พรรคใหญ่ชิง 60 ส.ส.ภาคใต้ “นิพิฏฐ์” วิเคราะห์เบื้องหลังกระแส กระสุน

นิพิฏฐ์
คอลัมน์ : Politics policy people forum
ผู้เขียน : ปิยะ สารสุวรรณ

สนามเลือกตั้งภาคใต้กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” ของทุกพรรคการเมือง เพราะมีเก้าอี้ ส.ส.ให้ชิงชัยกันกว่า 60 ที่นั่ง อยู่ที่ว่าใครจะ “เข้าเป้า” มากกว่ากัน

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” 1 ใน 3 คีย์แมน ทีมปฏิบัติการเชิงรุก-รับผิดชอบเชิงพื้นที่ภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ วิเคราะห์คู่แข่ง-คู่แค้น หลังม่านเวทีปราศรัยปักษ์ใต้ที่พรรคการเมืองทุกขั้วลงไปตะลุมบอนในพื้นที่ที่ไม่มีเจ้าของพื้นที่ผูกขาดอีกต่อไป

ขีดเส้น ส.ส.เขต 3 หมื่นแต้ม

“นิพิฏฐ์” เริ่มแหวกม่าน-ประเมินศักยภาพพรรคต้นสังกัดว่า กระแสพรรคพลังประชารัฐยังสู้พรรคบางพรรคไม่ได้ แต่ว่าตัวบุคคล เรามีคุณสมบัติ ประวัติ การใกล้ชิดกับประชาชนของผู้สมัครในหลายเขตดีกว่าผู้สมัครหลายพรรค

ประจวบกับระบบการเลือกตั้งครั้งนี้ เปลี่ยนมาเป็นบัตรสองใบ เป็นบัตรพรรคกับบัตรเขต ประชาชนสามารถเลือกได้ 2 ใบ เราชอบพรรคไหน เราก็เลือกพรรคนั้นได้ แต่ตัวผู้สมัคร ถ้าผู้สมัครในอีกพรรคหนึ่งมีคุณสมบัติ มีความเหมาะสมมากกว่า

“เขารักมากกว่า เขาไม่จำเป็นต้องเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขตพรรคที่เขาชอบ เขาอาจมาเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขตที่เขาชอบ เขามีสิทธิที่จะเลือกแตกต่างจากบัตรพรรคได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกเหมือนกันทั้งสองใบ แตกต่างจากการเลือกตั้งปี’62 เลือกได้บัตรใบเดียว”

“ผมคิดว่าตัวเขตของพรรคพลังประชารัฐในหลายพื้นที่แข็งกว่าพรรคอื่น เราก็มีโอกาสที่จะสู้”

“นิพิฎฐ์” วิเคราะห์ภาพรวมการต่อสู้ในภาคใต้ทั้ง 60 เขต ในขณะนี้ “ยังฟันธงไม่ได้” ว่า พรรคไหนจะได้ ส.ส.เขตมากกว่ากัน และสนามเลือกตั้งปักษ์ใต้เป็น “คนกันเองสู้กันเอง”

“ผมเชื่อว่าขณะนี้เกือบทุกพรรค ผู้สมัครทิ้งพรรค เพื่อจะเอาตัวรอดในเขตเลือกตั้ง เพราะประชาชนมีความรู้สึกว่า พรรคการเมืองในขณะนี้เหมือนกันหมด ไม่ได้แตกต่างเหมือนในอดีต”

“พรรคการเมืองเองก็ดูเหมือนจะมีความคิดไปในทางนั้น ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้สมัคร ส.ส.เขตชนะ การหาเสียงในระบบพรรคจึงน้อยลง เพราะ บัตรพรรคต้องได้คะแนน 3.5 แสนคะแนนถึงจะได้ ส.ส. 1 คน แต่บัตรเขตได้คะแนน 3 หมื่นต้น ๆ ก็ผ่านแล้ว หรือคะแนน 2 หมื่นปลาย ๆ ก็ชนะแล้ว จึงแข่งกันดุเดือด แพ้ชนะกันไม่เยอะ ต้องถ่ายรูป ตัดสินกันที่ภาพถ่าย”

อย่างไรก็ตามภาพความ “ย้อนแย้ง” ที่ว่า เกือบทุกพรรค “ผู้สมัครทิ้งพรรค” แต่ทำไมจึงเห็นพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงเล่นกับกระแส “พรรคลุงตู่”

“นิพิฏฐ์” อธิบายว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับลุงตู่โดยเฉพาะ หรือ อยู่กับ “บัตรพรรค” แต่คะแนนไม่ได้ไปอยู่กับผู้สมัคร ส.ส.เขต

กระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ยังขายได้ แต่ไม่บูมเหมือนคราวที่แล้ว ไม่อย่างนั้นพรรคบางพรรคที่คิดว่ากระแสจะมาก็มาอย่างเพื่อไทยและก้าวไกล

ส่วนกระแส พล.อ.ประยุทธ์จะลดลงจากเดิมเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่เคยได้ 3 ล้านเสียง ลดลงเท่าไหร่นั้น เขา “ยังประเมินไม่ได้”

