สุรชาติ วิเคราะห์โลกที่ผันผวน เลือกตั้ง 50 ประเทศพลิกแลนด์สเคปการเมือง
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ
รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน กำลังบริหารประเทศเข้าสู่เดือนที่ 9 และกำลังเคลื่อนสู่ครึ่งปีหลัง 2567
ทว่าการเมืองไทยและการเมืองระหว่างประเทศอยู่ในภาวะ “ผันผวน” อย่างรุนแรง หลายพื้นที่กลายเป็นสงคราม มีประเทศมหาอำนาจเล่นเกมสงครามเย็นรอบใหม่
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” นักวิชาการด้านความมั่นคง ช่ำชองการเมืองระหว่างประเทศ วิเคราะห์การเมืองไทย ที่รัฐบาลเศรษฐายังเผชิญคลื่นใต้น้ำ ขณะที่การเมืองระหว่างประเทศไม่อาจยืนอย่างเป็นกลางได้ ในยุคอำนาจโลกแบ่งขั้ว
จับตาการเมืองไทย-โลก
ศ.ดร.สุรชาติวิเคราะห์ว่า ปี 2024 เป็นปีที่มีการเลือกตั้งใหญ่ที่สุดของโลกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มากกว่า 50 ประเทศ มีการเลือกตั้ง 49 กว่าเปอร์เซ็นต์ ของคนทั่วโลกเข้าคูหาเลือกตั้ง แปลว่าผลการเลือกตั้งปีนี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศ
แต่ทั้งหมดจุดสนใจจะอยู่ที่ 3-4 ประเทศ เราเห็นการเลือกตั้งในไต้หวันไปแล้ว ว่าพรรครัฐบาลที่ไม่มีท่าทีตอบรับจีนได้รับชัยชนะ การเลือกตั้งในรัสเซีย ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กลับมา การเลือกตั้งในอินเดียกำลังจะเริ่มต้น ซึ่งใช้เวลา 6 สัปดาห์ แต่คาดเดาได้ว่าประธานาธิบดีนเรนทรา โมดี ได้รับชัยชนะ
ในขณะที่การเลือกตั้งในสหภาพยุโรป ขณะนี้เป็นช่วงการหาเสียง สิ่งที่ต้องตามไม่ใช่ใครจะชนะ ฝ่ายที่ชนะอาจไม่ชนะเด็ดขาด แล้วรูปแบบรัฐบาลผสมจะออกมาหน้าตาประมาณไหน
รวมถึงการเลือกตั้งในอังกฤษ มีแนวโน้มว่าพรรครัฐบาลปัจจุบัน คือพรรคอนุรักษนิยมไม่ชนะ เพราะเสียงตอบรับไม่มาก ถ้าพรรคแรงงานชนะ ก็จะมีผลกระทบจากทั้งตัวอังกฤษและนโยบายต่อปัญหายูเครน
และการเลือกตั้งใหญ่ที่สุดในปีนี้ คือการเลือกตั้งที่สหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะ แปลว่าในช่วง 2 ไตรมาสหลังของปีจะเห็นความผันผวนมากขึ้น
วันนี้สถานการณ์โลกที่มีข้อดี คือการเจรจาสันติภาพที่ฉนวนกาซามีการฟื้นเจรจากลับขึ้นมาใหม่ แต่ข่าวสงครามในยูเครน ข่าวการซ้อมรบของจีนที่ไต้หวัน เป็นสัญญาณเตือนว่าครึ่งปีหลัง หรือไตรมาส 3 ไตรมาส 4 ยังมีความเปราะบางหลายจุด รวมถึงกรณีของภูมิภาคเรา สงครามกลางเมืองในเมียนมา ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติ
ส่วนการเมืองภายในไตรมาส 3 เรื่องใหญ่ที่สุดจะเป็นเรื่องการเลือก สว. วันนี้เราเห็นกระบวนการมีปัญหาพอสมควร คำถามใหญ่คือการเลือกตั้ง สว.จะนำไปสู่การมี สว.ชุดใหม่ หรือจะเกิด สว.รักษาการที่ยาวขึ้น และมีการฟ้องร้องกระบวนการเลือกมากขึ้น
ความเปราะบางของรัฐบาลผสมยังมีอยู่ ทั้งความขัดแย้งภายใน เช่น การยกเลิก หรือไม่ยกเลิกการนำกัญชากลับเข้าไปอยู่ในบัญชียาเสพติด
แต่ที่เห็นชัดคือ รัฐบาลผสมมีปัญหาภายในของตัวเอง ไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ หรือรวมไทยสร้างชาติ ก็ตาม ซึ่งทำให้รัฐบาลผสมมีปัญหาในตัวของมันเอง
รวมถึงในกรณีพรรคเพื่อไทย มีกรณีศาลรัฐธรรมนูญ (รับคำร้องกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี) ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะจบลงอย่างไร
