โครงการแลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ถูกนำไปโรดโชว์มาแล้วทุกทวีป
แต่อีกด้านหนึ่งในประเทศไทย โครงการ “แลนด์บริดจ์” กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อ สส.พรรคก้าวไกล เปิดปฏิบัติการ ลาออกจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) สภาผู้แทนราษฎร
ตั้งข้อสังเกตความไม่สมบูรณ์ของรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ ในหลาย ๆ ด้าน โครงการแลนด์บริดจ์จึงตกอยู่ในตำบลกระสุนตก
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของ กมธ.วิสามัญชุดดังกล่าว ยังมีการพิจารณาอีกหลายแง่มุมที่ควรนำมาพิจารณา ดังนี้
แข่งขันในตลาดโลกดีขึ้น
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่ เชื่อมโยงทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามันว่า พื้นที่ตั้งได้เปรียบเทียบกับต้นทางและปลายทางของสินค้าที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ระหว่าง 2 ฝั่งทะเล
สินค้าไทยจะได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนและเวลาในการขนส่งช่วยให้สินค้าไทยจำนวนหนึ่งมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกดีขึ้น
ท่าเรือมีบทบาทหลักในการเป็นประตูการค้า แต่งบประมาณมากกว่า 2 ใน 3 ของการลงทุนทั้งหมดเป็นการลงทุนพัฒนาเส้นทางทางบก อาทิ ทางหลวงพิเศษ หรือทางรถไฟ เชื่อมท่าเรือ 2 ฝั่งทะเล ทางเลือกนี้จะเหมาะสมมากขึ้น หากสามารถลดการลงทุนพัฒนาเส้นทางบกลง
การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางบกและทางน้ำ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องตรวจสอบความทับซ้อนพื้นที่มรดกโลก อุทยาน ป่าสงวน เนื่องจากความเสียหายอาจประเมินค่าได้ยาก
เพิ่ม GDP ภาคใต้ร้อยละ 10
ด้านผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ให้ข้อมูลว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และคาดว่าจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในพื้นที่ภาคใต้ เพิ่มเป็นร้อยละ 10 ในระยะ 10 ปี จากเดิมร้อยละ 2 เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผู้แทนชุมพร-ระนองขานรับ
ทั้งนี้ โครงการจะสำเร็จได้ต้องรับฟังความเห็นในพื้นที่ โดยความเห็นของหน่วยงานสำคัญ ๆ ที่มาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ โดยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จ.ระนอง ให้ข้อมูลโดยสรุปว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นมิติที่ดีที่จะสร้างความเจริญ การค้า การลงทุนต่าง ๆ ให้จังหวัดระนอง แต่ประชาชนมีข้อกังวลในความไม่ชัดเจนในแง่การดำเนินการเรื่องสถานที่ตั้ง และรูปแบบ วิธีการ ที่เข้ามาในพื้นที่ ระบบโลจิสติกส์ต่าง ๆ และพื้นที่โครงการมีการทำประมงชายฝั่งเป็นส่วนใหญ่ ทำให้กังวลเรื่องระบบนิเวศและวิถีชีวิตที่สงบสุข
อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประมงพื้นบ้าน จะมีกองทุนเพื่อดูแลและชดเชยรายได้ให้กับชาวประมง คือ ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และนำเข้าสัตว์น้ำทะเลจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่โครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ผู้แทนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.ระนอง เห็นว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นโอกาสที่ทำให้ จ.ระนอง มีความเจริญเติบโต มีการจ้างงานกว่า 130,000 อัตรา ทำให้มีเงินสะพัดเพิ่มมากขึ้นกว่า 6 หมื่นล้านบาท และหากมีการก่อสร้างท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวด้วยก็จะเกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวในจังหวัดระนองเป็นอย่างมาก
ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จ.ชุมพร ให้ข้อมูลว่า ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) คือ การคมนาคมขนส่งในพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาพื้นที่ SEC ใน จ.ชุมพร จะมีโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ทางอากาศ ทางน้ำ และทางราง ทั้งนี้ ในส่วนทางอากาศ ได้ผลักดันแผนพัฒนาท่าอากาศยานชุมพรให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าการเกษตรของภาคใต้ และเป็นท่าอากาศยานนานาชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุน
