หลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน

กฎหมายนี้จึงผ่านสภาด้วยคะแนนขาดลอย

แทบทุกพรรคการเมืองสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเต็มที่

“เวลา” ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย

เช่นเดียวกับเรื่อง “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ซึ่งเป็นชื่อหรู ๆ ของ “กาสิโน” แบบถูกกฎหมาย

เรื่องนี้มีการพูดถึงมานานหลายสิบปี

มุมหนึ่ง คือ อยากให้ “บ่อนการพนัน” ซึ่งเป็นธุรกิจใต้ดิน ให้ขึ้นมาอยู่บนดิน

แก้ปัญหาเรื่อง “ส่วย” ที่ต้องจ่ายให้กับตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อีกมุมหนึ่ง คือ การหารายได้เข้ารัฐบาล

เราถกเถียงกันมานาน จนประเทศรอบข้างเรา ไม่ว่าจะเป็น “สิงคโปร์-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-กัมพูชา-เมียนมา” มีบ่อนกาสิโนถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

และทำรายได้ให้ประเทศสูงมาก

ว่ากันว่า คนที่เข้าไปเล่นกลุ่มใหญ่ก็คือ คนไทย

ในอดีตเรื่อง “บ่อนกาสิโน” ถูกกฎหมายมีการถกเถียงกันมาก ฝ่ายที่คัดค้านจะมองในเรื่องปัญหาสังคม

ไม่รวมถึงเรื่องการเป็น “เมืองพุทธ” ของประเทศไทย

แต่วันนี้เมื่อรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นแผนการหารายได้เข้าประเทศ

ดูเหมือนว่ากระแสค้านจะลดต่ำลง

กาลเวลาที่เปลี่ยนไป ทำให้คนเริ่มยอมรับ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” มากขึ้น

อาจเป็นเพราะมีตัวอย่างให้เห็นทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน

“ตัวอย่าง” ในโลกแห่งความเป็นจริงช่วยลดทอนน้ำหนักของฝ่ายที่คัดค้านลง

ผมเชื่อว่าในที่สุด เรื่อง “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ก็จะผ่านสภาได้ไม่ยาก

“เวลา” เปลี่ยน

ความรู้สึกของสังคมก็เปลี่ยน

ทุกอย่างมี “เวลา” ที่เหมาะสมของตัวมันเอง