ศุภชัย : ไม่ใช่ติ่งเผด็จการ มือกวาดญัตติร้อน เป็นกลางพูดง่ายทำยาก

สัมภาษณ์พิเศษ โดย ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

 

โลกโซเชียลมีเดียรู้จักหน้าค่าตา “ศุภชัย โพธิ์สุ” รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทันทีที่บอกให้ “จิรายุ ห่วงทรัพย์” ส.ส.กทม. “ระวังตัว” หลังถามว่า “จิรายุ” อยู่ซอยบ้านเดียวกับ “จ่านิว” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำร้ายจนสาหัสหรือไม่ !

จากการพูดเล่นพูดหยอกกลายเป็นเรื่องลุกลามที่ “ศุภชัย” คาดไม่ถึงว่าจะถูกกระแสโซเชียลตีกลับ ต้องขอโทษกลางสภาในวันรุ่งขึ้น

แต่ในทางกลับกัน “ศุภชัย” ส.ส.นครพนม 4 สมัย จากพรรคภูมิใจไทย แม้สอบตกปี 2554 ตกงานยาวรวมเวลา 8 ปี แต่เขาปักหมุดทำพื้นที่อยู่ใน จ.นครพนม กระทั่งเอาชนะ “ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์” คู่แข่งเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง ปี’62 โดยมีระยะห่างของคะแนนกว่า 27,000 แต้ม

เป็นบันไดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองประธานสภา เพราะน้อยคนที่จะเจาะพื้นที่มั่นของเพื่อไทยและชนะขาด

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “ศุภชัย” ในฐานะที่เป็น “มือกรองญัตติ” ทั้งของ ส.ส.ค้าน-ฝ่ายรัฐบาล เป็น “ข้อต่อ” สำคัญฝ่ายนิติบัญญัติในยามที่ฝ่ายรัฐบาลอยู่ในภาวะ “เสียงปริ่มน้ำ”

“ศุภชัย” บอกถึงหลักการทำงานเมื่อสวมหมวกรองประธานสภา ว่า “ความเป็นกลาง ความยุติธรรมคือหัวใจ แต่ต้องยึดระเบียบ ข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาปฏิบัติงาน”

“รู้ว่าความเป็นกลางพูดง่ายแต่ทำยาก พยายามทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ต้องตรวจสอบตัวเองตลอดเวลาว่าขณะนี้เราเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร เพราะทุกอิริยาบถไม่ได้อยู่ในสายตาของสมาชิก 500 คน แต่อยู่ในสายตาของประชาชนทั้งประเทศด้วย” 

นึกถึงเกียรติ ส.ส.

“การทำหน้าที่ประธานของผม ผมคำนึงเกียรติและศักดิ์ศรี ส.ส.ต้องรู้ว่า ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้น ทุกอย่างที่เขาสะท้อน แสดงออกมา หรือข้อมูลที่นำเสนอประธานต้องรับฟังและให้เกียรติ เพราะชาวบ้านคิดว่าเลือก ส.ส.มาแล้วแก้ปัญหาความเดือดร้อน ค่าครองชีพ ราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ส.ส.จึงต้องนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมาสะท้อนให้มากที่สุด ดังนั้น อะไรที่มากไป ผิดระเบียบ ข้อบังคับ เราก็ตักเตือนด้วยความหวังดีให้ดำเนินการแก้ไข”

“พูดตามตรง ชื่นชม ส.ส.ใหม่เข้ามาไม่กี่สัปดาห์ แม้สัปดาห์แรก ๆ จะชุลมุนวุ่นวายหน่อย แต่ตอนนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจในบทบาท อำนาจหน้าที่ของตนเอง เริ่มเข้าใจในข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ประธานเตือน เสนอแนะเขาจะเริ่มปรับปรุง ถ้า ส.ส. 500 คนประคองตัวได้ดีอย่างนี้ตลอดไป เชื่อว่าเกียรติและศักดิ์ศรีของ ส.ส.จะกลับคืนมา”

ล้างภาพหลอนสภาปาแฟ้ม 

ก่อนนี้วิกฤตในสภาผู้แทนราษฎรขัดแย้งหนักถึงขั้นปาแฟ้ม ลากเก้าอี้ประธานสภา “ศุภชัย” เชื่อว่าสถานการณ์วันนี้ต่างจากในอดีต แต่ก็เตรียมวิธีป้องกันเอาไว้

“เวลาผมนั่งเป็นประธานเมื่อมีอะไรที่ส่อไปในคำพูดที่จะเกิดปัญหา ความวุ่นวาย ก็จะเตือนท่าน ส.ส.ไว้ก่อน ถ้าออกนอกลู่นอกทาง เตือนด้วยความนุ่มนวลและความเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็น ส.ส.” 

