เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เตรียมตัวเข้าสภาครั้งแรก เพื่อเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นับหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ในวันที่ 11-12 กันยายน โดยใช้เวลา 30 ชั่วโมงในการอภิปราย ตั้งแต่เวลา 09.00-24.00 น. โดยแบ่งเป็นประธานรัฐสภา 1 ชั่วโมง, คณะรัฐมนตรี 5 ชั่วโมง, พรรคคร่วมรัฐบาล 5 ชั่วโมง, พรรคร่วมฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง และวุฒิสภา 5 ชั่วโมง
ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ คำแถลงนโยบายรัฐบาล ที่ “เศรษฐา” กล่าวในที่ประชุมรัฐสภา ได้บรรยายปัญหาเศรษฐกิจไทยโดยสรุปได้ตอนหนึ่งว่า ที่ได้รับผลกระทบและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองโลก ปัญหาการส่งออกที่หดตัวเนื่องจากปัจจัยภายใน ที่เน้นการรับจ้างผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นต้นถึงชั้นกลางที่ล้าสมัย แต่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า รวมถึงการแข่งขันในภูมิภาค
ประเทศไทยยังเผชิญกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่าร้อยละ 90 ของ GDP ถือเป็นความเปราะบางของภาคประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้สาธารณะต่อ GDP สูงกว่า ร้อยละ 61 ซึ่งมีแนวโน้มที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจนอาจจะกลายเป็นข้อจำกัดทางด้านการคลังและการบริหารประเทศในอนาคต ขณะที่เกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ย ครัวเรือนละกว่า 3 แสนบาท
เพื่อแก้ปัญหา สร้างความพร้อม และวางรากฐานอนาคตให้กับคนไทยทุกคน รัฐบาลมีกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความเร่งด่วน ได้แก่
รัฐบาลวางกรอบระยะสั้น รัฐบาลมีความจําเป็นที่จะต้องกระตุ้นการใช้จ่าย จุดประกายให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง ประกอบกับการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว
กรอบระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลจะเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน
เงินดิจิทัล 1 หมื่น
สำหรับนโยบาย “เรือธง” ของรัฐบาลเศรษฐา ที่บรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายคือ นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน digital wallet จะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวน ที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เราจะใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และกระจายไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก เกิดการจับจ่ายใช้สอย ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และภาคธุรกิจ ที่จะขยายการลงทุน ขยายกิจการ
เกิดการผลิตสินค้าที่มากขึ้น นำไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพ และเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายรอบ รัฐบาลเองก็จะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษี
การดำเนินนโยบายนี้จะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศ เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประชาชน เปิดประตูให้ภาคธุรกิจได้เข้าถึงแหล่งทุนใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความโปร่งใสให้กับกลไกการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจและรัฐบาล
นโยบายเร่งด่วน
การกระตุ้นเศรษฐกิจที่กล่าวไปเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ รัฐบาลมีนโยบายอีกหลากหลายประการที่สามารถทำได้โดยเร็ว เพื่อเร่งแก้ปัญหา และช่วยเหลือประชาชนผ่านนโยบายดังต่อไปนี้
1.แก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน รัฐบาลจะลดภาระพี่น้องเกษตรกรด้วยการพักหนี้เกษตรกรตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสำหรับภาคประชาชนที่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ได้มีโอกาสในการฟื้นตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง
2.ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการ ราคาพลังงานทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที
3.รัฐบาลจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวจะเป็นกุญแจดอกแรกในการสร้างรายได้ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น และสร้างงานให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก
เราตั้งเป้าว่าจะเปิดประตูรับนักท่องเที่ยว ด้วยการอำนวยความสะดวก ปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่า และการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า สาหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมาย การจัดทำ fast track VISA สำหรับผู้เข้าร่วม งานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) และเพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงสิ้นปี
