โพลมติชนXเดลินิวส์ ปลุกรัฐบาลผู้มีอำนาจ ฟังเสียงประชาชนครั้งสำคัญ

รัฐบาลผสม 11 พรรค นำโดยพรรคเพื่อไทย ภายใต้การขับเคลื่อนของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 เร่งเครื่องนำนโยบายที่รณรงค์หาเสียง ไปสู่ระดับการปฏิบัติ

ระหว่างการส่งผ่านนโยบายและมาตรการถึงตัวประชาชน เสียงสะท้อนกลับไปถึงรัฐบาลจึงสำคัญ ทั้งสำหรับการปรับปรุงนโยบายให้ดีขึ้น รวมทั้งการเพิ่ม-การลด หรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ทำให้ประชาชนได้รับผลพวงนโยบาย ที่ตรงกับปัญหาและความต้องการมากยิ่งขึ้น

สื่อกลางในการสะท้อนปัญหา จึงเป็นภารกิจของ 2 สื่อ เครือมติชน และเครือเดลินิวส์ ผนึกกำลังครั้งสำคัญสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้ง ภายใต้กิจกรรม  “โพลมติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?” สังคม-การเมือง หรือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

ตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จนถึง 31 ตุลาคม 2566 “สื่อเครือมติชน” และ “เดลินิวส์” จะเปิดช่องทางการโหวต ผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม

 

เครือมติชนและเดลินิวส์ จัดเวทีเชิญชวนประชาชน นักการเมือง นักธุรกิจทุกระดับ ผู้นำท้องถิ่น นักกิจกรรมเพื่อสังคม นักคิด นักเขียน เพื่อร่วมสะท้อนปัญหาที่สำคัญ ด้วยการโหวตผ่าน “โพลมติชนXเดลินิวส์”

เสียงที่น่าฟังสำหรับรัฐบาล

นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)  มองโจทย์ของการทำโพลครั้งใหม่ของ “มติชน x เดลินิวส์”  คือ “รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ปัญหาอะไร” แม้จะมีความเป็นโพลอยู่ แต่จะมีลักษณะเป็นการทำประชาพิจารณ์มากขึ้น เพราะเราต้องการรู้ความรู้สึกคนอย่างละเอียดมากขึ้นว่า ปัญหาที่พวกเขาเจอในชีวิตจริง และปัญหาที่เขาต้องการให้รัฐบาลแก้ไขคืออะไร

จุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เราจะมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่ประชาชนสามารถเติมความเห็นลงไปได้ เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้อ่านอย่างเต็มที่ ซึ่งการเลือกชุดคำถามระหว่าง ให้แก้ไขระหว่างปัญหาการเมือง กับปัญหาเศรษฐกิจ เสมือนเป็นวิวาทะตั้งแต่การเลือกตั้ง

หากวัดจากผลเลือกตั้งประชาชนมีแนวโน้มให้แก้ปัญหาโครงสร้างการเมือง แต่ ณ ปัจจุบันเมื่อมีรัฐบาล ก็เป็นรัฐบาลที่หาเสียงโดยชูนโยบายเรื่องแก้ปากท้อง ดังนั้น การประมวลผลโพลของเราเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องฟังเหมือนกัน

“ณ โมเมนต์นี้ ถ้าประชาชนอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องมากกว่า  รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจ  แต่ถ้าไปอีกทาง (อยากให้แก้ปัญหาด้านโครงสร้างทางการเมือง) ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลก็ยิ่งต้องรับฟัง และต้องมาปรับนโยบาย”

เปิดพื้นที่สนทนา ให้คนสะท้อนปัญหา

นายปราปต์ มั่นใจว่า  ฐานคนอ่านของมติชน และเดลินิวส์ รวมกันผ่านกลุ่มตัวอย่างที่ทำโพล ในแง่จำนวนบวกกับเชิงคุณภาพ จะเป็นเสียงที่น่ารับฟังของรัฐบาล แต่นัยยะสำคัญที่เพิ่มขึ้นมาคือ ไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำไม่แม่นยำ  แต่ครั้งนี้เรามาคุยเรื่องปัญหาของประเทศ และปัญหาของคน จึงคิดว่าความสำคัญของการทำโพลครั้งนี้เป็นการเปิดบทสนทนา และรับฟังความคิดเห็นของคนจำนวนมาก เชื่อว่าจะถึงหลักแสนคน​