ขณะที่ผู้แทนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ชุมพร ให้ข้อมูลว่า ร้อยละ 90 ของประชาชนในพื้นที่ต้องการให้มีโครงการนี้เกิดขึ้น เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การนิคมอุตสาหกรรม ส่งเสริมการเกษตร ทำให้แรงงานจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาใน จ.ชุมพร และทำให้ GDP ของจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น
จ่อปรับผังเมืองใหม่
ขณะที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า หากมีโครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมเส้นทางระหว่าง จ.ชุมพร กับ จ.ระนอง จะต้องมีการปรับปรุงผังเมืองใหม่ โดยคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ รวมถึงทรัพยากรชายฝั่งด้วย ซึ่งจะต้องมีการวางผังเมืองโดยบูรณาการกับทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ด้วย
หอการค้าห่วงไม่สำเร็จ
ด้านสภาหอการค้าไทยห่วงว่า ควรมีการกำหนดไว้ในสัญญา โดยควรระบุไว้ว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเป็นการลงทุนโดยภาคเอกชน และควรนำค่าจ้างที่ปรึกษากำหนดไว้ด้วย รวมถึงค่าเวนคืนที่ดินว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด กรณีทำสัญญาที่มีความซ้ำซ้อนจนทำให้รัฐเสียประโยชน์ ดังเช่น โครงการโฮปเวลล์ในอดีต
ทั้งนี้ หากมีปัญหาทำให้โครงการล่าช้าออกไป เช่น โครงการสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 2 จะส่งผลทำให้ประเทศไทยชะลอการพัฒนาด้านการพาณิชยนาวีออกไปอีก ดังนั้น ควรมีการ Post Audit โครงการสร้างท่าเรือที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์
อาทิ ท่าเรือปัตตานี ท่าเรือระนอง แม้จะมี Activity แต่ประมาณการใช้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงท่าเรือคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นท่าเรือที่ใช้ประโยชน์ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากยังไม่มีสินค้าผ่านแต่อย่างใด ดังนั้น จึงควรมี Post Audit และควร Black List บริษัทที่ปรึกษาโครงการที่ไม่สำเร็จด้วย
สิงคโปร์-มาเลย์ เมิน
ในแง่ของความสนใจของต่างประเทศ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้ประมวลความเห็นหรือปฏิกิริยาที่ประเทศต่าง ๆ มีท่าทีต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เริ่มจากสิงคโปร์ เห็นว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาการขนส่งได้ไม่มากนัก เนื่องจากมีปัจจัยอื่นที่มาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากปัจจัยด้านเวลา
ประเทศมาเลเซีย เห็นว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นเพียงข้อเสนอ ซึ่งได้มีการพูดกันมานานแล้ว และเห็นว่าประเทศไทยมีสิทธิที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตน ซึ่งมาเลเซียเองก็มีโครงการเชื่อมช่องแคบมะละกา โดยหากเกิดโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นจริง ไม่ได้ทำให้ประเทศมาเลเซียมีความกังวลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จะติดตามโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
จีน ขอข้อมูลศึกษา
ประเทศจีน มีความสนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยจะมีการพิจารณาเรื่องเทคนิคและเกณฑ์การคัดเลือกนักลงทุน โดยจีนให้หน่วยงานระดับชาติ ได้แก่ National Development ขอข้อมูลดังกล่าวจากประเทศไทย เพื่อไปศึกษาเพิ่มเติม
ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความสนใจโครงการดังกล่าวอยู่ แต่อาจจะมีที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยมากจึงไม่มีผลเท่าใดนัก
ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้มีการเจรจากับบริษัทขนาดใหญ่ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีความสนใจจะสร้างโรงเก็บชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดใหญ่ในโครงการแลนด์บริดจ์
