สุดารัตน์ ตั้งเป้า ส.ส. 50 คน สกัดทักษิณ-ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจ

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้มีสมญานาม “เจ้าแม่ กทม.” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคแบบเต็มตัว

ประกาศ “ภารกิจสุดท้าย” ตอกเสาเข็มพรรคไทยสร้างไทย ให้เป็นสถาบันทางการเมือง ปลดปล่อยประชาชนจากระเบียบกฎหมายที่หยุมหยิม อันมาจากอำนาจนิยม สืบทอดอำนาจ และคอร์รัปชั่น

ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ “คุณหญิงสุดารัตน์” ว่า เหตุใดไทยสร้างไทย จึงเป็น Last mission–ภารกิจครั้งสุดท้าย

ระบอบประยุทธ์ กับ ระบอบทักษิณ สิ่งไหนเป็นคู่แข่งที่สำคัญ และ มั่นใจแค่ไหนกับการรับบท “หัวหน้าพรรค – แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ต่อไปนี้คือคำตอบ

ภารกิจสุดท้าย

“คุณหญิงสุดารัตน์” เกริ่นนำเรื่อง “ภารกิจครั้งสุดท้าย” ว่า ทำงานรับใช้ประชาชนในฐานะนักการเมือง ร่วม 31 ปี เริ่มจากพรรคพลังธรรม มีอุดมการณ์รักษาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยืนหยัดยืนยันต่อต้านการรัฐประหาร การใช้อำนาจนิยมมาตลอด ตั้งแต่ปีแรกที่มาเป็น ส.ส.

ดังนั้น อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง เพราะ 90 ปี ประชาธิปไตยไทย มันวันเวียนอยู่กับวงจรอุบาทว์ ปฏิวัติ เลือกตั้ง ทุจริตโกงกิน ปฏิวัติ เลือกตั้ง กดทับประชาชน ทำให้ประเทศไทยเดินไปไหนไม่ได้ เรายังติดกับดักรายได้ปานกลาง แม้คนไทย นักธุรกิจไทยมีศักยภาพ

“จริง ๆ ตั้งใจเกษียณทางการเมือง แต่ในช่วง 31 ปีที่ทำงานมา ไม่เคยเห็นยุคไหน สมัยไหน คนลำบาก ยากจน ข้นแค้นและประเทศเสื่อมทรุดได้มากเท่ากับห้วงที่ผ่านมานี้เลย ดังนั้น ตั้งใจใช้ประสบการณ์ 31 ปี สร้างพรรคของประชาชนจริง ๆ โดยอาสาตัวเองเป็นแค่เสาเข็ม เป็นฐานราก เชื่อมคนใหม่ ๆ ช่วยกันสร้างบ้านเมืองกันใหม่ เพื่อเปลี่ยนประเทศ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของคนไทยทุกคน”

คุณหญิงสุดารัตน์ ขีดเส้นใต้ว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรประเทศไปต่อไม่ได้ เรายังเจอวิกฤตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป geopolitics มีความสำคัญกับประเทศไทย พอเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน จีน-ไต้หวัน มันกระทบซัพพลายเชนทั้งหมด

Advertisement

โลกเปลี่ยนจากโลกาภิวัฒน์ มาเป็นโลกสองขั้ว คือวิกฤตของโอกาสประเทศไทย ถ้าผู้นำมีวิสัยทัศน์จะพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ

“เป็นความตั้งใจและเป็นงาน masterpiece ครั้งสุดท้าย ไทยสร้างไทย ไม่ใช่เป็นพรรคของกลุ่มทุนใด แต่เป็นพรรคของประชาชนตัวเล็ก คือประชาชนทั่วไปที่ถูกกดทับ ตั้งใจทำครั้งนี้ให้กับประชาชน ตั้งใจทำให้ ไม่ทำเอา”

แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรค

ถามถึงความมั่นใจในการเป็น หัวหน้าพรรค–แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบด้วยท่าทางมั่นยิ่งกว่ามั่น

