ศุภจี แจง คุมมาตรการดูแลสินค้าไทยเข้ม จ่อลงพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ช่วยผู้ประกอบการ
รมว.พาณิชย์ ลุกแจงคุมเข้มมาตรการดูแลสินค้าไทย จ่อลงพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จัดมหกรรมการค้าชายแดน ช่วยผู้ประกอบการ
ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าแถลงนโยบายรัฐบาล ระบุว่า ครม.ขอแถลงหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล
จากนั้นเวลา 21.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงถึงนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ขอขอบคุณที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่รัฐบาล ซึ่งจะนำไปปฏิบัติต่อในเรื่องนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 60% ของจีดีพี ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการส่งออก 18% ซึ่งเป็นสัดส่วน 10% ของจีดีพี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลที่ผ่านมาที่มีการเจรจาตกลงสำเร็จ แต่ใน 4 เดือนข้างหน้า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะเจรจา ART ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2568 ซึ่งการที่นายสิทธิพล บอกว่ายังไม่เห็นในรายละเอียดก็เป็นไปตามนั้น เนื่องจากยังไม่มีการตกลงในรายละเอียดทางเทคนิค
นางศุภจีกล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าไทยว่า ได้มีการแก้ไขในเรื่องนี้แล้ว โดยมีการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ซึ่งได้รวบยอดจากหลายกระทรวงมาอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ที่เดียว นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงรายการเฝ้าระวังสินค้าที่ส่งไปยังสหรัฐ จาก 49 รายการ เป็น 65 รายการ
นอกจากนี้ ยังได้มีการเจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ที่จะประกาศแนวปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยจะดูแลและเจรจาโดยตรงไปยังสหรัฐ ซึ่งรวบรวมอยู่ในระบบเทคโนโลยี ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการดูแลตั้งแต่ต้นทางจากประเทศไทย ไปจนถึงปลายทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่คนอาจจะไม่เข้าใจ โดยจะเร่งทำความเข้าใจ โดยการประสานกับสมาคมหอการค้าไทยและอุตสาหกรรมไทย รวมถึงตลาดทุนไทย เพื่อคลายกังวล
ส่วนการปลอมแปลงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ได้มีการออกหนังสือไป 3 แสนกว่าฉบับ แต่มีหนังสือปลอมแปลงเพียง 5 ฉบับ ส่วนในปี 2568 ยังไม่พบการปลอมแปลง เนื่องจากได้นำระบบการป้องกันมาใช้ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากกรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากรปลายทางที่ทำให้สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และสามารถทำให้ตรวจสอบการปลอมแปลงได้
นางศุภจีกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ในการพัฒนาระบบตอบโต้การทุ่มตลาดด้วย AI ได้พัฒนาการพิจารณาคำขอจาก 4 เดือน เหลือ 1 เดือน รวมถึงกระบวนการอื่น ๆ ในการไต่สวนที่จะช่วยย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้มีการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อาทิ การเก็บภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท และเพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานสินค้า รวมถึงมาตรการตรวจสอบ และถอดสินค้าออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อปกป้องไม่ให้สินค้าทะลักเข้ามาทำลายผู้ผลิตในไทย
นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจในการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs เช่น การขยายตลาดใหม่ไปยังเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง แอฟริกาหรือละตินอเมริกา เป็นต้น ขณะเดียวกัน ผลจากการปราบปรามและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดนอมินี จึงมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก เป็นเรื่องที่เราไม่ละทิ้ง นอกจากนี้ ในการอภิปรายเรื่องที่ผู้อภิปรายยังไม่ได้พูด แต่ตนอยากชี้แจงเกี่ยวกับการลดค่าของชีพของประชาชน และการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนของมหกรรมธงฟ้า รวมถึงลดค่าครองชีพด้านสุขภาพ ยา และเวชภัณฑ์
ส่วนมาตรการจัดการและดูแลสินค้าทางการเกษตรนั้น เราต้องแก้ไขในระยะยาว ซึ่งมีการประเมินอุปทานและอุปสงค์ล่วงหน้า ผลักดันการส่งออกและกำหนดมาตรฐานนำเข้า ขณะเดียวกัน สถานการณ์ข้าวโลกมีอุปสงค์และอุปทานไม่ตรงกัน อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์จำกัดการนำเข้าข้าว ทำให้พบว่าสถานการณ์เข้าไทยปัจจุบันมีเหลืออยู่ 25.3 ล้านตัน แต่มีส่วนที่จะต้องบริหารจัดการเพียง 1.8 ล้านตัน ที่ต้องวางแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว
สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ส่วนตัวตนตั้งใจจะลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเตรียมทำมหกรรมการค้าชายแดน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยการผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และเร่งบรรลุข้อตกลง FTA ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-เกาหลีเกาหลีใต้