เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ABC-Mart เล็งบุกไทย-อินโดนีเซีย
Business ABC-Mart เล็งบุกไทย-อินโดนีเซีย
ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
Finance ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
Real Estate รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
Economic ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
Politics กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
SD ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
Biz Movement ‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
Business AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
Real Estate ‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
Finance ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
ดูทั้งหมด

19 ปี 19 กันยา ‘อวสานระบอบทักษิณ’ ผ่านสายตานักประวัติศาสตร์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

19 ก.ย. 2568 | 18:12น.

การยึด-โค่นอำนาจรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 19 กันยายน 2549 เดินทางมาครบ 19 ปี

“ทักษิณ” ผู้พ่ายแพ้ในวันนั้น กลับต้องกลายเป็นผู้แพ้อีกครั้งใน 19 ปีให้หลัง

เส้นทาง 19 ปี ของ “ทักษิณ” หลังเหตุการณ์ 19 กันยายน ควรจะได้ทำตามสิ่งที่เขาปรารถนา คือ กลับบ้านอย่างเท่ ๆ

แต่ในฉากจบอำนาจ ต้องกลับเข้าสู่เรือนจำคลองเปรม

ในขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ต้องหล่นจากอำนาจ นายกรัฐมนตรี 2 คน ที่มาจากพรรคเพื่อไทย คือ เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยกับดักของรัฐธรรมนูญ 2560

ทั้งที่ก่อนวันตัดสินชะตากรรม “นายกฯแพทองธาร” เกิดข่าวลือเรื่อง “ดีล” ต่าง ๆ นำมาสู่สมมุติฐานทางการเมืองว่า มีโอกาสรอด

เช่นเดียวกับ ตอนที่ “ทักษิณ” เดินทางกลับเข้าประเทศก็ถูกโยงกับสารพัดดีล

19 ปี หลังจากการยึดอำนาจ 2549 ประชาธิปไตยไทยยังอยู่ใน Deep State รัฐพันลึก

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวน “ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ” นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของรางวัลศรีบูรพา 2568 มองเส้นทางประชาธิปไตยไทย หลังจาก 19 กันยายน 2549 ที่ไม่อาจทำให้ “ทักษิณ” หายไปจากหน้าฉากการเมืองได้ ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ กระทั่งกลับมาในยุคของพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

แต่อะไรที่เป็นจุดที่ทำให้ “ทักษิณ” พ่ายแพ้ ที่ “ศ.ดร.ธเนศ” บอกว่า ถึงเวลา “อวสานระบอบทักษิณ”

คณะรัฐประหารทำลายพรรคการเมืองไม่หมด

ศ.ดร.ธเนศมองว่า การรัฐประหาร 19 กันยายน โค่นรัฐบาลทักษิณ และพรรคไทยรักไทย โดยใช้ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นมิติใหม่ที่ฝ่ายรัฐประหารไม่ได้ใช้อำนาจแบบเดิมที่คณะปฏิวัติไปเล่นงาน แต่ใช้กฎหมายตามลงโทษ กำจัดหัวหน้าพรรคและพวกมุ้งนักการเมืองในนั้น

แต่อันแรก ในแง่ของพัฒนาการประชาธิปไตยทั่วไป กลไกสำคัญของระบบประชาธิปไตยถูกทำลาย รัฐธรรมนูญและพรรคการเมืองถูกยุบ แต่ขณะเดียวกันก็ปรากฏการณ์ที่แปลกกว่ารัฐประหารในอดีต เพราะแต่ก่อนถ้ารัฐประหาร กลุ่มที่ถูกยึดอำนาจ เช่น ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือผู้นำที่ถูกยึดอำนาจก็จะหายไปจากการเมือง

แต่กรณีนี้ พรรคไทยรักไทยเปลี่ยนไม่สูญหายไป หากฟื้นกลับมาเป็นพรรคพลังประชาชน แค่เปลี่ยนหัวหน้าพรรค แต่ สส.ก็ยังหน้าเดิม คนที่ไม่ถูกตัดสิทธิการเมืองก็กลับมาลงสนามเลือกตั้ง ถือว่าใหม่ เป็นความประหลาดของระบอบคณะรัฐประหาร ที่ทำลายพรรคการเมืองไม่หมด