มีความพร้อม และมีความมั่นใจ 30 กว่าปี ทำเรื่องยากให้สำเร็จ ทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนในช่วงที่อยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราได้ทำเรื่องการปฏิรูปสินค้าเกษตร ยกระดับ เพิ่มราคา ไม่ได้ทำทั้งจำนำข้าว ประกันราคา

หรือแม้แต่โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ในฐานะผู้ปฏิบัติ เป็นรัฐมนตรีอยู่ถึง 4 ปีเต็ม เป็นนโยบายที่ยากแต่ก็ทำสำเร็จ การปราบโรคซาร์ส ไข้หวัดนก ได้เร็วไม่ยืดเยื้อเหมือนโควิด-19

ทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างสะพานแม่น้ำเจ้าพระยา ทางลอด ทางด่วนหลายโครงการ

“มั่นใจประสบการณ์มีความสำคัญ​โดยเฉพาะโลกยุคใหม่ ผู้ที่จะอาสาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่โกง มีความซื่อสัตย์ เพราะประเทศชาติเราในช่วง 8 ปี หลังเรามีปัญหาคอร์รัปชั่น และเราถูกปรับลดลำดับชั้นตกชั้นไปเรื่อย ๆ การคอร์รัปชั่นเป็นขยะกองโต ที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ แนวคิดแบบอำนาจนิยมเป็นอุปสรรคใหญ่ในการขัดขวางการพัฒนาประเทศ”

ได้พิสูจน์ตนเองว่าเป็นรัฐมนตรีไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ถูกกลั่นแกล้งช่วงปฏิวัติปี 2549 ถูกยัดคดีให้ แต่สุดท้ายก็ชนะเป็นเอกฉันท์ทั้งในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และในชั้นศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด

สุดารัตน์ เทียบ ลุงตู่-ลุงป้อม

ถ้าหาก “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นนายกฯ จะต่างจาก 2 ลุง “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา–ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างไร เธอหัวเราะก่อนตอบว่า “แตกต่างกันแน่ระหว่าง 2 ลุงกับดิฉัน”

อย่างแรกเลย แนวคิดวิสัยทัศน์ วันนี้แนวคิดของ 2 ลุง คือแนวคิดของอำนาจนิยม และยึดติดกับรัฐราชการ จึงไม่มีการฟังเสียง ความเดือดร้อนของประชาชน หรือไม่ได้ฟังความเห็นต่าง การจะเป็นผู้นำที่ดีของประเทศต้องยอมรับและรับฟังความเห็นต่างด้วยเหตุด้วยผล เอาแนวคิดที่ดีมาร่วมพัฒนาประเทศ

“ใครคิดร้ายกับดิฉัน คิดเป็นศัตรู ดิฉันให้อภัย อโหสิกรรมและรับฟังด้วยว่าสิ่งที่เขาด่า ๆ อาจมีส่วนจริงจะต้องมาปรับปรุงอันไหนไม่จริงต้องทำทานไป”

2.แนวคิดผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ รู้ทันโลก น้ำไม่เต็มแก้ว ไม่ใช่รู้ทุกเรื่องในที่ประชุมแต่อยู่ข้างนอก ไม่รู้ ไม่รู้ ยิ่งโลกภายนอกมีการเปลี่ยนแปลง คาดเดาได้ยาก ยิ่งต้องแสวงหาความรู้ และเราต้องรู้เทคโนโลยีของโลกยุคใหม่ด้วย เราต้องใช้เป็นเพื่อลดต้นทุนการใช้ชีวิต การทำมาหากินของคนและช่วยให้การทำมาหากินง่ายขึ้น

ที่แตกต่างมากที่สุด ดิฉันอยู่กับประชาชนอยู่ตลอดเวลา 30 กว่าปี เข้าไปกอด ปลอบใจ นั่งคุยฟังความทุกข์ ไปนอนในหมู่บ้านกับประชาชน เอาความทุกข์ของเขามาแก้ไขปัญหา คิดว่าใจของดิฉันแตกต่างจากผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เพราะมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำทุกอย่างให้พี่น้องประชาชนให้หายจน หมดหนี้ มีรายได้อย่างยั่งยืน