“ประเด็นที่หมิ่นเหม่ ละเอียดอ่อน เกิดการทะเลาะกันหนีไม่พ้นเรื่องการเมือง เพราะถ้าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ส.ส.พร้อมเพรียงกันมาก เช่น ญัตติการแก้ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ ส.ส.ทุกฝ่าย 100 เปอร์เซ็นต์เป็นเอกภาพ แต่พอพูดถึงเรื่องปัญหาความแตกแยก ปัญหาความขัดแย้ง โทษกันไป โทษกันมา ก็จะนำไปสู่การทะเลาะกันทันที ผู้เป็นประธานต้องคุมให้อยู่ในประเด็น”

มรดก คสช.ของร้อนที่ต้องระวัง

จังหวะรุกทางการเมืองของฝ่ายค้าน เปิดฉากทันทีตั้งแต่ยกแรก มีการเสนอให้สภาตรวจสอบมรดก คสช.อย่างแข็งขัน เสนอ “ญัตติว่าด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อสอบสวนและสอบสวนกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.” จนถึงยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“ศุภชัย” มองว่า “ถือเป็นญัตติร้อน ถ้าเราประคับประคองไม่ดี ก็จะก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจไปเรื่อย ๆ แน่นอน”

“เช่น ฝ่ายค้านยื่นญัตติเพื่อสอบสวนที่มาของสมาชิกวุฒิสภาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เราต้องมาดูรัฐธรรมนูญ ญัตติที่ส่งเข้ามาโดยหลักการ ถ้าอยู่ในอำนาจหน้าที่สภาใดสภาหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของสภานั้นต้องไปบรรจุแน่นอน แต่เมื่อฝ่ายกฎหมายดูละเอียดแล้วว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่สภาผู้แทนฯ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ให้สภาแต่ละสภาสามารถตั้ง กมธ.แห่งสภาตน เพื่อสืบสวนตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล”

“ถึง ส.ส.ผู้ยื่นญัตติบอกว่าไม่ได้ตั้ง กมธ.เพื่อไปตรวจสอบ ส.ว.แล้วไปตรวจสอบที่มา…จะไม่เป็นการตรวจสอบ ส.ว.ได้อย่างไร จึงไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่อำนาจ ถ้าจะตรวจสอบ ส.ว.ก็ให้ ส.ว.ตั้ง กมธ.เพื่อตรวจสอบความชอบธรรมของเขาได้ รวมทั้งการสรรหา ส.ว.เป็นอำนาจที่สมบูรณ์แบบของ คสช.โดยมีรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 รองรับ เป็นอำนาจ คสช.ไม่ใช่การกระทำของรัฐบาล”

“ดังนั้น แม้จะมีปัญหาความคิด ความรู้สึกบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่เชื่อว่าถ้าสมาชิกไปดูข้อบังคับของสภาและรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าในที่สุดต้องเข้าใจ”

หน้าที่หลักของ “ศุภชัย” เหมือนตัวกรองญัตติ เขาตอบว่า “ก็ถูก…แต่ก่อนจะมาถึงผมผ่านเจ้าหน้าที่คณะทำงานหลายชุด ถ้าประเด็นเปราะบาง เจ้าหน้าที่ต้องเชิญที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จบปริญญาโทด้านกฎหมาย จบเนติบัณฑิต”

“แต่ไม่ได้เอาตามเจ้าหน้าที่ทั้งหมด คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ผม และถ้าผมยังตัดสินใจไม่ได้ ผมก็ไปหารือท่านประธานชวน หลีกภัย หารือท่านสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน เพราะหลายอย่างอ่อนไหว เปราะบางมาก ถ้าเราพลาดไปจะเป็นตัวฉีกให้เกิดความแตกแยกกันมากขึ้น ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าทำอย่างไรจะประสานรอยร้าวของสังคม กอบกู้เกียรติภูมิของสภา”

ความหวั่นใจที่เป็นประธานรัฐสภา-รองประธานรัฐสภา ในอดีตเคยถูกยื่นถอดถอนมาแล้ว “ศุภชัย” ไม่ห่วง