แปลว่าเราเห็นการเมืองภายนอกและการเมืองภายในที่ผันผวน ในความผันผวนเป็นชีวิตและเศรษฐกิจ คือราคาพลังงาน ว่ารัฐยังคงราคาดีเซลไว้เท่าไหร่
ผูกโยงกับการเมืองภายนอก วันนี้สถานการณ์ความมั่นคงในทะเลแดงยังเป็นจุดที่เปราะบาง ส่งผลกระทบค่าระวางสินค้าในทะเลช่วงไตรมาส 3 ไตรมาส 4 และในช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านหวังว่าจะไม่มีปัญหา
ในภาพรวม หลายฝ่ายมีความรู้สึกว่าในชีวิตประจำวันของคน ค่าครองชีพครึ่งปีหลังไม่มีสัญญาณบวกว่าจะลดลง เป็นโจทย์ที่ท้าทายกับรัฐบาลว่า เงินดิจิทัลวอลเลตที่ได้อาจไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด วันนี้คนหลายส่วนตั้งแต่คนชั้นกลาง ชนชั้นกลางระดับล่าง รวมถึงชนชั้นล่าง อยากเห็นที่สุดคือการคุมราคาค่าครองชีพของสังคมไทย
ตุลาการ ปัจจัยชี้ขาดรัฐบาล
ศ.ดร.สุรชาติวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ขณะนี้ยังเผชิญคลื่นใต้น้ำ 2 ลูก ไม่ต่างจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หลังปี 2562 คือคลื่นภายในรัฐบาลผสม คลื่นในสังคม
แต่ที่รัฐบาลเศรษฐาต่างกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือกระบวนการตุลาการที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การสิ้นสุดรัฐบาลเศรษฐาหรือไม่ ยังเป็นคำถาม เพราะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ากระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญจะไปยุติด้วยคำตอบแบบใด แต่ถ้าย้อนกลับไปดูยุค พล.อ.ประยุทธ์ คำตอบคือคลื่นอย่างไรก็ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่รัฐบาลเศรษฐาก็อาจจะต้องดูผลที่เกิดขึ้น
วิเคราะห์เกมฟันเศรษฐา
ศ.ดร.สุรชาติตีความมติของศาลรัฐธรรมนูญที่เสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 มีมติว่า นายกฯเศรษฐาไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่าตีความได้ 2 อย่าง ด้านหนึ่งเหมือนกับยืดอายุให้รัฐบาลไม่ล้มทันที ให้รัฐบาลชี้แจง แต่สุดท้ายอาจถูกศาลตัดสิน
หรือเปิดโอกาสให้รัฐบาลชี้แจง รัฐบาลอาจชี้แจงภายใต้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่อาจถูกโต้แย้งว่าคำถามของรัฐบาลที่ถามคณะกรรมการกฤษฎีกามีธงทางการเมืองอยู่ ดังนั้น เราอาจคาดเดาไม่ได้คือ 5 ต่อ 4 ของศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายจะยังเป็น 5 ต่อ 4 หรือไม่ในท้ายที่สุด หรือจะกลายเป็น 6 ต่อ 3 จบลงด้วยคำตัดสินของศาล เหมือนยุคที่รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย เจอ
แปลว่าวันนี้กระบวนการล้มรัฐบาลของฝ่ายขวา ไม่ต้องอาศัยการรัฐประหาร แต่ผลที่ตามมาคือความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และทำให้การเมืองไทยขาดความน่าเชื่อถือบนเวทีโลก เพราะเป็นการเมืองของความไม่แน่นอน
คสช.ยังเป็นเงาใหญ่ในการเมือง
เอาชื่อ 40 สว.ที่ร้องศาลรัฐธรรมนูญมาจัดสาย เราจะเห็นเงาของคนที่อยู่หลัง สว.อย่างชัดเจน สิ่งที่เราต้องดูคือ มันยังมีการเมืองที่เป็นเงาใหญ่ซ้อนอยู่ สำหรับผมการเมืองยุค คสช.ไม่จบ เราก็เห็นชัดว่าตัวละคร 40 สว.เป็นตัวแทนจากสายต่าง ๆ จากยุค คสช.เท่านั้นเอง หรือทั้งหมด การเมืองยุค คสช.จะจบต่อเมื่อ สว.ได้หมดไป แม้จะมียุทธศาสตร์ 20 ปีอยู่ก็ตาม