“อย่าลืมว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง พลังประชารัฐก็มี แต่เวลานี้พรรครวมไทยสร้างชาติหาทำยายาก”

การเลือกตั้งปี’62 กระแส “ความสงบจบที่ลุงตู่” ทำให้ “พรรคพี่” กวาดเก้าอี้ ส.ส.ภาคใต้ได้ถึง 14 ที่นั่ง แต่ปัจจุบัน ส.ส.ปักษ์ใต้ถูก “ผ่าครึ่ง” ปักหลักอยู่เพียง 8 ชีวิต ที่เหลือตามไปอยู่ “พรรคน้อง” รวมไทยสร้างชาติ

“นิพิฎฐ์” แม้จะไม่ได้เป็นแม่ทัพคุมศึกภาคใต้ทั้งหมด แต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบภาคใต้ ผ่านการเลือกตั้งปักษ์ใต้มาแล้ว 3 คำรบ ปักธง การเลือกตั้ง 66 พรรคพลังประชารัฐจะได้ ส.ส.ภาคใต้ “ไม่ต่ำกว่าเดิม”

ระบบจัดตั้งดีกว่าเข้าป้าย

เมื่อพรรคการเมืองในขั้วเดียวกัน โดยเฉพาะ “พรรคขั้วรัฐบาลปัจจุบัน” ไม่แตกต่างกันมาก “นิพิฏฐ์” ชี้ว่า ตัวที่จะเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการเลือกตั้ง ส.ส.เขต คือ “การจัดตั้ง”

“การจัดตั้งจะเป็นตัวชี้ขาด 100% ใครจัดตั้งได้ดีกว่า ใครมีกำลังสนับสนุน กำลังจัดตั้งที่ดีกว่า เข้าป้าย มีโอกาสที่จะเข้าวิน ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยหรือก้าวไกลจะมีคะแนนนิยมมากขึ้น เขาทำกระแสได้ดีกว่า ใช้สื่อโซเชียลได้ดีกว่า ผมสังเกตได้จากการไปดีเบตในหลายครั้งในภาคใต้ จะมีกลุ่มผ้าสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคเยอะมาก และก็ตามไปเยอะมาก

เป็นกระบวนการจัดการที่ดีกว่าพรรคเก่า ๆ พรรคเก่า ๆ มาชูป้าย 40-50 คน ส่วนพรรคบางพรรคที่ทำสื่อได้ดี จะมีคนหนุ่มสาวที่อยู่ในเมืองติดตามไปเวทีดีเบตเยอะกว่าพรรคเก่า ๆ มาก ซึ่งเป็นทั้งคนในพื้นที่ด้วยและคนที่ติดตามไปทุกพื้นที่ด้วย”

ระบบการจัดตั้งของ “พรรคหนุ่มสาว” แตกต่างจาก “พรรคเก่า-แก่” ที่ใช้ระบบ “หัวคะแนน” ในพื้นที่ เพราะ “พรรคเก่าจะมีการจัดตั้งคน กำหนดว่าต้องการคนจำนวนเท่าไหร่ 50 100 คน แกนนำก็ไปจัดมาตามนั้น แต่พรรครุ่นใหม่ ๆ จะส่งข่าวในสื่อโซเชียลกัน โดยคนที่มาไม่ได้จัดตั้ง ปรากฏการณ์นี้เป็นของใหม่ที่เราเริ่มเห็นแล้วว่าเกิดขึ้นจริง”

แต่ “นิพิฏฐ์” ไม่เชื่อว่า กระแสของคนรุ่นใหม่-พรรคคนหนุ่มสาว ยังไม่สามารถทะลุขึ้นมาทำให้ผู้สมัคร ส.ส.เขตชนะเลือกตั้งได้ แต่คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หลังม่านกระแสลุงตู่

“นิพิฏฐ์” วิเคราะห์หลังม่าน “กระแสลุงตู่” ในการเลือกตั้ง 66 “ไม่ได้มากกว่าเดิม” แม้การลงพื้นที่ภาคใต้ของ พล.อ.ประยุทธ์ทุกครั้งจะมี “คนใต้” มาคอยต้อนรับอย่างล้นหลาม ว่า คือการ “จัดตั้ง”

“การจัดตั้งคนมันเหลื่อมกันหมด คนที่ไปต้อนรับรวมไทยสร้างชาติบางส่วนก็เคยไปต้อนรับพลังประชารัฐ ไปต้อนรับประชาธิปัตย์ ไปต้อนรับภูมิใจไทย ผสมกันอยู่ในนี้ ปนเปเป็นขนมจีนน้ำยา”

“ความจริงที่เราหนีไม่ได้ก็คือ การไปต้อนรับก็ดี การไปฟังการปราศรัยก็ดี ต่างจากในอดีต เมื่อก่อนไม่ต้องจัดตั้งอะไรมาก คนจะมาเอง แต่เดี๋ยวนี้ต้องมีการจัดตั้ง การจัดตั้งหน้าเวทีขณะนี้ตัดสินแพ้-ชนะไม่ได้เลย”