ต่ออายุประชาธิปไตย

ซึ่งมีผลต่อการเมืองไทย เพราะการที่ทำลายไม่หมด ก็เป็นการต่ออายุให้กับประชาธิปไตยไทยในเวลาต่อมาได้ เหตุหนึ่งเพราะการที่นักการเมืองท้องถิ่น สส.รุ่นใหม่ ยังอยู่ ไม่หายไปด้วยสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนนี้ การใช้ตุลาการภิวัตน์เล่นงานทักษิณและพรรคไทยรักไทย เกิดขึ้นหลังจากสังคมไทยได้ผ่านกระบวนการโลกาภิวัตน์ เกิดการผลิตหลากหลายแบบและเชื่อมต่อพื้นที่กันมากขึ้น

ทำให้คนชั้นกลางไปถึงล่างมีที่ยืนและทำมาหากินได้ สภาพดังกล่าวคือฐานรองรับการขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยและนโยบายประชานิยมครั้งแรกที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนรอบนอก กล่าวได้ว่าเกิดการเมืองแบบมวลชนขึ้น

ทักษิณไม่ตายสนิท เพราะเทคโนโลยี

แม้คุณทักษิณไม่อยู่ในประเทศไทย แต่ก็ยังสามารถสื่อสารกลับมาได้ ถ้าดูแค่นี้ก็ถือว่าประชาธิปไตยไม่ตายสนิท แสดงว่ามีพลังภายใน คือ มีนักการเมือง มีพรรคการเมือง ที่สามารถเชื่อมต่อกับรากหญ้า มวลชนข้างล่างที่ยังตื่นตัวอยู่ได้ ไม่นิ่งเงียบเหมือนสมัยระบอบสฤษดิ์และถนอมอีกต่อไป

จึงกล่าวได้ว่าการเล่นงานทักษิณต่างจากยุคจอมพล ป. หรือยุคปรีดี พนมยงค์ ซึ่งไม่มีพลังจากฐานล่างมาช่วยให้ต่อสู้ต่อไป ถูกยึดอำนาจก็ถูกยึดไป แล้วก็หนีลี้ภัยไปต่างประเทศ การติดต่อสื่อสารก็ถูกตัดขาดไปหมดสิ้น

จากที่กล่าวมาแล้วข้างบน ยังมีอีกปัจจัยสำคัญคืออานิสงส์จากการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นสู่ยุคดิจิทัล ต่างจากยุคในอดีตที่เมื่อมีการยึดอำนาจ หนังสือพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชน ถูกสั่งปิดหมด ถึงไม่ปิดก็ไม่กล้าพูด หรือคัดค้านรัฐบาล แต่ปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดียที่ดำเนินการโดยปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคนเล็ก ๆ ไม่ต้องใช้ทุนรอนมากเหมือนหนังสือพิมพ์ก็ทำงานได้

เช่นในยุคคนเสื้อแดง มีการไรต์แผ่นซีดีแจกกัน มีการเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของตัวเอง ทั้งเสื้อเหลืองและแดง ตรงนี้คิดว่าการที่คณะทหารจะจัดการกับฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายประชาธิปไตย เหมือนยุคก่อนไม่ได้เสียแล้ว ปิดเวที ปิดได้ ก็ได้เท่านั้น แต่ที่เหลือค่อยรอเวลากลับมา

เมื่อปัจจัยพื้นฐานใหม่ในระบอบประชาธิปไตยลงรากปักฐานในเวลาหนึ่ง การเลือกตั้งหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พรรคพลังประชาชนจึงกลับมาชนะ ได้จัดตั้งรัฐบาล

แม้ว่าในเวลาต่อมา จะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมประท้วงไล่รัฐบาล มีการปิดถนน มีการปิดสภา แต่ก็ถือว่าไม่ได้ทำลายประชาธิปไตย เพราะระหว่างที่สู้กัน พันธมิตรฯก็มีการไปฟ้องศาลอาญาและศาลปกครอง เพื่อไม่ให้ถูกฝ่ายรัฐบาลจับ พรรคพลังประชาชนมาเป็นรัฐบาล ก็ทำอะไรกับพันธมิตรฯไม่ได้เช่นเดียวกัน ถ้ามองตรงนี้ก็เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่ง เป็นการต่อสู้ของประชาสังคม Civil Society นอกสภา

“ตอนนั้นการใช้สิทธิในการประท้วง เฟื่องฟูกว่ายุคไหน ๆ การเขียน การปลุกระดม มีรถปิกอัพวิ่งไปทั่วประเทศ เช่นเดียวกับเสื้อแดงปี 2552-2553 จนกระทั่งถึงยุค กปปส.”