นายปราปต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากเชิญชวนคนอ่านและคนดูของเครือมติชน ซึ่งโพลนี้จะเป็นช่องทางหนึ่งที่เราจะส่งเสียง ต่อผู้มีอำนาจในภาครัฐ เอกชน นายทุน นักธุรกิจจำนวนมาก พวกเขาจะต้องฟังเสียงของประชาชนกันอีกรอบหนึ่ง คราวนี้จะสะท้อนปัญหาจริง ๆ ว่ากำลังเผชิญปัญหาคืออะไร อยากให้ผู้มีอำนาจแก้ไขอะไร ซึ่งเป็นครั้งสำคัญของประชาชนที่จะส่งเสียง

สแกนปัญหาประชาชน บอกตรงยังรัฐบาล

ด้านนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ กล่าวว่า การที่เดลินิวส์และมติชนร่วมทำโพล มีความตั้งใจที่จะแปรเปลี่ยนให้เป็นนโยบายที่ทำได้จริง ๆ รัฐบาลต้องมองโพลอันนี้ เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่ปัจจุบัน เขาเป็นคนที่มีฐานะประมาณหนึ่ง แต่ถ้าโพลนี้ เราเก็บได้จากคนทุกระดับชั้น จะสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขอยู่ตรงไหน

ซึ่งรัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนและจะเป็นผลดีสำหรับประชาชน และสื่อสารมวลชนอย่างพวกเราด้วย เป็นการสื่อสารสองทาง เป็นจุดสำคัญของรัฐบาลถ้านำโพลไปวิเคราะห์   และใช้ประโยชน์ มั่นใจว่าจะเป็นผลบวกกับรัฐบาลโดยตรง

โพลที่เราทำเป็นโพลธรรมชาติ ไม่มีโพลจัดตั้ง เป็นเสียงบริสุทธิ์ของประชาชนจริง ๆ ปัญหาทั้งหมดที่แต่ละคนสะท้อนออกมาผ่านโพล  ก็จะสะท้อนความเป็นจริง ทั้งนี้อยากเชิญชวนผู้อ่านเดลินิวส์ โพลครั้งนี้เราจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง และนำเสียงของประชาชนขึ้นสู่รัฐบาลโดยตรง อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในครั้งนี้ คิดว่าทั้งภาครัฐ เอกชน นักธุรกิจ สามารถนำไปวิเคราะห์ได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายเป็นอย่างมาก

ชี้วัดประชาชนต้องการอะไร

ต่อมาในช่วงที่สอง มีการเสวนาการทำโพลมติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?” โดยมี ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  ดร.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ และ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ด้าน ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่หลังเลือกตั้งเราไม่ใช่ประชาธิปไตย 3 วินาที การมีโพลอย่างที่มติชน X เดลินิวส์ เป็นหนึ่งในกระบวนการภาคประชาสังคม  เรามอบอำนาจให้รัฐบาล ส่วนรัฐบาลต้องนำอำนาจอธิปไตยของปวงชนไปทำหน้าที่แทนประชาชนทุกคน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ต้องกำกับดูแลสิ่งที่เป็นอยู่แล้วให้เป็นปกติสุข อย่าให้มีเรื่องความล่าช้า ความบกพร่อง สร้างความสามัคคี เทิดทูนสถาบัน ตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

