ปิยบุตร ขับเคลื่อน 2 ขา ก้าวหน้าชนะเลือกตั้งท้องถิ่น ก้าวไกลปักธงรัฐบาลพรรคเดียว


เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวถึงปัญหาการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)  ตอนเราตั้งพรรคอนาคตใหม่ นโยบายที่ชูธง คือ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น เพราะเรามองว่าการเอาอำนาจที่กระจุกส่วนกลาง คืนให้กับท้องถิ่นนั้น ต้องอาศัยทั้งการเมืองระดับชาติและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งการเมืองระดับชาติจะต้องเข้าไปเป็นรัฐบาลให้ได้ เพื่อเอาอำนาจที่กระจุกอยู่ส่วนกลางไปให้ท้องถิ่น เพราะเราพูดถึงเรื่องกระจายอำนาจกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 จนถึงปัจจุบัน 20 กว่าปี ก็ไปไม่ถึงไหน ดังนั้น จึงต้องมีรัฐบาลที่จริงจังเรื่องดังกล่าว และเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำก็ยังไม่พอ ต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียว เพื่อผ่องเอาอำนาจมาอยู่ท้องถิ่น

นายปิยบุตร กล่าวว่า  ส่วนการเมืองท้องถิ่นนั้น ที่สร้างสรรค์และต่างไปจากเดิม แม้คนจะบอกว่าการกระจายอำนาจก็คือการกระจายคอรัปชั่น เพิ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ คนจึงไม่สนับสนุน จึงต้องทำสองส่วนประกอบกัน แต่เมื่อถูกยุบพรรคไป เพื่อนที่ย้ายไปอยู่พรรคก้าวไกลก็ยืนยันว่าจะเดินตามแนวของพรรคอนาคตใหม่ ดังนั้น เพื่อนเหล่านั้นต้องไปสู้ในสนามระดับชาติเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้เพื่อจัดการเรื่องนี้ ส่วนคณะก้าวหน้าตั้งใจว่าจะส่งเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับ ตั้งแต่ อบจ.เทศบาล อบต.7 พันกว่าแห่งทั่วประเทศ จะมีผู้สมัครจากคณะก้าวหน้าลงทั้งหมด

“ตอนที่เริ่มคิดเรื่องนี้มีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ นักการเมืองอาวุโส สื่อมวลชน ให้คำแนะนำมาว่าจะเอาอย่างนี้จริงๆ หรือ มันอันตรายมาก เพราะที่ผ่านมาไม่มีพรรค ไม่มีกลุ่มการเมืองระดับชาติที่ลงท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน เพราะหากการเมืองระดับชาติมาเล่นท้องถิ่นด้วย ผลที่ตามมาคือทะเลาะกันจนพรรคแตก เพราะ ส.ส.ที่อยู่จังหวัดเดียวกันสนับสนุนผู้สมัครท้องถิ่นคนละกลุ่มกัน และหากชนะเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่หากเลือกตั้งระดับชาติกลับเป็นฝ่ายค้านจะไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลนั้นๆ เลย แต่เรามาทบทวนและคิดว่าต้องลองทำ ถ้าไม่เริ่มทำการเมืองระดับชาติและการเมืองท้องถิ่นทั้งสองขา การเมืองจะไม่เปลี่ยน” นายปิยบุตร กล่าว

เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ คนธรรมดา ไม่อิงบ้านใหญ่

นายปิยบุตร กล่าวว่า หากเกิดความแตกแยกขึ้น ก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นการเมืองระดับชาติกับท้องถิ่นจะแยกขาดกัน ทั้งที่ควรสอดประสานกัน ในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้ว่าจะเกิดความขัดแย้ง แต่ถ้าหากจะเกิดต้องประคับประคองแก้ไขกันไป และหากวันหนึ่งผู้สมัครท้องถิ่นชนะเลือกตั้ง แต่ในภาพใหญ่กลับเป็นฝ่ายค้าน ก็จะพบอุปสรรคแน่นอนในการเจอกระทรวงที่เป็นของอีกพรรคหนึ่ง เป็นเรื่องต้องสู้กันอย่างเปิดเผย และหากประชาชนสนับสนุน รัฐบาลก็ขวางไม่ได้

“ดังนั้น การเมืองท้องถิ่นแบบใหม่จะต้องสร้างสรรค์ สู้กันด้วยนโยบาย ซึ่งเป็นจุดเด่นของเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เพราะในอดีตไม่มีนโยบายที่แข่งกันเลย มีแต่สานงานเก่า ก่องานใหม่ แข่งกันที่นามสกุล อิทธิพล การหาเสียงแทบไม่ปรากฏ ดังนั้น นายธนาธรจึงให้การบ้านไป อบจ.แต่ละที่มีงบประมาณเท่าไหร่ 4 ปีถ้าได้เป็นนายกฯ จะทำอะไร อย่างน้อยๆ ต้องมีคนละ 4-5 นโยบาย นอกจากนี้ ยังเปิดให้คนรุ่นใหม่ คนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ได้มีโอกาสทำงานการเมืองท้องถิ่น” นายปิยบุตร กล่าว