ประชาธิปไตยประหลาด ใช้แต่ประท้วง

“ผมว่าประชาธิปไตยเมืองไทยประหลาด ในแง่นี้ (คือมีรัฐประหารยึดอำนาจเปลี่ยนรัฐบาลที่ไม่ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ) แต่ในทางปฏิบัติ เราต้องยอมรับว่าไม่ใช่เผด็จการ ถ้าเป็นเผด็จการก็คงทำอย่างนี้ไม่ได้ (คือการแสดงความคิดเห็นคัดค้านนโยบายรัฐบาลและ ฯลฯ มีการประท้วง) แต่ความเป็นเผด็จการไม่ขึ้น แต่เป็นการใช้ประชาธิปไตยของประชาชนเองเพื่อการประท้วง”

“แทนที่จะใช้ประชาธิปไตยเพื่อการอื่น เช่น ด้านส่งเสริมการผลิต ส่งเสริมอุตสาหกรรม วรรคนี้จะอธิบายอีกมิติหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แต่ในการเมืองการประท้วงเท่านั้น หากแต่มันอาจไปหนุนช่วยการปรับเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจของประชาชนได้ เช่น การต่อสู้เรื่องที่ดิน ป่าชุมชน ไปถึงค่าจ้างแรงงาน แต่ของเราการต่อสู้แนวนี้ไม่ค่อยได้ขึ้นเวทีใหญ่อย่างของเสื้อเหลืองหรือแดง”

“พอมาถึงยุค พล.อ.ประยุทธ์ เศรษฐกิจเลยทรุด จีดีพีต่ำกว่า 2% เพราะสิบกว่าปีโน้นมีแต่ประท้วง รัฐบาลไม่มีนโยบายการลงทุน ไม่มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มีแต่บริษัทเอกชนใหญ่ ๆ ใครที่มีช่องทางทำได้ก็ทำกันเอง จึงมีกลุ่มทุนผูกขาดขึ้นมาเงียบ ๆ แล้วหากำไรจากระบบรัฐบาลที่อ่อนแอ”

“ทั้งที่จริง ๆ แล้วเศรษฐกิจคือฐานรองรับสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนชั้นกลางไม่มีทางอยู่ได้”

“ส่งผลถึงปัจจุบัน ตอนนี้ และตอนต่อไป คนจะออกมาประท้วงหรือไม่ประท้วงหรือไม่ก็ตาม แต่จะไม่พอใจพรรคการเมืองเยอะมาก เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคนแย่แล้ว รัฐบาลทำได้แต่แจกเงิน อย่างอื่นทำไม่ได้ เพราะนโยบายหลัก ๆ วางแผน 5 ปี ทำอีก 5 ปี แต่นี่ไม่มีเวลาทำอะไรเลย”

”ผมมองภาพประชาธิปไตยไม่ล้มเสียทีเดียว ไม่สูญหายไปทั้งหมด แต่ไม่ตอบโจทย์ ทำให้คนไม่มีกิน ประชาธิปไตยที่เคยกินได้ ตอนนี้ประชาธิปไตยเดินได้ แต่กินไม่ได้”

ทักษิณ กลับมาชนะ หรือจุดเริ่มต้นความพ่ายแพ้

ผ่านมา 19 ปี “ศ.ดร.ธเนศ” มองชะตากรรม “ทักษิณ” ณ วันนี้ว่า ดูสิ่งที่คุณทักษิณทำ ผมว่าไม่เข้าเป้าเลย เห็นได้จากนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เช่น ดิจิทัลวอลเลต แลนด์บริดจ์ แหล่งบันเทิงครบวงจร (กาสิโน) หลังจากได้ “ดีล” ทำให้ตัวเองไม่นอนคุกเท่านั้น เพื่อออกไปทำอะไรต่าง ๆ แต่สุดท้ายก็ถูกเล่นงานจากอำนาจเก่าอีก

ในแง่นโยบาย 2-3 ปี ของพรรคเพื่อไทย ไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ต่างจากตอนยุคพรรคไทยรักไทย ซึ่งตอนที่ทำนโยบายตอนนั้นมีคนช่วยคิด ทั้งเทคโนแครต นักวิชาการ คุณทักษิณ เป็นคนเห็นด้วยและผลักดัน เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

“แต่ตอนนี้ไม่มีใครเสนอให้คุณทักษิณ คนเสนอให้คุณทักษิณก็หายไปหมดแล้ว คนรุ่นใหม่ก็ไม่รู้ว่าจุดยืนของคุณทักษิณเป็นอย่างไร สมัยก่อนทุกคนเชื่อว่าคุณทักษิณเป็นคนคิดก้าวหน้า เสนอนโยบายก็รับ แต่ตอนนี้คุณทักษิณมีผลประโยชน์จำนวนมาก”

