คอลัมน์ : Politics policy people forum
อาจกล่าวได้ว่าห้วงเวลาสำคัญของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่จะเจอศึก 3 ด้านใหญ่
ด้านหนึ่ง ความบาดหมางของไทย-กัมพูชา รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ หลังจากเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ประกอบกับปม “คลิปเสียง” ร้อน ระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จฮุน เซน ของกัมพูชา
โยงมาสู่ด้านที่สอง เมื่อโลกทั้งโลกเพ่งเล็งมาที่ความขัดแย้งของ 2 ประเทศ ถึงขั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาโทรศัพท์ตรงขอให้ยุติการสู้รบ นำไปสู่การเปิดโต๊ะเจรจาที่มาเลเซีย
บีบว่าหากไม่หยุดยิงจะไม่เจรจาภาษี ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาโดนสหรัฐตั้งภาษีนำเข้า 36% เท่ากัน และมีเส้นตายอยู่ที่ 1 สิงหาคม สะเทือนเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซ้ำเติมด้วยเศรษฐกิจการค้าชายแดน หายวับนับหมื่นล้านบาท
ขณะที่ด้านการเมือง วันที่ 31 กรกฎาคม คือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดให้ “แพทองธาร” ส่งคำชี้แจง หลังขอเลื่อนส่งคำชี้แจงจากกำหนดเดิมต่อไปอีก 15 วัน กรณี สว. 36 คนยื่นถอดถอน มีต้นเหตุมาจากปมคลิปเสียง มีการประเมินว่าคดีดังกล่าวอาจจะจบภายในเดือนสิงหาคม
ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลประกาศนัดชุมนุม 2 สิงหาคมนี้
เครดิตผู้นำถูกทำลาย
เมื่อทั้ง 3 ปม เศรษฐกิจ การเมือง และสงครามไทย-กัมพูชา รุมล้อมนายกฯ รัฐบาลจะสู้-จะถอยอย่างไร
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วิเคราะห์ว่า เรื่องกัมพูชาเกิดสภาพข้อจำกัดที่นายกฯแพทองธารไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรได้เลย
เพราะคลิปได้ทำลายเครดิตของการเป็นผู้นำในกรณีการแก้ปัญหากับกัมพูชาไปแล้ว และถูกสังคมเชื่อไปแล้ว ซึ่งไปลดทอนเกียรติภูมิของความเป็นนายกฯ ถูกไม่ไว้วางใจไปแล้ว เพราะถูกมองว่าอาจถูกครอบงำ หรือแบล็กเมล์จากประเทศเพื่อนบ้านได้ตลอดเวลา
ถ้าในกรณีกัมพูชาเป็นกับดักติดไปแล้ว และท่วงทำนองที่รัฐบาลแก้ปัญหา ถูกบ่งชี้ไปจริง ๆ ว่าถูกครอบงำไหม เพราะการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเมือง การทูต การเมืองระหว่างประเทศ และไล่ลงมาถึงการจัดระเบียบชายแดน แล้วจบลงด้วยมาตรการทางทหาร
ปรากฏว่ามาตรการหลักคือมาตรการทางการเมืองที่จะชี้แจงให้กับประเทศอาเซียน สหประชาชาติ และประเทศอื่น ๆ ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายรุกรานเรา การตอบโต้ของเราไปยังเป้าหมายทางการทหาร และกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าการชี้แจงช้ามาก
แม้กระทั่งกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 51 ประเทศที่ถูกรุกรานด้วยอาวุธสามารถตอบโต้ได้ทันที และเมื่อตอบโต้แล้วจะต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทันที แต่ปรากฏว่ากลับหัวกลับหาง กัมพูชาเป็นฝ่ายรายงานก่อนแล้วกล่าวหาว่าไทยรุกราน
เป็นท่วงทำนองที่ถูกบ่งชี้ว่า เหตุใดเราถึงดำเนินการล่าช้า ถูกมองว่า 1.ปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หรือ 2.ถูกครอบงำ บังคับแบล็กเมล์ตัวผู้นำ ทำให้ติดกับดัก ทั้งที่เป็นหัวใจการสื่อสารการเมืองระหว่างประเทศ
ทางรอดริบหรี่ ไม่มีทางบวก
พล.ท.ภราดรมองว่า คดี “แพทองธาร” ในศาลรัฐธรรมนูญ ไม่น่ามีช่องทางหลุดรอดเลย โดยเฉพาะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยิ่งเป็นสิ่งที่เชื่อว่าทั้งสังคมคาดหวังองค์กรอิสระและศาลยุติธรรมที่จะต้องเป็นตัวยุติปัญหา ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะเดินต่อไปยากมาก หรือติดกับดัก สุดท้ายก็มีเหตุการณ์เพลี่ยงพล้ำไปเรื่อย ๆ
ขณะที่การชุมนุมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลถือว่ามีน้ำหนักพอ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมไม่จำเป็นต้องใช้ประเด็นล้มรัฐบาล แต่ใช้ประเด็นเรื่องความรักชาติ การแสดงออกเรื่องชาติเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องพุ่งไปประเด็นล้มรัฐบาล เพราะเขาเชื่อว่าใช้ประเด็นการแสดงออกเรื่องของชาติเป็นหลักก็เข้าทางแล้ว