แต่การสิ้นสุดของ สว.จะเป็นการปิดฉาก คสช.ที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้น สิ่งที่เห็นในวันนี้คือการเมืองยุค คสช.ยังไม่จบ และมีอิทธิฤทธิ์ที่จะดำเนินการทางการเมืองไม่จบเหมือนกัน และถ้ารัฐบาลถูกล้มด้วย 40 สว.ก็ตอบได้อีกแบบว่า นี่เป็นรัฐประหารของ คสช.ได้อีกรูปแบบหนึ่ง
ดังนั้น กระบวนการการเลือก สว.ที่ร่างโดยคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นการร่างให้การเลือกมีปัญหา กติกาทั้งหมดไม่ได้ร่างเพื่อให้เดินไปตามครรลองประชาธิปไตย แต่เป็นการสร้างกับดักเพื่อให้มีปัญหาในแต่ละจุด ที่ใหญ่ที่สุดเป็นระเบิดเวลาของ คสช.อีกชุดหนึ่ง เพราะเมื่อกระบวนการเลือกมีปัญหา สว.ชุด คสช.ก็จะอยู่ในอำนาจต่อไป จนกว่า สว.ใหม่จะเกิดขึ้น
แปลว่าถ้าเราใช้เวลาเลือก สว.นาน เราจะมี สว.จาก คสช.อยู่กับการเมืองไทยไปอีกระยะเวลาหนึ่ง คสช.ยังเป็นเงาใหญ่ในการเมืองไทยที่ไม่จบ
ชงแผนแก้ไฟใต้
ศ.ดร.สุรชาติวิเคราะห์ถึงปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ว่า เป็นปัญหาสืบเนื่องในปี 21 รัฐไทยต้องมีความชัดเจนกับตัวเอง ชัดเจนในมิติยุทธศาสตร์ ชัดเจนในมิติทางความคิด ว่าเราเองจะเดินอย่างไร เพราะสงครามวันนี้ยาวกว่าสงครามคอมมิวนิสต์ที่อยู่มาประมาณ 18 ปี ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ
กระบวนการการเจรจา ปัญหาที่เราเห็นปรากฏในสื่อคือ JCPP “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสันติสุขแบบองค์รวม” หรือข้อตกลงระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งประกาศตัวเป็นผู้แทนของขบวนการติดอาวุธ
คิดว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นใน JCPP ไม่เป็นประโยชน์ เพราะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินการของ NGO ของ 2 ประเทศหลักคือ เยอรมนีกับสวิตเซอร์แลนด์
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำไม่ใช่ยกเลิกกระบวนการเจรจา แต่ยกเลิกกระบวนการ JCPP ในลักษณะที่ไม่ใช่เป็นการกำหนดในเงื่อนไขแบบฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้รัฐยิ่งมีปัญหา เพราะจะกระทบกับพี่น้องชาวพุทธ แม้กระทั่งพี่น้องชาวมุสลิมที่ไม่ใช่พวกสุดโต่ง ถ้ารัฐไทยตอบรับ JCPP คือจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์
ชงยกเลิกคณะพูดคุย
ผมเรียกร้องให้รัฐไทยยกเลิกคณะพูดคุยของฝ่ายไทย เพราะสัญญาณที่เราได้มา ไม่ว่าจะเป็นคณะพูดคุยที่รัฐบาลตั้งผ่านคำสั่งของนายกฯ ต้องทบทวน และคณะทางเทคนิคอาจต้องยกเลิกข้อตกลงที่ทำไว้ทั้งหมด เพราะข้อตกลงเหล่านี้ควรผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลทั้งในระดับฝ่ายการเมือง
การที่ตั้งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้แทน ซึ่งเป็นการตั้งที่ผิดกระบวนการที่สุด เพราะไม่มีประเทศไหนเอาบุคคลที่เป็นคนทำงานระดับสูงไปเจรจากับกลุ่มติดอาวุธ ดังนั้น ถึงเวลาต้องทบทวน JCPP ทั้งหมด
ทักษิณ การทูต Track 2