“ถ้ายึดหลักกฎหมาย กติกา กฎเกณฑ์ข้อบังคับเราไม่ควรไปหวั่นไหว ถ้าหวั่นไหวก็คงไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ถ้าเราทำผิดข้อบังคับ ทำผิดรัฐธรรมนูญ คือสิ่งที่เราควรจะหวั่นไหว ฝ่ายค้านอาจพูดว่าร่วมมือกับ คสช.หรือเปล่า สื่อมวลชนติงว่าเป็นติ่งของเผด็จการ ผมดูผ่านๆ ไม่ได้สนใจ แต่เอามาเตือนตัวเองว่าอย่าเป็นอย่างนั้นจริง”

เวลาพิสูจน์ความเป็นกลาง

เมื่อประมุขฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทั้ง 3 คน อาจถูกมองว่าเป็นเกมรุมเขี่ย “ญัตติ” ของฝ่ายค้าน “ศุภชัย” แย้งว่า…”ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ จากการกระทำ เวลาผ่านไปฝ่ายค้านและรัฐบาลจะมองเห็นว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกคนจริง ๆ ผมปฏิบัติหน้าที่ในสภาไม่ได้คิดว่าใครอยู่ฝ่ายไหน”

เบาใจ ชวนเป็นแบ็ก

ถามว่าเบาใจขึ้นไหมที่มีระดับ “ชวน หลีกภัย” เป็นแบ็ก “ศุภชัย” หัวเราะก่อนตอบว่า “ถือว่าเบาใจ มีทั้งท่านชวน และท่านสุชาติ ถือเป็นผู้อาวุโส มีประสบการณ์ในสภายาวนาน ผมเป็นเพียงตัวประกอบเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง แต่เบาใจได้เรียนรู้งานจากท่านชวนและท่านสุชาติเพิ่มขึ้น”

“แรก ๆ ก็หวั่นไหวมาก (หัวเราะ) เพราะ ส.ส. 500 คน 500 ความคิด แต่พอมาถึงวันนี้เราเห็นแล้วว่า ส.ส.มีคุณภาพ มีความหวังดีกับประเทศ เราก็เบาใจขึ้นเยอะ และได้คนเจ้าหลักการอย่างท่านชวน และคนที่ประสบการณ์เยอะอย่างท่านสุชาติมาอยู่ข้าง ๆ ทำให้โล่ง…เบาใจขึ้นเยอะ”

ไม่ใช่หน้าที่ประคองรัฐบาล

การเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในยุคที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ต้องคอยระวังหลังให้รัฐบาลหรือไม่ “ศุภชัย” ยืนยันว่า ประธานสภา รองประธานสภาไม่เป็นแบ็กให้ใคร แต่เป็นแบ็กให้ ส.ส.ทุกคน เพราะแม้มาจากฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้เราต้องตัดคำว่า “พรรค” ออก แต่คำว่า “พวก” มี พวกเราทุกคนในสภา

“เรื่องเสียงปริ่มน้ำของทั้งสองฟากฝั่งทำให้การทำงานลำบาก ยากขึ้นไหม…ยอมรับว่ายุ่งยากพอสมควร ผมไม่ได้วิตกว่ารัฐบาลจะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ มันไม่ใช่หน้าที่ผมที่จะต้องไปประคับประคองรัฐบาล แต่หน้าที่ผมคือภารกิจของสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน”

เมื่อการโหวตกฎหมายงบประมาณในวันข้างหน้า ชี้ชะตาว่าจะอยู่หรือไป “ศุภชัย” มองในฐานะ ส.ส.คนหนึ่งเชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ถูกคว่ำกลางสภา

“ส.ส.ส่วนใหญ่มีจิตสำนึกอยู่แล้วในการรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนร่วมกัน ไม่ใช่จะไปตีรวนทุกเรื่อง ถามว่าถ้าล้มรัฐบาล ล้มงบประมาณไป ได้ประโยชน์อะไร เพราะยุบสภา ต้องไปเลือกตั้งกันใหม่ กว่าจะตั้งรัฐบาลได้จะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน แต่ปัญหาของประชาชนรอคอยไม่ได้ เชื่อว่า ส.ส.ทุกคนจะช่วยกันประคับประคองให้สภาเดินไปได้ มีอะไรก็พูดกันตรงนี้ แก้กันตรงนี้ดีกว่าให้ประชาชนมาเดินบนถนน”

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

Previous articleเมืองตรังเนรมิต “วังนกน้ำ” สู่แหล่งเที่ยวแห่งใหม่
Next articleไทยร่วมวงถก WTO จี้สหรัฐทบทวนการใช้มาตรการกับสินค้าไทย อาจไม่สอดคล้องหลักการค้าโลก