Skip to content
ดูทั้งหมด

ห่วง ‘ประชานิยม’

18 ม.ค. 2569 | 09:17น.

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การเลือกตั้งเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะหมายถึงการเลือกอนาคตประเทศ ผ่านกระบวนการเลือกตัวแทน คือ สส.เพื่อไปหาตัวนายกฯ เดิมพันคืออำนาจบริหารประเทศ ความพยายามเอาแพ้ชนะจึงรุนแรง เลือกตั้งครั้งนี้มีเสียงเตือนและความห่วงใยจากหลายหน่วยงาน ในเรื่องการซื้อขายเสียง และการหาเสียงด้วยนโยบายจะแจกหรือจะให้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า คือการทุจริต คอร์รัปชั่น เสียงเตือนที่น่ารับฟังยังมาจากนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” บางตอนว่า นโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองมักใช้เงินจากสองแหล่ง คืองบประมาณแผ่นดินและเงินกู้ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นหนี้ของประเทศที่ประชาชนต้องร่วมกันรับภาระผ่านการจ่ายภาษีที่มากขึ้น ทำให้เอกชนเป็นห่วงและกังวลว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่จะใช้นโยบายเชิงประชานิยม ถ้าย้อนดูนโยบายการเลือกตั้งเมื่อ 3-5 ครั้งสุดท้าย ผลคือทำได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หรือพอทำก็กลายเป็นประเด็นปัญหาตามมา ทั้งจำนำ ประกันราคา สุดท้ายก็มีปัญหาต่อเนื่อง

ประธานกรรมการหอการค้าฯกล่าวอีกว่า ต้องการฝากการเมืองที่หาเสียงด้วยนโยบายที่จะแจก ควรดูกรอบวงเงินก่อนที่จะใช้เงินจากไหน ใช้อย่างไร และได้ประโยชน์อะไร เราไม่เคยคัดค้านการอัดเม็ดเงินเข้าระบบกระตุ้นและจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ แต่สิ่งที่หอการค้าฯต้องการเห็นคือ การใช้นโยบายประชานิยมไม่เน้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำไปสู่การสร้างนโยบายที่สร้างงาน อาชีพ สร้างรายได้ ประเทศเรากำลังมีปัญหา คือคิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดที่จะหาเงิน รวมถึงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ประชาชน การเมือง สิ่งที่ทุกส่วนต้องคำนึงคือ สิ่งที่ดำเนินการต้องไปสร้างงาน รายได้ และอาชีพ เช่นเดียวกับเรื่องของการลงทุนที่เราพูดมาตลอด คือการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการขออนุญาตจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ เป็นปัญหาที่พูดมาตลอด ร่างกฎหมายนี้ทำมาตั้งแต่ปลายปี 2559 แต่สุดท้ายก็ถูกเบรก โดยคนที่เสียประโยชน์ ถ้าจัดการตรงนี้ได้ ประเทศไทยคือที่สุดเลย ทุกอย่างจะเร็วไปหมด ไม่ต้องไปจ่าย ไปยื่นเอกสารกันมากมาย นักลงทุนเขาก็อยากจะมาลงทุนไทย

นอกจากนี้ ยังมีทรรศนะจาก นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เตือนว่านโยบายประชานิยมกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ กลายเป็นตัวล่อ แต่ไม่เกิดความสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจ ปัญหาของประเทศทุกวันนี้ต้องทำให้เกิดสมดุล โมเดลประชานิยมไม่ได้ผลแล้ว สุดท้ายกลายเป็นกับดักของประเทศ ส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดความน่าเชื่อถือลง อย่างนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คนที่ต้องจ่ายคือภาคเอกชน การพูดเอามันเพื่อให้คนเลือกเป็นนโยบายที่เป็นภาระกับเอกชน

ท้ายที่สุดทุกคนก็รับรู้ว่า ควรจะเป็นไปตามกลไก ปล่อยให้เป็นไปตามตลาด ทั้ง 2 ความเห็นจากสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ถือเป็นคำเตือนที่น่ารับฟัง เพื่อการใช้นโยบายโดยคำนึงถึงผลกระทบ ขณะที่ภาคการเมืองเองอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการประชานิยมในบางสถานการณ์ แต่ควรพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