แผน 4 เฟส แลนด์บริดจ์
ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ ปักธงลงทุนแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 1,001,206.47 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 เฟส ประกอบด้วย
เฟสแรกวงเงินลงทุนสูงสุด ประมาณการ 522,844.08 ล้านบาท ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร 118,519.50 ล้านบาท, ท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนอง 141,716.02 ล้านบาท, เส้นทางเชื่อมโยง 2 ท่าเรือ 195,504.00 ล้านบาท, งานก่อสร้างพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า 60,892.56 ล้านบาท และค่าเวนคืนและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6,212.00 ล้านบาท
เฟส 2 ประมาณการลงทุนโครงการ 164,671.83 ล้านบาท ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร 45,644.75 ล้านบาท, ท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนอง 73,164.78 ล้านบาท, งานก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยง 2 ท่าเรือ 21,910.00 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า 23,952.30 ล้านบาท
เฟส 3 ประมาณการลงทุน 228,512.79 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร จำนวน 73,221.99 ล้านบาท, ท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนอง 115,929.76 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจำนวน 39,361.04 ล้านบาท
เฟส 4 ประมาณการลงทุนโครงการ 85,177.77 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร จำนวน 68,280.20 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า จำนวน 16,897.57 ล้านบาท
พร้อมทบทวน
ด้านนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม กล่าวในสภาว่า ความคุ้มค่าของการทำโครงการขนาดใหญ่นั้นยืนยันว่า บริษัทที่ปรึกษาจะศึกษาทุกมิติ และบริษัทที่จะลงทุนต้องเข้ามาศึกษาในแง่ความเป็นไปได้ หากไม่คุ้มค่าเขาไม่มาลงทุน แต่เมื่อศึกษาแล้วมีประเด็นที่เป็นไปไม่ได้ต้องกลับมาทบทวน
เศรษฐาลงติดตามความคืบหน้า
ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ครั้งที่ 2 ของรัฐบาล ที่ จ.ระนอง ในวันที่ 23 มกราคม 2567 ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มีกำหนดลงพื้นที่ติดตามพื้นที่โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเล อ่าวไทย อันดามัน (Land Bridge ชุมพร-ระนอง) ณ อุทยานแห่งชาติแหลมสน อ.กะเปอร์ จ.ระนอง
พร้อมกับติดตามโครงการปรับปรุงท่าเรือระนอง-เกาะสอง และพูดคุยประเด็นการค้าผ่านแดน แรงงานข้ามชาติ พิธีการศุลกากร และประมง ที่ อ.เมืองระนอง จ.ระนอง
พา DP World ลงพื้นที่
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า รัฐบาลมั่นใจว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะหลังจากนายกฯโรดโชว์หลายประเทศ มีเอกชนหลายรายที่สนใจเข้ามาร่วมการลงทุน และส่งตัวแทนเข้ามาศึกษาร่วมกับ สนข. ทั้งบริษัทในจีน และบริษัท ดูไบ พอร์ต เวิลด์ (DP World)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่สมาพันธรัฐสวิส นายเศรษฐาได้เข้าร่วมกิจกรรม Thailand Landbridge : Connecting ASEAN with the World ซึ่งได้นำเสนอให้กับนักลงทุนและภาคเอกชนชั้นนำ ซึ่งได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในวงกว้างถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งหลายบริษัทสนใจและประสงค์นัดหมายเพื่อพบปะพูดคุยในรายละเอียด
โดยนายกรัฐมนตรีได้หารือกับนาย Sultan Ahmed bin Sulayem ประธานกลุ่มบริษัท และผู้บริหารของบริษัท ดูไบ พอร์ต เวิลด์ (DP World) ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า การดำเนินงานท่าเรือ ซึ่งเป็น Operator ของท่าเรือแหลมฉบัง ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนจะมาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมจะเดินทางมาหารือที่ประเทศไทย และจะเดินทางไปสำรวจสถานที่จริงด้วย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะนำคณะเดินทางไปเอง