เปิดที่มา “หมูกระทะ” เมนูยอดนิยม หลัง “อุ๊งอิ๊ง” หนุนเป็นซอฟต์พาวเวอร์

หมูกระทะ
ภาพจาก PIXABAY

ความเป็นมา “หมูกระทะ” เมนูสุดฮิตของคนไทย แพทองธาร ชินวัตร หนุนเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ชี้เป็นอาหารที่เข้าถึงง่าย ดึงคนมารวมกลุ่มกันได้ แต่ละจังหวัดมีซิกเนเจอร์ต่างกันไป

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 หลังจากการเข้าร่วมประชุมจัดตั้งสาขาพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดอุตรดิตถ์ แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เปิดเผยช่วงหนึ่งว่า อยากดัน “หมูกระทะ” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ เนื่องจากเป็นเมนูอาหารที่สามารถสร้างและดึงคนมารวมกลุ่มกันได้ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งอาหารประเภทหมูกระทะของไทย มีทั้งจิ้มจุ่ม ต้ม ปิ้ง สามารถกินได้ทั้งหมู่บ้าน

จริง ๆ เรามีวัฒนธรรมที่ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอาหารของไทยที่เราได้เปรียบ ซึ่งหมูกระทะแต่ละจังหวัดมีซิกเนเจอร์ต่างกันไป มีอัตลักษณ์ของตัวเอง เป็นจุดแข็ง และเสน่ห์ เราสามรถผลักดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ได้แน่นอน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ

เปิดที่มา “หมูกระทะ”

ในนิตยสารหมูกระทะ “สุจิตต์ วงษ์เทศ” ของสำนักพิมพ์มติชน อธิบายถึงต้นตอของเมนูหมูกระทะว่า เบื้องต้นคือ “กระทะเหล็ก” อุปกรณ์เครื่องครัวที่มาจากจีน ซึ่งที่มาที่ไปของกระทะเหล็กที่คนไทยใช้ทำอาหารกินนั้นเป็นเทคโนโลยีทำอาหารเก่าแก่จาก (จีน) ฮั่น หน้าตากระทะเริ่มมาจากวัสดุเหล็กแผ่นมีขอบหน้า มีหู 2 หู ก้นลึกเป็นแอ่งบางกว่าของ ที่เป็นแบบนี้ก็เพื่อรับความร้อนจากไฟในเตา

การรับเทคโนโลยีจากจีนนั้น สืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของบ้านเมืองในสุวรรณภูมิ ซึ่งผู้สืบค้นข้อมูลเชื่อกันว่า บ้านเมืองในสุวรรณภูมิติดต่อกับฮั่นไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีมาแล้ว หลักฐานที่พบมีตั้งแต่เครื่องมือ เครื่องใช้ซึ่งทำจากโลหะ เช่น สัมฤทธิ์ เหล็ก ที่คลองโพ ลุ่มน้ำน่าน แต่ยังไม่พบกระทะเหล็กใช้ทำอาหาร

สุจิตต์อธิบายอีกว่า หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับกระทะเหล็กนั้น พบซากซ้อนกันอยู่ในสำเภาเกาะคราม (อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี) เรือลำนี้กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 อาจเป็นเรือที่มาจากอยุธยา

โดยกระทะเหล็กแบบจีน มีใช้ทำอาหารแล้วในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 1900 พบหลักฐานเป็นตัวกระทะเหล็กในสำเภาจมเกาะคราม (อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี)

ความสามารถในการสร้างเครื่องมืออย่างกระทะของคนจีนก็สืบเนื่องมาจากความสามารถในการหล่อเหล็ก ซึ่งเชื่อกันว่าชาวจีนฝึกฝนเทคนิคหล่อเหล็กมาตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาล

เหตุที่ชาวจีนมีความสามารถทางด้านนี้ โรเบิร์ต เทมเพิล นักวิชาการที่ศึกษาประวัติศาสตร์จีนบรรยายว่า จีนมีดินเหนียวทนไฟคุณภาพสูง อันนำมาใช้เป็นผนังเตาหลอมเหล็ก พวกเขายังรู้จักวิธีลดอุณหภูมิหลอมเหลวของเหล็ก ชาวจีนเติม “ดินดำ” ซึ่งมีไอออนฟอสเฟตผสมอยู่พอประมาณ การเติมไอออนฟอสเฟตในส่วนผสมของเหล็กร้อยละ 6 จะช่วยลดอุณหภูมิหลอมเหลวของเหล็กได้

วิธีดังกล่าวนี้ใช้กันในศตวรรษต้น แต่ก่อนถึงศตวรรษที่ 6 ก็เลิกไป เพราะใช้เตาหลอมแบบลมเป่า ไม่จำเป็นต้องลดอุณหภูมิหลอมเหลวอีก

การหล่อเหล็กในช่วงแรกถูกสงวนไว้สำหรับนักเสี่ยงโชคภาคเอกชน กลุ่มนี้จึงมีฐานะร่ำรวยกันไป กระทั่ง 119 ปีก่อนคริสตกาล ราชวงศ์ฮั่นให้รัฐเข้าควบคุมกิจการการผลิตเหล็กหล่อทั้งหมด จักรพรรดิผูกขาดกิจการนี้ ช่วงยุคนั้นมีสำนักงานหล่อเหล็กหลวงไม่ต่ำกว่า 40 แห่งกระจายทั่วดินแดน

การใช้เหล็กหล่อนี้เองมีอิทธิพลวงกว้าง นำไปสู่นวัตกรรมสร้างผาลเหล็กในภาคเกษตร มีเครื่องมืออย่างจอบเหล็ก มีด ขวาน สิ่ว ที่หาใช้ได้ทั่วไป

ความชำนาญในการหล่อเหล็ก ทำให้สามารถผลิตหม้อและกระทะเนื้อบางได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีเหล็กแบบอื่น ผลลัพธ์หนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือความสามารถผลิตเกลือในปริมาณมากจากการระเหยของน้ำเค็ม ซึ่งสามารถทำได้ด้วยกระทะบางนี้เท่านั้น

สิ่งนี้นำไปสู่การใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติด้วย วิธีการเจาะลึกลงไปใต้ดินเพื่อดึงพลังงานจากการเผาก๊าซมาทำให้น้ำเค็มปริมาณมหาศาลระเหย ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเกลือขนาดยักษ์ (ราชวงศ์ฮั่นให้รัฐเข้าควบคุมกิจการพร้อมกับอุตสาหกรรมเหล็กในปีที่ 119 ก่อนคริสตกาล) อุตสาหกรรมเกลือและก๊าซจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากอุตสาหกรรมเหล็ก

ในการทำอาหารของคนไทยนั้น ขาดกระทะไม่ได้เลย นักวิชาการทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม อย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนไว้ในบทความ “คนไทยหลายเผ่าพันธุ์ 3,000 ปี ในสุวรรณภูมิ” ส่วนหนึ่งมีใจความว่า

“…ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยี ที่เราเรียกอาหารไทย ลองไม่มีกระทะเหล็กซะใบเดียว คุณไม่ได้กินหรอก และกระทะเหล็กก็มาจากเมืองจีน เพราะกระทะเหล็กก็มาจากเมืองจีน เพราะก่อนที่กระทะเหล็กจะเข้ามานั้นคุณก็จะผัดหรือทอดอาหารไม่ได้ นั่นแหล่ะคืออาหารไทย”

หมูกระทะ
ภาพจาก PIXABAY

ข้อมูล : มติชนอคาเดมี่