แต่ข้อสุดท้ายที่เราเน้นกันคือการแก้ปัญหา นโยบายอีกหลายอย่าง เช่น นโยบายเพื่อสร้าง เพื่อเสริม เพื่อสืบต่อ เรามาดูว่าสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และอย่าลืมว่ารัฐบาลที่เข้ามาในตอนนี้มีข้อครหาเยอะมาก เพราะหากดูโพลมติชน X เดลินิวส์ รอบที่แล้ว รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ถูกประชาชนเลือกมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ได้ตามกฎกติกาจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ในแง่ของโพลเราทำเพื่อที่จะให้ประชาชนอย่าสิ้นหวังกับรัฐบาล แม้ไม่ใช่รัฐบาลอันดับหนึ่ง แต่ก็เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจ ประชาชนจะต้องจับตาดูว่าสิ่งที่รัฐบาลทำว่ามีอะไรบ้าง ดังนั้น  การทำนโยบายสาธารณะจึงเน้นไปที่ปัญหา ตอนนี้สังคมกำลังถกเถียงกันอยู่ 2 ข้อ คือ เอากินดีอยู่ดีมาก่อน หรือ โครงสร้างการเมืองกับอุดมการณ์มาก่อน เหมือนกับไข่กับไก่อะไรเกิดก่อนกัน หรือเหมือนกินข้าวแต่ไม่กินน้ำ เพราะฉะนั้นโพลนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ให้ความจำกัดความของปัญหาว่าคนต้องการอะไร ว่าประชาชนแต่ละกลุ่มต้องการอะไร

ปลุกพลังประชาธิปไตยไม่ให้เงียบหาย

“โพลมติชน X เดลินิวส์ ที่สะท้อนปัญหาของประชาชน ไม่ใช่แค่ช่วยรัฐบาลแต่จะช่วยประชาชนด้วย เหมือนที่คุณปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)  เคยบอกไว้ว่า ผมประทับใจมากตรงคำว่า เราอย่าปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยเงียบหาย”

“ประชาชนต้องไม่ผิดหวังที่ผลโพลครั้งที่แล้วเลือกพรรคก้าวไกล ด้อมส้มต้องไม่ผิดหวัง บอกว่า 4 ปีทำงานไปเลย…ไม่ได้ เราต้องมาช่วยส่งเสริมไป เพราะเราต้องอยู่ด้วยกัน  ดังนั้นถ้าเราเรียนรู้จากต่างประเทศ จะเห็นว่า ผู้นำเข้มแข็ง นโยบายดี ประชาชนจะต้องไม่ละทิ้งรัฐบาลด้วย ฉะนั้น โพลนี้จะทำหน้าที่ของเรา ส่งเสียงผ่านโพลการสะท้อนปัญหา จะส่งผลให้ผู้นำเข้มแข็ง ส่วนประชาชนต้องไม่ละทิ้งรัฐบาลด้วยการส่งเสียงผ่านโพล มติชน X เดลินิวส์  ในครั้งนี้”

ประชาพิจารณ์ของประเทศชาติ

ผศ.อัครพงษ์ ระบุว่า โพลครั้งนี้สะท้อนปัญหาว่ารัฐบาลเศรษฐาต้องแก้ไขปัญหาเรื่องอะไรบ้าง นโยบายก็เป็นสินค้าทางการเมือง ดังนั้นตัวเลือกจึงเน้นไปที่ปัญหา และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหา ทำการบ้าน และดูว่าเลือกเศรษฐาจะได้เป็นเศรษฐีจริงหรือไม่ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก

โพลนี้เป็นโพลของ active citizen เพราะคนที่ตั้งใจไปสแกน หรือ กดลิงก์เพื่อเข้าไปตอบโพล ใช้เวลานานกว่าเลือกตั้ง ดังนั้นอยากให้รัฐบาลเห็นว่านี่คือความตั้งใจของคนที่มาทำโพล  ดังนั้น โพลนี้จะเป็นส่วนเสริมรัฐบาล ขับดันรัฐบาลให้สำเร็จ คนที่ทำโพลนี้ถือว่า เป็นคนที่ตั้งใจจะทำ เพราะต้องใช้เวลา และผลที่ได้ออกมาจะตรงกับสิ่งที่ประชาชนคิด โพลนี้จะเป็นปล่องระบายความร้อน ที่จะระบายความรู้สึกและความหวังของประชาชนเย็นลง

อย่าคิดว่าผลโพลไปกระทุ้งรัฐบาล…ไม่ใช่ แต่เป็นพื้นที่รับฟังและส่งไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งจะช่วยฟื้นคืนศรัทธาที่มันหายไป และเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น อีกทั้งโพลนี้ยังมีประโยชน์ให้พรรคการเมืองอื่น ๆ นำเป็นนโยบายในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อีกด้วย