“และการที่เอาคนในตระกูลมา 3-4 คน มาเป็นนายกฯ ยังไง ๆ ก็ไม่ทำให้คนเชื่อว่าเขาไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว (ครอบครัว) ขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่มีใครเชื่อว่าเสนอนโยบายแล้วจะเอาไปทำให้ดีขึ้น…ไม่มีทาง”

“ดังนั้น ผมก็เชื่อแบบเดียวกับที่หลายคนบอกว่า ถึงเวลาอวสานของระบอบทักษิณ ไม่คิดว่าจะฟื้น พรรคอาจจะยังอยู่ เพราะพรรคการเมืองมีสายใยกับชาวบ้าน มีนักการเมืองท้องถิ่น พรรคก็ยังอยู่ 100 ก็เก่งแล้ว”

ทักษิณ ตัวแบบใหม่ในประวัติศาสตร์

“ระบอบทักษิณ เป็นตัวแบบใหม่ในประวัติศาสตร์ แม้ว่าในตอนปี 2475-2490 ข้างคณะราษฎร จะเรียกว่าระบอบรัฐธรรมนูญ ใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ในช่วงเดียวกัน ที่มีจอมพล ป.ขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2481-2487 รัฐธรรมนูญจอมพล ป.ก็ใช้ แต่ก็ตั้งตัวเองเป็นผู้นำแบบเดียวกับมุสโสลินี และฮิตเลอร์ตั้งตัวเป็นผู้นำ มีการปราบปรามฝ่ายคณะเจ้าโดยศาลพิเศษ ถูกด่าเป็นโบดำครั้งแรกของศาลยุติธรรมไทย เป็นครั้งแรกที่นำเอาชื่อผู้นำมาเรียกเป็นระบอบ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” โดยรวมยุคพิบูลจึงกล่าวได้ว่า เป็นระบอบกึ่งเผด็จการ”

“มาถึงยุคระบอบสฤษดิ์ อย่างที่รู้คือนำนโยบายการพัฒนาประเทศโดยชูเศรษฐกิจทุนนิยมที่อเมริกาสนับสนุนและให้ทุนช่วยเหลือ แต่ในระบบการเมืองการปกครอง สฤษดิ์เผด็จการแหลกเหมือนกัน ทั้งจับกุมคุมขังและประหารชีวิตคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ จบด้วยเหตุการณ์ 14 ตุลา ขบวนการประชาชนที่มีนิสิตนักศึกษาเป็นกองหน้า ในยุคจอมพลถนอมซึ่งเป็นมือขวาเติบโตในระบอบสฤษดิ์”

“ส่วนทักษิณ เป็นอีกระบอบหนึ่ง เห็นด้วยว่าสิ่งที่ระบอบทักษิณทำตอนนั้น คือนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถทำให้รัฐบาลและรัฐไทยมีประสิทธิภาพ”

“แต่ขณะเดียวกัน การใช้อำนาจทางการเมืองในตอนนั้น เริ่มไปปราบฝ่ายตรงข้าม ใช้อำนาจมากขึ้น ใช้ สว. ใช้องค์กรอิสระมาสู้กันแหลกลาญเหมือนกัน”

“ดังนั้น ระบอบทักษิณจึงเป็นยี่ห้อ ที่ดูว่าเศรษฐกิจดี แต่การใช้อำนาจทางการเมืองไม่ดีกว่ารุ่นก่อน ก็กลับไปเหมือนยุคจอมพล ป. และสฤษดิ์ที่ใช้อำนาจเล่นงานฝ่ายตรงข้าม”

“คนที่ต่อต้านระบอบจอมพล ป. คือคณะเจ้า นายทหารอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ระบอบทักษิณ คนเล่นงานแกคือภาคสังคม กลุ่มเอ็นจีโอ ทักษิณ เจอศัตรูที่มาจากพลังประชาสังคม ในอดีตไม่มี”

“ดังนั้น ถ้าคุณทักษิณ ไปต่อให้ได้ ต้องเอาชนะประชาสังคม เพราะพวกนี้ยังอยู่ และโยงกับสัมพันธ์ฝ่ายทหาร และฝ่ายทุน แต่เป็นทุนตรงข้ามกับคุณทักษิณ”

“แต่ระบอบทักษิณแบบเดิมน่าจะล่มสลาย ไม่ฟื้นกลับมาอีก อยู่แค่ในนามของพรรคและตัวบางคนเท่านั้น ไม่ครบถ้วนเหมือนเดิม ไม่มีพลังรวมศูนย์ที่ทำให้คนเชื่อ ผลักดันนโยบายของตัวเองได้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาที่เป็นรัฐบาล นโยบายหาเสียงไว้ไม่กระดิกเลย”