ไม่มีนายทุนเป็นเจ้าของ

แล้วพรรคไทยสร้างไทย พร้อมแค่ไหนกับการเลือกตั้งที่งวดเข้ามา “เจ้าแม่ กทม.” ตอบว่า เราเองเป็นพรรคใหม่ ขณะนี้อาจยังไม่ 100% แต่มีความพร้อม 60-70% ในการทำงาน แต่ความพร้อมในการเลือกตั้ง มีแน่นอน และพร้อมทุกกติกา

“ความหวังสูงสุด กระจายไปทั้ง กทม. ต่างจังหวัด ภาคอีสาน เหนือ ใต้ ทำเต็มที่ เขตที่สอบได้ก็ต้องไปช่วยกันเต็มที่ ส่วนเขตที่สู้เขาไม่ได้ก็ทำการสร้างกระแส ขึ้นอยู่กับกติกา แต่ทุกกติกาเรามีโมเดลทำหมดแล้ว พร้อมสู่การเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะได้ ส.ส.เกิน 50 คน จากเขตและปาร์ตี้ลิสต์”

“เจ้าแม่ กทม.” มีความหวังทวงแชมป์ได้ไหม “คุณหญิงสุดารัตน์” กล่าวว่า ต้องมีความหวังหลาย ๆ ที่ แต่ กทม.เป็นหมุดหมายที่สำคัญ

ก่อนหน้านี้คือการทำความเข้าใจกับประชาชน ประชาชนยังติดภาพว่าอยู่พรรคเดิม (พรรคเพื่อไทย) มากมาย แม้แต่ตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เราต้องการให้คนเห็นว่า เราแยกมาสร้างอีกพรรคหนึ่ง แต่ภาพมันติดมานาน จึงทำให้ภาพเดิมติดอยู่

“วิธีล้างภาพเก่าคือ วันนี้เราแสดงในสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ หลักคิด แนวที่เราอยากสร้างประเทศ ดังนั้น แนวอาจจะต่างกัน ของดิฉัน ประเทศจะเดินหน้าได้ พรรคการเมือง นักการเมือง ต้องจับมือกับประชาชนแล้วมาร่วมเปลี่ยนประเทศอย่างแท้จริง และจะต้องไม่ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง”

“นี่คือจุดแข็งและจุดต่าง มาร่วมมือกันเปลี่ยนประเทศไทย เปลี่ยนหลักคิดแบบอำนาจนิยม เปลี่ยนเรื่องการยอมแพ้ต่ออำนาจเงินในการซื้อเสียง อิทธิพลของบ้านใหญ่ต่าง ๆ เราไม่ใช่พรรคที่มีใครเป็นเจ้าของหรือพรรคของนายทุน”

พอแล้วกับเก้าอี้รัฐมนตรี

คุณหญิงสุดารัตน์ยืนยันว่า การทำพรรคไทยสร้างไทย ไม่ได้หวังให้ได้แค่ที่นั่งรัฐมนตรี 1 ที่นั่ง 2 ที่นั่ง เพราะไม่ได้ปรารถนาด้วยการทำพรรคการเมือง หรือจบชีวิตการเมืองด้วยการกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกสักครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ความใฝ่ฝัน !

“ดิฉันพอแล้ว พอทุกอย่าง ผ่านมาทุกอย่าง เหลือแต่ 30 ปีทำงานการเมืองมาไม่เคยเห็นประชาชนทุกข์ขนาดนี้มาก่อน ตกต่ำขนาดนี้มาก่อน ภารกิจคือมาช่วยกันสร้างประเทศไทยกัน เปลี่ยนประเทศไทยกัน มาสร้างพรรคไทยสร้างไทยให้เป็นสถาบันการเมืองของทุกคนอย่างแท้จริง”

หากมองไปในสนามการเมือง แกนนำพรรคคู่แข่งไทยสร้างไทย ล้วนเป็น ศิษย์เก่า “ไทยรักไทย” และ “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อต้องลงสนามรบ หลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องปะทะกับบ้านหลังเก่า “พรรคเพื่อไทย” และ “ทักษิณ” กับ พรรคที่เคยเป็นศิษย์เก่าไทยรักไทย จะรับศึก-รับมือ 2 แนวรบอย่างไร คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบคำถามว่า