ผศ.อัครพงษ์ เชื่อว่า กระบวนการทำโพล คือ ประชาพิจารณ์ของประเทศชาติ ว่าคนต้องการอะไร นับเป็นความสุดยอดของความเป็นประชาธิปไตย เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลไม่ต้องลงทุนสำรวจ อีกทั้งรัฐบาลยังสามารถนำไปเคลมได้เลย ว่าแก้ปัญหาให้แล้ว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายไหน ถ้าคุณเอฟของได้ ก็สามารถทำโพลนี้ได้ เปิดหน้าแรกให้เลือกระหว่างปัญหาโครงสร้างการเมืองกับปัญหาเศรษฐกิจ หน้า 2 มีการตอบคำถามอีกนิดหน่อย และหน้าสุดท้ายเป็นข้อมูลส่วนตัว เช่น อาชีพ อายุ ตนอยากให้ทุกคนมาถล่มทำโพลเพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า

วัดใจรัฐบาล ฝ่าสุญญากาศการเมือง

นายศิโรตม์  กล่าวในประเด็นปัญหาการเมืองและการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองว่า ชุดปัญหาที่โพลได้จัดทำไว้มีความครอบคลุมเพียงพอหรือไม่ และจะสามารถสะท้อนปัญหาถึงรัฐบาลได้หรือไม่ ว่า ตนคิดว่าเพียงพอ ปัญหาที่จะพูดจริง ๆ มีลักษณะสำคัญอยู่ 2 ประการ

คือ 1. เรื่องที่คนในสังคมกังวล เป็นเรื่องที่คนในสังคมสนใจ และรู้สึกว่ามันจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ 2. เรื่องที่รัฐบาลซึ่ง ณ วันนี้เป็นแกนนำจากพรรคเพื่อไทย ได้พูดไว้เยอะในการหาเสียง คิดว่าคำถามที่ตั้งมาครอบคลุมแล้ว และการครอบคลุมมีนัยยะด้วย เพราะครอบคลุมในเรื่องที่สังคมคาดหวัง

และเรื่องซึ่งพรรคการเมืองซึ่งยังไม่ได้เป็นรัฐบาล เคยหาเสียงก่อนเป็นรัฐบาลว่าเขาจะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ด้วย ซึ่งผลโพลมันจะตอบเราได้อย่างหนึ่ง คือ รัฐบาลได้ทำสิ่งที่ตัวเองได้หาเสียงเอาไว้หรือเปล่า แล้วเป็นเรื่องซึ่งคนคาดหวังด้วยหรือเปล่า

ตอนนี้สิ่งที่เป็นประเด็นมาก ณ เวลานี้ คือ รัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงาน แต่ว่าในการเพิ่งเข้ามาทำงาน ผมว่าคนเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาลเหมือนกับอยู่มานานแล้ว รัฐบาลก็ชอบบ่นว่าเพิ่งเข้ามาไม่กี่วันทำไมคนชอบว่านู่นว่านี่จัง ผมคิดว่าเป็นเพราะกระบวนการที่ก่อนที่รัฐบาลจะตั้งขึ้นมามันหลังเลือกตั้งนานมาก เรามีการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม กว่าจะมีรัฐบาลก็ผ่านมา 3-4 เดือน  มันเป็น 3-4 เดือน ที่คนรู้สึกว่ามันมีสุญญากาศ และเป็นสุญญากาศที่คนอยากเห็นการแก้ไขปัญหา

ซึ่งพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาที่อย่างที่พูด คือ ไม่ใช่พรรคซึ่งชนะอันดับหนึ่ง ฉะนั้นจึงมีความเหนื่อยในการเผชิญปัญหา ที่นักรัฐศาสตร์บางคนเรียกว่าปัญหาความชอบธรรมบกพร่อง คือ ความชอบธรรมทางการเมืองมีหลายแบบ มีผู้นำที่เก่งก็เป็นความชอบธรรมได้ ผลงานดีก็มีความชอบธรรมได้ แต่สารตั้งต้นที่สำคัญคือที่มา