ขณะที่ปัจจัยการสู้รบในเมียนมา ศ.ดร.สุรชาติ ที่หลายชาติแสดงตัวให้ความช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น ประเมินว่ารัฐบาลทหารของนายพลมิน อ่องลาย มีความชอบธรรมลดน้อยลงเรื่อย ๆ และไม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราเอาเส้นเวลาเมื่อมีข่าวว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เปิดการพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ กลายเป็นปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้หลายชาติสนใจที่จะคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น เท่ากับไทยโยนหินถามทาง
แม้ว่าการโยนหินครั้งนี้อาจมีปัญหาในการเมืองไทยกับกลุ่มที่ต่อต้านทักษิณ ทั้งที่เวทีอย่างนี้ในทางการทูตเรียกว่า Track 2 เป็นเรื่องปกติ ใครก็ตามที่ทำให้สงครามกลางเมืองในเมียนมาลดความรุนแรงลง ลดวิกฤตด้านมนุษยธรรมลง ล้วนเป็นประโยชน์กับไทยทั้งสิ้น
ท่าทีไทยคงต้องคิดมากกว่าการต้านทักษิณอย่างสุดโต่ง เฉพาะในกรณีเมียนมา เราเห็นชัดว่าเสียงคัดค้านออกมาด้วยท่าทีที่เหมือนกับมองไม่เห็นวิธีทางการทูต Track 2 ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะในการเปิดการเจรจาอย่างนี้รัฐบาลไม่สามารถมีบทบาทได้ทันที
ดังนั้น การทูตนอกแบบเป็นการทูตสมัยใหม่ เหมือนกับเปิดโต๊ะอย่างไม่เป็นทางการไปก่อน ปัญหาคือใครจะเปิด แต่เผอิญคนเปิดชื่อทักษิณ ผมไม่ได้มีความเห็น Defend นายกฯทักษิณทั้งหมด แต่เห็นเป็นเรื่องปกติในทางการทูต
โลกกลับด้าน ถ้าทรัมป์กลับมา
ในช่วงปลายปี หากการเลือกตั้งในสหรัฐปรากฏว่า “ไบเดน” ไป “ทรัมป์” มา จะเกิดอะไร ศ.ดร.สุรชาติฉายภาพว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของ 2025 ถ้าทรัมป์หวนกลับมา 1.เราจะคาดเดานโยบายต่างประเทศของสหรัฐไม่ได้ 2.สหรัฐจะมีปัญหากับสหภาพยุโรปแน่ ๆ เพราะทรัมป์ไม่มีท่าทีตอบรับกับอียู 3.แรงสนับสนุนสงครามในยูเครนจะเปลี่ยนทันที 4.ความสัมพันธ์ในระหว่างทรัมป์กับปูตินซึ่งมีมาตลอด ผู้นำปีกขวาอย่างทรัมป์ อาจหันไปมีความสัมพันธ์ที่ดีกว่ารัฐบาลไบเดน
5.ปัญหาสหรัฐกับเกาหลีเหนือ อาจหวนกลับมาจับมือกันใหม่ 6.สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง จะหวนคืนมาหรือไม่ ถ้าหวนคืนเป็นโจทย์ใหญ่ แปลว่าเศรษฐกิจ 2025 จะย้อนรอยตอนช่วงที่ทรัมป์มาในปี 2017-2018 ดังนั้น ภาคธุรกิจอาจต้องคิดเผื่อ ยังรวมถึงทรัมป์กับอิสราเอล ทรัมป์กับอิหร่าน และทรัมป์กับรัฐปาเลสไตน์ ผูกโยงการเมืองโลกชุดใหญ่ไว้
จีนซ้อมรบไต้หวัน
ศ.ดร.สุรชาติกล่าวว่า เฉพาะหน้าเป็นโจทย์ที่ผู้นำไทยต้องคิด ในระยะยาวถ้าสงครามเกิดที่ช่องแคบไต้หวัน อาเซียนต้องตอบว่าจะมีท่าทีอย่างไรกับระดับที่ต่ำลงมา ประเทศไทย รัฐบาลไทยจะวาง Position กำหนดท่าทีกับสงครามไต้หวันอย่างไร คำตอบที่รัฐบาลเป็นกลางจะไม่เป็นจริง เพราะประเทศในเอเชียจะถูกบีบโดยเงื่อนไขจากจีน ว่าต้องยืนหรือต้องพูดอย่างใดอย่างหนึ่ง เราไม่มีทางเป็นกลางได้
และจะกระทบใหญ่ที่สุดคือปัญหาชิป เพราะไต้หวันเป็นแหล่งผลิตชิปใหญ่ของโลก 60% ถ้าสงครามเกิดจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์สมัยใหม่เกือบทั้งหมด เพราะจะเกิดการขาดแคลนชิป
เราเริ่มเห็นสหภาพยุโรปและสหรัฐเองเริ่มเตรียมการเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว รวมถึงที่จะกระทบแน่ ๆ คือเส้นทางการค้าทางทะเลในน่านน้ำเอเชีย และจะกระทบกับการเมืองของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้