เพราะม็อบเชื่อว่า จากสภาวะแวดล้อมของคดีที่นายกฯแพทองธารโดนอยู่ รวมถึงคดีของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โดนอยู่ ในเดือนสิงหาคมยังไงก็จบ ทั้ง 2 ก็คงมีแต่ผลลบ ไม่มีทางบวก
เล่าเบื้องหลัง ทรัมป์คนกลาง
ด้าน จักรภพ เพ็ญแข ที่ปรึกษาของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาล เล่าเบื้องหลังที่เบอร์ 1 ของมหาอำนาจสหรัฐต่อสายตรงถึงผู้นำไทยว่า
คืนวันที่ 27 กรกฎาคม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โทร.หารักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีตอนประมาณ 1 ทุ่มเศษ และบอกให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงกัน เราจึงนัดกันตอน 22.00 น. มีนายภูมิธรรมเป็นคนคุย และมีพวกเราเต็มทีม
เราก็บอกหลักการเรื่องการสงบศึกเรารับได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้รุกรานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ขอให้สหรัฐเข้าใจว่า กัมพูชาที่เป็นผู้รุกรานต้องพิจารณาเองว่าได้ทำอะไรลงไป
ทรัมป์จึง โทร.ไปหานายกฯกัมพูชา หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง ทรัมป์ก็ โทร.กลับมาว่าทั้ง 2 ฝ่ายยินดีคุยกัน แต่ไม่ได้แปลว่าคุยกันแล้วจะยอมสงบทันที เป็นเพียงคุยหารือกันจากนี้จะเดินต่อไปอย่างไร และจัดการคุยกันที่มาเลเซีย
พร้อมปรับตัวตาม
ส่วนที่สหรัฐยกภาษี 36% ของทั้งไทยและกัมพูชามาบีบว่า ถ้าไม่ยอมสงบศึกจะไม่เจรจา “จักรภพ” กล่าวว่า ทรัมป์ผูกเรื่องการเจรจาภาษีเข้ากับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งเราไม่ค่อยสบายใจนัก แต่เราก็พร้อมที่จะปรับตัวตาม
เรื่องการสงบศึก ประเทศไทยซึ่งไม่ใช่ผู้รุกราน เรายินดีอยู่แล้ว
กัมพูชายังมีประโยชน์ต่อไทย
จากนี้ความสัมพันธ์ของไทย-กัมพูชาจะเป็นอย่างไรต่อไป “จักรภพ” กล่าวว่า เราต้องหาผลประโยชน์ร่วมกันต่อไป เพราะผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างชาตินั้นมีหลายเรื่อง
มีทั้งเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะเป็นเพื่อนกัน เจตนารมณ์ทางเศรษฐกิจที่จะมีผลทางเศรษฐกิจร่วมกัน มีการพบปะกัน ผลประโยชน์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แยกย่อยไปถึงการคบกันได้หลายอย่าง
ในขณะที่เผชิญหน้ากีดกันทางการค้าทั่วโลกอย่างภาษีทรัมป์ เราสามารถร่วมมือกันได้ในประเทศใกล้เคียง เพื่อลดต้นทุนสินค้าและบริการ หาตลาดใหม่ เพราะทั้งในอาเซียน เรามีความสามารถในการผลิตสูง ต้นทุนการผลิตต่ำเมื่อเทียบกับโลก ดังนั้น เรื่องนี้เราสามารถร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้ แต่ต้องให้แผลในใจเรื่องสงครามผ่านพ้นไปก่อน
เราจะรักเขาหรือเกลียดเขาก็คือตลาด ถ้าเรามองอย่างนักธุรกิจ เราจะไปเกลียดตลาดได้อย่างไร เพียงแต่มีเรื่องกันเราก็ปิดตลาดชั่วคราว แต่อย่าลืมว่าเขามีประโยชน์กับเรา
ถ้าเขา (กัมพูชา) ทำตัวเป็นผู้รุกราน จนกระทั่งเกิดการตอบโต้ ใช้กำลัง นักลงทุนต่างชาติก็ไม่กล้าอยู่ในกัมพูชาต่อ เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไปหาเรื่องใคร รุกรานใครหรือไม่
“ประเทศไทยต่อให้มีปัญหากัมพูชาไปกี่วันก็ตาม สุดท้ายเราก็จะเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดในเขตนี้ ยังไงก็ต้องกลับมาซื้อสินค้า ใช้ Supply Chain ของเรา”
3 เดือนต้องฟื้นตลาด
เศรษฐกิจกัมพูชาขึ้นกับเศรษฐกิจไทยอยู่หลายเรื่อง กัมพูชาไม่ได้มีความสามารถในการผลิตสินค้าเองในทุกเรื่อง ระดับที่ซับซ้อนก็ต้องร่วมมือกับไทยทุกเรื่อง ขณะเดียวกัน กับเวียดนามก็มีบาดแผล ว่าเวียดนามเคยปกครองกัมพูชา 10 กว่าปี และการทำธุรกิจก็มีข่าวว่าเสียเปรียบเวียดนามอยู่เรื่อย คิดว่านักธุรกิจกัมพูชาประสงค์จะทำธุรกิจกับไทยมากกว่า
ถึงต้องกลับมาคิดว่า พอหลังอารมณ์โกรธ เราจะฟื้นตลาดได้ด้วยวิธีไหน ในความเห็นส่วนตัว 3 เดือนต้องคิดฟื้นตลาดได้แล้ว และไม่เกินนั้นด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะธุรกิจที่ใหญ่กว่าการค้าชายแดน ส่วนการค้าชายแดนถ้าเปิดด่านสถานการณ์ก็คลี่คลายแล้ว
ถาม “จักรภพ” ว่ารัฐบาลต้องเด้งเชือกให้พ้นสถานการณ์นี้อย่างไร
จักรภพตอบว่า “ไม่ต้องเด้ง รอจนหมดยก”