“ถ้าคุณชนะอันดับหนึ่งแล้วคุณเป็นรัฐบาล แล้วคุณทำผลงานดี ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมบกพร่องเลย ดรีมทีมเลย แต่ถ้าคุณเข้ามาแล้วไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง คุณก็จะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรรมบกพร่อง  คุณก็ต้องไปเหนื่อยในการสร้างความชอบธรรมทดแทนมาชดเชยความบกพร่อง เช่น 1.อาจจะต้องมีนายกที่เก่ง 2.รัฐบาลต้องทำตามที่หาเสียงไว้ได้ครบ 3.ในการทำตามที่หาเสียงไว้ได้ครบ ผลงานต้องออกมาดี 3 เรื่องนี้ก็จะเป็นจุดสำคัญสำหรับคนเป็นรัฐบาลที่ถ้ามีปัญหาเรื่องความชอบธรรมบกพร่อง”

ฉะนั้นตนคิดว่าสำหรับตอนนี้สิ่งที่มันเป็นประเด็นสำหรับรัฐบาลแล้วก็คนไทยสนใจ คือ รัฐบาลปัจจุบันเขาจะฝ่าประเด็นพวกนี้ไปได้อย่างไร สิ่งนี้คือสิ่งที่มีความสำคัญ และมันไม่ใช่สำคัญเพราะว่าแค่เราสนใจเรื่องการเมือง

“ผมคิดว่าประเด็นที่น่าสนใจคือช่วงนี้ช่วงใกล้ปลายปีแล้ว เป็นไตรมาส 4 แล้วซึ่งเป็นไตรมาสที่คนจำนวนมากต้องเริ่มวางแผนว่าปีหน้าจะเอาอย่างไร ถ้าเป็นนักธุรกิจก็ต้องเริ่มวางแผน ถ้าเป็นประชาชนก็ต้องคิดว่าปีหน้าจะทำมาหากินอย่างไร หรือว่าถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ลุ้นว่า 1.จะได้โบนัสไหม 2.ปีหน้าจะมีงานทำไหม ประเด็นคือ อนาคตของรัฐบาล หรือความสำเร็จของรัฐบาลในการบริหารนโยบายต่าง ๆ มันพัวพันกับชีวิตคนในประเทศ”

เช่น ถ้ารัฐบาลซึ่งมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมบกพร่อง ไม่สามารถบริหารนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ หรือบริหารได้แต่ออกมาไม่ดี ความผันผวนทางการเมืองหรือเสถียรภาพทางการเมืองก็จะเกิด แล้วเมื่อมีความผันผวนหรือปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้น ปัญหาเรื่องการทำมาหากินก็จะตามมา เพราะอย่าลืมว่าบรรยากาศเรื่องการทำมาหากินเชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นในรัฐบาล แล้วความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเชื่อมโยงกับความสามารถของรัฐบาลที่มีผู้นำที่เก่ง และการบริหารนโยบายที่ประสบความสำเร็จ

ตรวจการบ้าน นโยบายหาเสียง

นายศิโรตม์ กล่าวว่า ดังนั้น ผมคิดว่าการจัดทำโพลในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว ซึ่งประชาธิปไตยก็สำคัญ เพราะในแง่หนึ่งสิ่งที่มติชนกับเดลินิวส์ทำคือโพลตรวจการบ้านถึงเรื่องที่คุณได้หาเสียงเอาไว้ และเรื่องที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ ซึ่งปัญหาของรัฐบาลชุดนี้มันมีความประหลาด คือเรื่องที่หาเสียงกับเรื่องนโยบายเหมือนกับคนละส่วน แต่โพลนี้จะตรวจการบ้านทั้งสองส่วนคือ เรื่องที่คุณหาเสียงไว้เอาอย่างไร แล้วเรื่องนโยบายรัฐบาลเอาอย่างไร

ฉะนั้นมันเป็นโพลซึ่งในแง่หนึ่งมันคือกลไกของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลอาจจะรู้สึกว่าเร็วเกินไปที่จะตรวจสอบ แต่ผมคิดว่าในแง่ความเป็นประชาชน

“ประชาชนตรวจสอบรัฐบาลได้ตั้งแต่วันแรก เพราะว่ารัฐบาลอยู่ที่ภาษีของประชาชน ดังนั้นผมคิดว่าโพลนี้มันมากกว่าเรื่องการเมือง ในแง่การเมืองมันคือตรวจการบ้านรัฐบาล แต่ในแง่ที่มากกว่าเรื่องการเมือง ผมคิดว่ามันคือการดูอารมณ์ของสังคม เขามองรัฐบาลอย่างไร มุมมองที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง เสถียรภาพทางการเมืองส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนส่งผลโดยตรงต่อปัญหาปากท้องหรือปัญหาชีวิตของประชาชน มันเกี่ยวกันหมด”