“ทั้งแลนด์บริดจ์ ดิจิทัลวอลเลต พรรคเพื่อไทยต้องการหาเงิน แต่คนอื่นก็รู้ทัน ถูกกันไว้หมด จึงคิดว่าไม่มีทางไปแล้ว น่าจะหมด”

ปชน.ชนต่อทุนเก่า จารีต เจ้าสัว

อีกคำถามสำคัญคือพรรคประชาชน จะมาเป็นตัวนำในปีกประชาธิปไตยใหม่ได้หรือไม่ ? ศ.ดร.ธเนศมองว่า ยาก…

“คิดว่ายาก แต่เห็นด้วยว่าถ้าทำได้ อนาคตประชาธิปไตย การเมือง เศรษฐกิจ จะมั่นคง แต่ปัญหาพื้นฐาน ทุนเก่า-ทุนจารีต-ทุนเจ้าสัว-ทุนพ่อค้า ในยุคปัจจุบัน เมื่อเทียบกับตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีความเหมือนกันกับตอนนี้”

“รายได้ของพวกเจ้า ขุนนาง พ่อค้า คือการเก็บค่าต๋ง เก็บส่วนเกิน ให้ชาวบ้านไปทำไร่ ทำนา เก็บของป่า แล้วส่งขายออกนอก ซึ่งตลาดเมืองนอกมีราคาสูง แต่ไม่ได้ผลิตสินค้าใหม่ กลุ่มเหล่านี้จึงสะสมความมั่งคั่ง แต่ไม่ผันไปเป็นทุนที่ไปขยายการผลิต ไม่มีเทคโนโลยีและการสร้างช่างฝีมือที่จำเป็นสำหรับการสร้างเทคโนโลยีในการผลิตจึงไม่มีการขยายผู้ผลิตให้กว้างขวางมากขึ้น ผู้ผลิตจึงคล้ายกับไพร่แต่ก่อน อยู่แต่กับตระกูลใครตระกูลมัน”

“ส่วนในปัจจุบัน นายทุนไทย กินส่วนแบ่ง-ค่าเช่าที่ดิน ค่าเช่าอากาศ ทุกอย่างเก็บเป็นค่าเช่า รัฐไม่เคยทำให้เทคโนโลยีดีขึ้น ทุกคนก็รู้ว่าไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง SMEs เราจึงสู้เขาไม่ได้ ประเทศอื่นคิดล้ำหน้าไปแล้ว”

“สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือเปลี่ยนโครงสร้าง คือ เปลี่ยนโครงสร้างทุนนิยมแบบพ่อค้า มาเป็นนายทุนอุตสาหกรรม เพราะไม่มีเศรษฐกิจประเทศไหนที่เจริญได้โดยไม่มีอุตสาหกรรม”

“แต่วันนี้คนคิดอะไรได้ ก็ต้องขึ้นบริษัทเอกชนรายใหญ่ ถ้าคิดเองบริษัทเหล่านี้ก็เล่นงานคุณจนไปต่อไม่ได้ ดังนั้น นโยบายพรรคประชาชนจะชนตอพวกนี้ ถ้าเอาพวกนั้นก็เหมือนปฏิวัติสังคมนิยม”

ส่วน “ภูมิใจไทย” ก็เป็นตัวแทนอนุรักษ์ได้ไม่เหมือนกับพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ ศ.ดร.ธเนศมองว่า คงได้ไม่เหมือน อนุทิน-ทักษิณ คนละแบบ

“ทักษิณ” มีความเป็นทุนแบบอุตสาหกรรมมากกว่า

ส่วน “อนุทิน-เนวิน” เป็นนายทุนแบบศักดินา เหมือนต้นยุครัตนโกสินทร์

“พรรคภูมิใจไทยผมว่าไปไม่ถึง อาจจะมาได้พักหนึ่ง ไม่คิดว่าเป็นรัฐบาลได้นาน ก็จะสลายไป อยู่เท่าที่รักษาผลประโยชน์ตัวเองได้ ไม่ค่อยมีอนาคตเท่าไหร่”

“ส่วนระบอบทักษิณที่พ่ายแพ้ไป คำถามอันใหญ่คือใครจะมาแทน ถ้าไม่มีอะไรมาแทนก็วุ่นเหมือนกัน ไม่แน่เราอาจวิกฤตการเมือง ต่อไปกับประชาธิปไตยก็จะดิสรัปต์ปั่นป่วนกันอีกพักหนึ่ง”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทักษิณ ชินวัตร