เวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “ห้วงแห่งความเงียบงัน” โดย ศ.ธงชัย วินิจจะกูล ที่คณะรัฐศาสตร์ มธ. ไม่เพียงย้อนมองโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519 แต่ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สะท้อนความเงียบงันในสังคมไทย ที่ยังคงปกคลุมเหตุการณ์ครั้งนั้น พร้อมตั้งคำถามต่ออดีต ความยุติธรรม และการจดจำร่วมของชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สำนักพิมพ์มติชนร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มธ. จัดเสวนา “6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงัน” เปิดตัวหนังสือ “ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” ผลงานของ ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ Moments of Silence ซึ่งว่าด้วยกลไกความเงียบและการจดจำในสังคมไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ตั้งแต่ช่วงเที่ยงมีผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรมทางการเมือง และประชาชนทั่วไป โดยหน้างานมีการจำหน่ายหนังสือแนวประวัติศาสตร์การเมือง รวมถึงผลงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
เวลาประมาณ 14.00 น. งานเสวนาในหัวข้อ “เหตุการณ์ 6 ตุลา ในการรับรู้ของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างไร?” เปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่สะท้อนมุมมอง โดยมีนายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือ “ขนุน” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 และน.ส.รติศา วิเชียรพิทยา ยูทูเบอร์เจ้าของช่อง “nailname” ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มธ.
น.ส.รติศา เล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า เริ่มรู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลาจากการเล่าของมารดาซึ่งเคยศึกษาในยุคนั้น และจากอาจารย์ที่อาจเคยเข้าป่า แต่เมื่อยังเด็กกลับสับสนกับเหตุการณ์ 14 ตุลา เพราะทั้งครูและสังคมไม่ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เธอเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยเลือกนำเสนอเหตุการณ์นี้ในการพรีเซนต์หน้าชั้นเรียน แต่กลับใช้ชื่อผิดเป็น “14 ตุลา” โดยไม่มีใครทักท้วง ซึ่งสะท้อนถึงความเงียบและการรับรู้ที่บิดเบือนในสังคมไทย

เธอระบุว่า เริ่มเข้าใจเหตุการณ์อย่างจริงจังเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะจากการเรียนวิชาของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ และการศึกษาเพิ่มเติมจากงานของ ศ.ธงชัย วินิจจะกูล จึงตระหนักว่าสังคมไทยมักนำเสนอเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา แยกออกจากกัน ทั้งที่มีความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์และการเมือง
รติศายังกล่าวถึงบทที่ 10 ของหนังสือ “ห้วงแห่งความเงียบงัน” ว่าเป็นตอนที่ประทับใจ เพราะพูดถึงการรวมตัวของ “คนเดือนตุลา” หลังพิธีรำลึกในปี 2539 ที่ต่อมามีความเห็นต่างทางการเมืองและอุดมการณ์จนไม่สามารถจัดงานร่วมกันได้ “บางคนเป็นคนเดือนตุลาสีแดง บางคนเป็นสีเขียว จนไม่อาจจับมือกันได้ ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยต่อสู้ร่วมกัน” เธอกล่าว พร้อมสะท้อนว่า นี่เป็นคำถามสำคัญต่อคนรุ่นใหม่ว่าในอนาคตหากเกิดการแบ่งแยก อุดมการณ์จะยังหลงเหลืออยู่หรือไม่
“ในมุมมองของเด็กรุ่นเรา อยากให้เรื่อง 6 ตุลา อยู่ในหนังสือเรียน เพื่อให้คนรุ่นหลังเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ถ้าประวัติศาสตร์ไม่ได้รับการชำระ ความปรองดองที่เกิดจากการฝืนมองข้ามความยุติธรรมก็จะกลายเป็นปัญหาซ้ำซ้อนในอนาคต” เธอกล่าว พร้อมฝากถึงคนเดือนตุลาว่าควรช่วยกันผลักดันไม่ให้เหตุการณ์นี้สูญหายจากความทรงจำของสังคมไทย
การเสวนาครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปิดตัวหนังสือ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ตั้งคำถามต่อความทรงจำทางการเมือง และท้าทายความเงียบที่ยังปกคลุมเหตุการณ์ 6 ตุลามาจนถึงปัจจุบัน