แนะรัฐบาล ใช้โพลคัดง้างพรรคร่วม

นายศิโรตม์ เชื่อว่า รัฐบาลจะได้ประโยชน์จากการทำโพลครั้งนี้ เพราะคิดว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ถูกสังคมวิจารณ์เยอะว่าเขาตระบัดสัตย์ ซึ่งคำว่าตระบัดสัตย์ เป็นคำที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ไม่อยากได้ยิน ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เองก็หงุดหงิดแล้ว เพียงแต่สังคมรู้สึกกับเขาแบบนั้น และคิดว่าหากมองในแง่ให้ความเป็นธรรม

คือ บางทีการเป็นรัฐบาลมันไม่ง่ายที่จะทำตามนโยบายต่าง ๆ ที่หาเสียงเอาไว้เพราะมีปัญหาในเรื่องต่าง ๆ อาทิ เรื่องกฎหมาย เรื่องงบประมาณ เรื่องคน หลายอย่างเยอะไปหมด ซึ่ง ณ เวลานี้คนระแวงว่าเรื่องต่าง ๆ ที่รัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียงซึ่งเป็นปัญหาเรื่องความตั้งใจเบี้ยว

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียง เพราะความตั้งใจเบี้ยว ขนาดความตั้งใจเบี้ยวเราในชีวิตประจำวัน นัดไปกินข้าวแล้วเบี้ยวเรายังโกรธ เป็นรัฐบาลแล้วเบี้ยวเรายิ่งโกรธ ฉะนั้น ณ เวลานี้ความระแวงของคนมีว่ารัฐบาลตั้งใจเบี้ยวในการทำเรื่องต่าง ๆ เช่น พูดถึงเรื่องการแก้ 112 บอกว่าผมไม่เคยพูด ปฏิรูปกองทัพไม่เคยพูด ยกเลิกเกณฑ์ทหารแปลว่าอะไร หมายความว่าอะไร มันเกิดความรู้สึกแบบนี้ว่ารัฐบาลจงใจเบี้ยว”

โพลสำรวจนี้จะเป็นสิ่งที่หากรัฐบาลอาจมีความอยากทำอะไรบางเรื่องแต่ติดขัดด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น กฎหมาย พรรคร่วมขัดขวาง กลัวสังคมไม่เข้าใจ กลัวคนอื่นที่รัฐบาลเกรงใจเขาหงุดหงิด รัฐบาลจะได้เห็นว่าสิ่งที่สังคมคาดหวังรัฐบาลจะทำเรื่องอะไรทั้งในแง่การเมืองและในแง่ปัญหาสังคม แล้วจะได้เอาเรื่องเหล่านี้ไปบอกคนที่รัฐบาลอาจจะต้องเกรงใจหรืออุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งสกัดไม่ให้ทำเรื่องที่ซึ่งลึก ๆ แล้วอาจจะอยากทำ รัฐบาลจะได้ยกตรงนี้เหมือนกับเป็นน้ำมัน เป็นฐานอ้างอิงว่านี่คือสิ่งที่สังคมต้องการ ฉะนั้นถ้ามีอุปสรรคในการไม่ให้ทำเรื่องที่รัฐบาลอยากทำตามที่หาเสียง เช่น ข้าราชการอุปสรรค บอกคุณดูโพลนี้สิ ประชาชนเขาอยากให้เราแก้ปัญหานี้นะ”

“ถ้าติดขัดเรื่องเงิน รัฐมนตรีคลังไปหาตังค์ ถ้าติดขัดเรื่องเกรงใจคนอื่นบอกคนที่รัฐบาลเกรงใจว่าท่านครับ ประชาชนต้องการ เป็นกลไกสำหรับรัฐบาลในการทำเรื่องที่รัฐบาลควรทำ เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ระแวงว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจะเบี้ยว ตอนนี้หลายเรื่องที่รัฐบาลไม่ทำมีเยอะ แล้วคนมองว่ารัฐบาลตั้งใจเบี้ยว ส่วนรัฐบาลผมคิดว่าเขาก็จะบอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจเบี้ยวแต่โลกมันโหดร้าย มันมีเงื่อนไขหลายอย่าง ฉะนั้นโพลนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยรัฐบาลในการบอกว่าในเงื่อนไขต่าง ๆ เสียงประชาชน คุณจะฟังใคร”