“เลือกตั้งปักษ์ใต้เมื่อก่อน เราวัดแพ้-ชนะกันตรงจำนวนคนหน้าเวทีปราศรัย สมัยผมแข่งกับพี่วีระ มุสิกพงศ์ 2-3 ครั้ง อาจจะปราศรัยใกล้ ๆ กันในตำบลใกล้เคียงกัน เรารู้เลย ถ้าเวทีเราคนฟังปราศรัยเยอะกว่า เราชนะ”

“ในอดีตเหมือนแข่งหนังตะลุง แข่งมโนราห์ ดูคนหน้าโรง การเมืองก็เหมือนกัน ดูคนหน้าเวทีปราศรัย เวทีไหนคนเยอะกว่า ชัวร์ 100% พรรคนั้นชนะ แต่ปัจจุบันตัดสินจากจำนวนคนหน้าเวทีปราศรัยการเมืองไม่ได้เลย”

“นิพิฏฐ์” ย้ำว่า “เพราะมีการจัดตั้งและมีอะไรที่เหนือการจัดตั้งธรรมดาเพื่อจูงใจคนให้มาฟังด้วย”

เมื่อจำนวนคนมาฟังการปราศรัยหน้าเวที-คลื่นมนุษย์ที่มาคอยต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดชัยชนะในวันเลือกตั้งได้ ปัจจัยของโหวตเตอร์ 4 วินาทีสุดท้าย ก่อนหย่อนบัตรลงหีบเลือกตั้ง จึงเป็น “การจัดตั้งที่ดี”

ประชาธิปัตย์ “เท่าทุน”

อดีตรองหัวหน้าพรรค-แม่ทัพภาคใต้ประชาธิปัตย์ ประเมิน “พรรคเก่า” ว่า จะไม่ได้มากกว่าเดิม เพราะพื้นที่ที่แพ้ให้กับพรรคการเมืองอื่น ยังไม่สามารถทำให้เห็นชัดว่าจะสามารถกลับมาชนะได้”

“พรรคที่ยึดพื้นที่อยู่แล้วเหมือนจงอางหวงไข่ ปกป้องฐานที่มั่นอย่างยิ่ง ทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้แพ้ ขณะเดียวกันพยายามไปเพิ่มในพื้นที่อื่น กินแดนคนอื่น ขณะที่ประชาธิปัตย์พยายามกลับไปเอาพื้นที่คืนมาให้ได้ แต่ไม่ง่าย”

ส่วนใครคือภัยคุกคามของพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริง เป็น “พรรคคู่แค้น” เดิมอย่างภูมิใจไทย หรือ “คนกันเอง” อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ “นิพิฏฐ์” บอกว่า ต้องวิเคราะห์กันเป็นรายเขต

“แล้วแต่เขต แม้ในจังหวัดเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะสู้กับพรรคนี้พรรคเดียว ในเขตนี้สู้กับพรรคนี้ ส่วนในเขตโน้นสู้กับพรรคโน้น”

เลือกพลังประชารัฐได้รัฐบาล

โค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 “นิพิฏฐ์” เชื่อว่า กระแส “เลือกความสงบจบที่ลุงตู่” ยังคงหลงเหลืออยู่จากการเลือกตั้ง 62 “แต่ไม่มากเหมือนเดิม”

ขณะที่เอฟเฟ็กต์จาก “พาทักษิณกลับบ้าน” จะมีผลต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์ที่ “สุดขั้ว” ก็จะเทมายังพรรครวมไทยสร้างชาติหรือพรรคพลังประชารัฐ เพราะมีแนวคิดใกล้เคียงกัน

“อาจจะมาเชียร์พรรคพลังประชารัฐหรือพรรครวมไทยสร้างชาติ ถ้าการต่อสู้เดินไปสู่การแบ่งขั้วเป็นสองขั้วมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็จะแบ่งขั้วกันมาก”

“แต่การแบ่งขั้วก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนในอดีต เห็นได้จากกระแสของเพื่อไทยและก้าวไกลเพิ่มขึ้น เป็นนัยยะว่า คนไม่ได้แบ่งขั้วแบบเด็ดขาด รุนแรงเหมือนในอดีต คนส่วนหนึ่งพร้อมที่จะข้ามฟาก ข้ามขั้ว”

“ก้าวข้ามความขัดแย้งยังใช้ได้ พลังประชารัฐใช้อยู่ ที่ผมใช้อยู่เยอะคือขอให้เลือกพรรครัฐบาล เพราะพรรคพลังประชารัฐยังไงก็ได้เป็นพรรครัฐบาล” นิพิฏฐ์บอกเคล็ดลับ-ท่าไม้ตายที่ใช้

ส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์-บัตรพรรคจะเทไปที่พรรคการเมืองใด “นิพิฏฐ์” ยัง “พูดยาก” ต้องรอจนถึง 2 วันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร เขาไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ “แผ่นดินไหวทางการเมือง” จนคะแนนเทไปที่พรรครวมไทยสร้างชาติ


เหมือนเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี’62 จนพรรคประชาธิปัตย์เกือบสูญพันธุ์