เปิดสูตรคำนวณ “ปาร์ตี้ลิสต์” 100 คน กกต.แจงเกณฑ์เลือกตั้ง สส.เขต 400 คน
เลือกตั้ง
กกต.เปิดเผยสูตรคำนวณ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน จากคะแนนรวมทั่วประเทศ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 400 เขต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยหลักเกณฑ์การคำนวณ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้
การคำนวณสัดส่วนของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 100 คน ที่มาจากบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่พึงจะได้รับ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
1.รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ
2.นำคะแนนรวมตามข้อ 1 หารด้วย 100 (มาจาก สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 100 คน) ผลลัพธ์ที่ได้ ถือเป็น “คะแนนเฉลี่ยต่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน”
3.นำ “คะแนนเฉลี่ยต่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ไปหารคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับผลลัพธ์ที่ได้” (เฉพาะส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม) คือ “จำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ”
4.กรณี “จำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ” รวมกันทุกพรรคไม่ครบ 100 คน ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ที่เป็นเศษ (ไม่มีจำนวนเต็ม) และพรรคการเมืองที่มีเศษหลังการคำนวณตามข้อ 3 พรรคใดมีเศษจำนวนมากที่สุด ให้ได้รับจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 1 คน เรียงตามลำดับ จนกว่าจะมีจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับ ครบจำนวน 100 คน ถ้าในลำดับใดมีเศษเท่ากัน และจะทำให้จำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อเกิน 100 คน ให้ตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีเศษเท่ากันจับสลาก
5.ให้ถือผู้สมัครตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองตามจำนวนที่พรรคการเมืองนั้นได้รับตามผลการคำนวณในข้อ 1-4 ได้รับเลือกตั้งเรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนครบจำนวน แต่ต้องไม่เกินจำนวนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้ส่งสมัคร หากได้จำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง 100 คน ให้ สส.แบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่
หลักเกณฑ์การประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต
1.ให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนสูงสุด และมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันหลายคน ให้ใช้วิธีการจับสลาก ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
2.เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียง มากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งนั้น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการให้มีการรับสมัครผู้สมัครใหม่ โดยผู้สมัครเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น
ย้อนรอยการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์จากการเลือกตั้งปี 2566
ในการเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศจำนวน 39,514,973 คะแนน เมื่อนำมาหารด้วยจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง จะได้คะแนนเฉลี่ยต่อ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ประมาณ 395,150 คะแนน
จากคะแนนเฉลี่ยดังกล่าว พรรคการเมืองที่ได้คะแนนใกล้หรือเกินตัวเลขนี้ในแต่ละช่วง จะได้รับการจัดสรร สส.บัญชีรายชื่อตามสัดส่วนคะแนนที่ได้รับ ตัวอย่างเช่น พรรคก้าวไกล ได้คะแนนรวม 14,438,851 คะแนน ได้รับการจัดสรร 39 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 10,962,522 คะแนน ได้ 29 ที่นั่ง
ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้คะแนน 4,766,408 คะแนน ได้รับ 13 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยต่อที่นั่งหลายเท่า ได้รับการจัดสรรพรรคละ 3 ที่นั่ง
ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระบบปาร์ตี้ลิสต์ใช้คะแนนเสียงรวมของพรรคทั่วประเทศเป็นตัวแปรหลักในการแปลงคะแนนเป็นจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