สะท้อน ความคิดฝันสังคมไทย

ด้าน ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวถึงชุดปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องดังกล่าวมีความครอบคลุมและสะท้อนได้ชัดเจนหรือไม่ ว่า ตนคิดว่าครอบคลุมและชัดเจน ความหมายและความสำคัญของการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของมติชนและเดลินิวส์ในครั้งนี้ มันมีความสำคัญ 3 ด้าน คือ ด้านแรกเป็นการสำรวจในจังหวะของความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อตัวเองและมีต่อรัฐบาล ซึ่งเราจะเห็นร่องรอยความเปลี่ยนแปลง หรือปรากฏการณ์ของสิ่งที่เรียกว่าประชาชนเปลี่ยนแปลง

“การสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การสำรวจเฉพาะเรื่อง เฉพาะหน้า หากแต่เป็นการสำรวจถึงความคาดหวังของสังคม ผมอยากจะใช้คำว่ามันสะท้อนถึง Social Hope หรือ ความหวังของสังคม อันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างความเปลี่ยนแปลงของประชาชน สังคม และรัฐบาลใหม่”

“ฉะนั้นการสำรวจครั้งนี้ จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้รัฐบาล และสังคมได้มองเห็นว่าคนในสังคมไทยจำนวนเป็นแสนกำลังถักสานความหวังกันอย่างไร และการสำรวจครั้งนี้ผมคิดว่ามันน่าจะทำให้มีผลต่อการตกผลึกของอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน หมายถึงคนที่ตอบคำถามเหล่านี้ เขาจะต้องคิดแล้วว่าเป็นอย่างไร”

ดังนั้น การสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่สะท้อน social hope ออกมา ในกรณีคำถามทางเศรษฐกิจ คิดว่าชัดเจน มันมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งมีลักษณะของการที่รัฐบาลโน้มกายลงไปให้ เช่น แจกเงินดิจิทัลวอลเลต อีกด้านหนึ่งคือ คำถามที่กำลังจะมุ่งแก้ว่าในระบบเศรษฐกิจที่มีปัญหาจะแก้อย่างไร เช่น การลดต้นทุน หนี้สินครัวเรือน แก้ปัญหาการเกษตร เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ

แต่ขณะเดียวกันเราคงต้องคิดถึงการเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจของชาวบ้านในมุมต่าง ๆ ด้วย ถ้าหากเราตั้งคำถามในเรื่องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องนี้ โดยที่มีช่อง ปัญหาอื่น ๆ ตนคิดว่าโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะตอบปัญหาอื่น ๆ ที่จะสะท้อนถึงการแก้ไขที่เป็นระบบ

“ผมคิดว่ามันน่าจะมีมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่โพลที่จะทำสำรวจความคิดเห็นที่จะทำนี้ ผมคาดหวังว่าจะทำให้เรามองเห็นว่าพี่น้องประชาชนคิดอย่างไรกับระบบเศรษฐกิจ รู้สึกอย่างไรกับระบบเศรษฐกิจที่เขากำลังดำรงอยู่ และเขาคาดหวังว่าทางเดินชีวิตของเขาในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ มันจะเดินไปอย่างไร”


“ผมคิดว่าถ้าหากเราได้ ผลโพลออกมาแล้ว ผมเชื่อว่าเราจะมองเห็นตรงนี้ได้ชัดขึ้น และอยากจะย้ำว่าโพลครั้งนี้สำคัญในแง่ที่ว่า มันเป็นการทำให้รัฐบาลและสังคมมองเห็นว่าความหวังของสังคม เขาอยากเดินไปข้างหน้าอย่างไร โพลครั้งนี้จึงถือว่าสำคัญ เป็นอิฐเป็นหินก้อนแรก ๆ ที่จะวางทางไปสู่การทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองผู้กระตือรือร้น และโพลนี้จะเป็นการสะท้อนความคิดฝันของสังคมไทย”