นายกฯ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
‘อนุทิน’ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชูไทยพึ่งพาตนเอง ย้ำ “Make Love, Not War.”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 (Thailand Defence Industry Exhibition 2026: THAIDEF-EX 2026)
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเดินทางเข้าร่วมงานด้วยการยืนบนรถยนต์เกราะป้องกันทุ่นระเบิด หรือ “เฟิร์สวิน” พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

โดยมีคณะรัฐมนตรีร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวศุภมาส อิสระภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีด้วย
จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า วันนี้มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 หรือ Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม ไม่ใช่เพียงด้านการป้องกันประเทศและการรักษาอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังมีความพร้อมในการพึ่งพาตนเองและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทของโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง

หลายคนบอกว่าหมดยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จากโลกที่เคยพึ่งพาอาศัยกัน ซื้อขายได้อย่างคล่องตัว การจัดหาวัตถุดิบแทบไม่มีข้อจำกัด แต่วันนี้การค้าและการลงทุนกลับไม่ราบรื่นเหมือนเดิม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศกลับมาแบ่งขั้ว ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และเกิดข้อจำกัดในการผลิต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศต้องหันมาพึ่งพาตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการผลิต แทนที่จะรอซื้อสินค้าจากประเทศอื่น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับอุตสาหกรรม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพด้านการผลิต และมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งานนี้ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ภายในประเทศได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ หลายเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอากาศยานไร้คนขับ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม หรือวัสดุชนิดพิเศษ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยด้านความมั่นคง ก่อนต่อยอดมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อความมั่นคงของประเทศ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของอุตสาหกรรมไทย และเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่า ในฐานะรัฐบาลจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบูรณาการความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การวิจัย การพัฒนา และการผลิตของไทยเชื่อมโยงกันได้อย่างครบวงจร ส่วนการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวสำคัญด้านยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ศักยภาพการผลิต และความต้องการใช้งาน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยให้เป็นรูปธรรม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับประเทศไทย
จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธจัดแสดงอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยบริษัทของคนไทย พร้อมร่วมลงนามแสดงความยินดีด้วยปากกากระสุน โดยเขียนข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จ” ก่อนกล่าวย้ำกับผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า “Make Love, Not War.”