รัฐบาลจะร่วมกับภาคธุรกิจในทุกภาคส่วนเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้า งานเทศกาลระดับโลก ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะผลักดันการพัฒนาการบริหารจัดการทุกขั้นตอนการบริการ ที่เป็นประตูสู่ประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยจะปรับปรุงสนามบินและจัดการเที่ยวบินของสนามบินทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณเที่ยวบินให้สามารถนำนักท่องเที่ยวมาสู่ประเทศไทยได้มากขึ้น
สร้างโอกาส-รายได้เข้ารัฐ
ใช้การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเปิดประตูการค้า สู่ตลาดใหม่ ๆ ให้สินค้าและบริการของประเทศไทย อาทิ กลุ่มสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศ ในตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ รวมถึงการให้ความสำคัญกับตลาดเดิมที่รวมถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง โดยการออกไปพบผู้นำประเทศต่าง ๆ เพื่อชักชวนให้มาค้าขายสินค้า และบริการของกันและกัน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าและบริการที่คิดและผลิตจากฝีมือของคนไทยมากขึ้น
เร่งการเจรจากรอบความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ (FTA) และเจรจา เพื่อยกระดับหนังสือเดินทางไทย (passport) ให้สามารถเดินทางได้หลายประเทศมากยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า
ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนผ่านสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อดึงดูดการลงทุนที่จะช่วยเพิ่มความสามารถทางการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า และวางรากฐานให้เศรษฐกิจในระยะยาว
ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ อาทิ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ในประเทศ รัฐบาลจะจัดทำ matching fund ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อลงทุนพัฒนา startup ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก
รัฐบาลจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศทั้งทางถนน ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ เพื่อเปิดประตูค้าขายและเปิดโอกาสของประเทศไทยให้เพิ่มขึ้น และเป็นการสร้างประโยชน์จากสินทรัพย์ของประเทศและของประชาชน
รัฐบาลจะสร้างรายได้ในภาคการเกษตร โดยใช้หลักการ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยการสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของภาคการเกษตรควบคู่ไปด้วยกัน ด้วยนวัตกรรมเกษตรแม่นยำ
เลขานายกฯฉายภาพนโยบาย
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฉายภาพการแถลงนโยบายว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภานั้นจะเป็นกรอบในการทำงานทุกเรื่องของรัฐบาล ซึ่งจะไม่ได้ลงรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ เพราะรายละเอียดจะอยู่ในแผนการทำงานของแต่ละกระทรวงซึ่งจะปรากฏต่อ ๆ ไป การวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำแถลงนโยบายรัฐบาลไม่บรรจุเรื่องที่เคยหาเสียงไว้อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
อีกทั้งได้มีการหารือกับทุกพรรคร่วมรัฐบาลเรียบร้อยแล้วมีรายละเอียดนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมาประกอบกันครบถ้วน โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นพ้องร่วมกัน การผลักดันเป้าหมายหลักไปสู่การดำเนินการจึงไม่ต้องเป็นห่วงและน่าจะทำได้ราบรื่น
ส่วนนโยบาย digital wallet 10,000 บาท นั้นขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทุกด้าน เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะทำให้สำเร็จ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมที่สุด ขอให้มั่นใจว่าเราบริหารจัดการได้
ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเราดำเนินนโยบายต่าง ๆ เราจะรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรักษาเสถียรภาพในส่วนนี้ ที่จะเชื่อมโยงการสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศและให้ความมั่นใจทางด้านการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนในต่างประเทศ
สำหรับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เอาไว้ชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำทันที ในปัจจุบันการคมนาคมด้วยรถไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเสมือนเส้นเลือดเส้นหนึ่งในการขนส่งและดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนโดยเฉพาะในเมือง
ซึ่งกระบวนการคิดของเราเป็นเรื่องการลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้ประชาชน จึงอยู่ในนโยบายที่ต้องทำทันที เพียงแต่เรื่องนี้มีรายละเอียดเกี่ยวข้องจำนวนมาก มีสัญญาที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนและภาคส่วนต่าง ๆ จึงต้องใช้เวลาในการเจรจาหารือหาทางออก ซึ่งต้องใช้เวลาในการผลักดันให้เป็นผลสำเร็จ แต่ยืนยันว่าจะเร่งทำทันที