“ดิฉันแข่งขันกับตัวเองไม่ได้คิดว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องเป็นศัตรูกัน เหมือนนักเรียนสอบก็ต้องแข่งขันกับตัวเอง ทำข้อสอบให้ดีที่สุดแต่ไม่ได้แปลว่าเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ เป็นศัตรูกัน”

“ประชาธิปไตยคือความสวยงามที่ทุกคนแข่งกันทำงานให้กับประชาชน ทำให้ประชาชนเห็นว่าเรามีวิสัยทัศน์ มีนโยบายที่ดี ทำให้ประชาชนเห็นว่าเราซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจทำงานให้กับประชาชน”

แต่จะทำอย่างไรเมื่อต้องชิงเค้ก (ฐานเสียง) ก้อนเดียวกัน ? เธอกล่าวว่า แนวคิดต้องเปลี่ยน บอกได้เลยการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุด เป็น money politics ใช้อำนาจรัฐ อิทธิพลต่าง ๆ มากที่สุด

“วันนี้การต่อสู้ของเราคือการเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทย เปลี่ยนประเทศจากสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม และทำให้การเมืองเลวร้าย ประเทศเดินต่อไม่ได้คือแนวคิดแบบอำนาจนิยม”

สกัดระบอบประยุทธ์-ทักษิณ

ระหว่างการสืบทอดอำนาจของระบอบประยุทธ์ กับ ระบอบชินวัตรอันไหนเป็นคู่แข่งสำคัญกว่ากัน คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า “การสืบทอดทั้งสองระบอบอาจไม่เป็นผลดีต่อประชาชน”

การที่นักการเมืองทำเพื่อตัวเองเกิดขึ้นมายาวนาน 90 ปีแล้ว ไม่พ้นวงจรอุบาทว์ที่แย่งอำนาจกันระหว่างนักการเมืองกับพรรคข้าราชการที่นำโดยทหาร จากปฏิวัติ เลือกตั้ง คอร์รัปชั่น ดังนั้น คู่แข่งสำหรับตนเองมองว่าหน้าที่ของเราคือแข่งกับตนเองให้ดีที่สุด และไม่ได้มองว่าเราจะต้องไปเพิ่มความขัดแย้ง เพิ่มวิกฤตภายในประเทศ เราต้องการสร้างโอกาส ปลดล็อกการกดทับของประชาชน

เมื่อแนวคิดเป็นอย่างนี้จึงมีหลักคิด ปลดปล่อยประชาชนจากสิ่งกดทับเหล่านี้ 4 ด้าน 1.ปลดล็อกเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นมา 16 ปี คืนอำนาจให้ประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญ ด้วยการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และความสำคัญที่อยู่ในนั้นคือ ต้องให้การทำรัฐประหารเป็นการล้มล้างการปกครอง

2.เรามีกฎหมายไร้สาระ ออกมามากมาย หยุมหยิม มองประชาชนเป็นผู้ร้ายที่จะต้องควบคุมกำกับทุกอย่าง ต้องปลดล็อกกฎหมาย ทำเป็น legal sandbox ด้วยการออกพระราชกำหนด 1 ฉบับ แขวนและพักใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับใบอนุญาต โทษอาญา โทษปกครอง ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำกินของประชาชน ประมาณ 1,300 ฉบับ ถ้าทำแบบนี้คนจะลุกขึ้นมาทำมาหากินได้อย่างรวดเร็ว
3.การทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นขยะกองโตต้องขจัดให้หมดไป และ 4.การเพิ่มอำนาจให้ประชาชน

“ดิฉันเชื่อว่าประชาชนจะร่วมกับไทยสร้างไทย สามารถฝ่าฟันแนวคิดอำนาจนิยมและ money politic ในการเมืองไปได้ แต่ประชาชนต้องลุกขึ้นมา ร่วมกันเปลี่ยน”