เปิดโอกาสให้คนร่วมจัดงบประมาณ

เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเมืองท้องถิ่นแบบเดิมแบ่งเค้กกันทั้งในท้องถิ่นและระดับชาติ แต่คณะก้าวหน้าจะเปลี่ยนใหม่ เน้นที่ประชาชนเป็นหลัก นายใหญ่ บ้านใหญ่ของเราคือประชาชนในจังหวัดนั้น ส่วนปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ที่ผ่านมาเวลาท้องถิ่นจะโหวตหรือตัดสินใจทำโครงการอะไร เชื่อว่าคนในจังหวัดไม่เคยรู้เรื่องว่าเอางบประมาณไปทำอะไรบ้าง จึงเน้นการมีส่วนร่วมตั้งแต่คิดนโยบาย หลายทีมที่เราส่งเลือกตั้งต้องไปทำประชุมในจังหวัดแล้วสังเคราะห์นโยบายขึ้นมา นอกจากนี้ ยังเสนอให้การประชุมสภาท้องถิ่นต้องมีการถ่ายทอดสด การทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนในพื้นที่สามารถกำหนดว่าเอางบประมาณไปทำอะไรในพื้นที่

“จากการลงพื้นที่มีปัญหาตรงที่ประชาชนยังไม่ทราบว่าจะมีการเลือกนายก อบจ. และสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ในวันที่ 20 ธันวาคม ประชาสัมพันธ์น้อยมาก และวันเลือกตั้งแทนที่จะกำหนดวันหยุดยาวติดๆ กัน ไปให้เลือกวันที่ 20 ธันวาคม เพิ่มภาระในการกลับบ้านไปใช้สิทธิ์ นอกจากนี้ กติกาเลือกตั้งหยุมหยิมมาก ต้องมีขนาดป้าย ผู้ผลิตป้าย ถ้าพลาดเรื่องเล็กๆ จะนำไปสู่การร้องเรียน แทนที่แข่งกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการออกนโยบาย แต่กลับแข่งกันจับผิด หรือแม้กระทั่งการกำหนดอายุผู้สมัคร ไว้ที่ 35 ปี ทำให้หลายคนพลาดโอกาสสมัครผู้บริหารท้องถิ่น นอกจากนี้ ผู้หญิงส่วนใหญ่เวลาพูดคุยในครอบครัว จะตัดสินใจว่าโหดเกินไปจึงมีผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงน้อย” นายปิยบุตร กล่าว

แฉถูกขอซื้อตัวผู้สมัคร – ฝากเลี้ยง

นายปิยบุตร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องอิทธิพลการข่มขู่คุกคาม ขอซื้อตัวผู้สมัคร ให้ผู้สมัครเกียร์ว่างหรือแอบฝากเลี้ยง พยายามป้องกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ยอมรับตรงไปตรงมาว่าขนาดเป็นพรรคเมื่อถูกยุบยังมีคนย้ายพรรค เรื่องท้องถิ่นยิ่งคุมยากเพราะไม่มีกฎหมายบังคับ แต่จะพยายามคัดกรองให้ดีที่สุด ยังเชื่อมั่นว่าทุกคนเดินหน้าต่อไปด้วยกัน   

“สภาพปัญหาล่าสุดในการหาเสียง คือเจอคนเห็นต่างมาแสดงออก ขัดขวางการณรงค์หาเสียง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เป็นไปไม่ได้ที่ทำให้คนคิดเหมือนกัน แต่มีการเจาะจงว่า ถ้า ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ วานิช ไปที่ไหนจะตามไป หมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไมได้คิดเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ต้องการโจมตีธนาธร ผมและพรรณิการ์ สิ่งที่กังวลใจคือ ตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราคิดว่าจะลดการเมืองเชิงแบ่งขั้วเหลืองแดงในอดีต แต่ตอนนี้มีการขีดเส้นแบ่งใหม่โดยฝ่ายรัฐ ทำให้เห็นว่าเวลาเดินไปที่ไหนจะมีคนต่อต้านทุกที่ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการตอบรับดีมาก แต่มีคน 2-3 คนถือป้าย แล้วมาถ่ายไลฟ์แล้วมาปล่อยในโซเชียล ที่เจอเยอะที่สุดมีแค่ นครศรีธรรมราช เท่านั้นมีขบวนการที่ชวนกันมา” นายปิยบุตร กล่าว

ย้ำ ไม่ได้อยู่เบื้องหลังราษฎร

สาเหตุส่วนหนึ่งคือสัมพันธ์กับการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและเยาวชน ประชาน พวกเขาเหล่านั้นมีความคิดฝังหัวอยู่เสมอว่านายธนาธร ตน อยู่เบื้องหลังการชุมนุม เรายืนยันทุกครั้งว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการชุมนุม แต่เราก็ไม่ปฏิเสธว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่เป็นหนึ่งในหลายชนวนเหตุที่ทำให้คนออกมาชุมนุม แต่วันนี้ไปไกลกว่าเรื่องของตน นายธนาธร และการยุบพรรคแล้ว มีหลายประเด็นเข้ามาปนแล้ว และเขาคิดเขาเชื่อแบบนี้ถ้าใช้วิธีคิดแบบการชุมนุม นปช. กปปส. หรือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งผิดทั้งหมด การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีแกนนำ ผู้จัดชุมนุม พอเขาคิดแบบเก่าจึงคิดว่าพวกตนเป็นคนจัดชุมนุม ดังนั้น ถ้าอยู่เบื้องหลังจัดการชุมนุมจริงๆ ไม่มีเวลาหาเสียงแน่ๆ

ธนาธร คือเหยื่อระบายอารมณ์

เขาอาจไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของขบวนการนักศึกษา แต่ไม่รู้ว่าจะแสดงออกอย่างไร ครั้นจะเข้ามาอยู่ในม็อบชนม็อบก็ไม่ถูกต้อง แต่ไม่รู้จะแสดงออกกับใคร บังเอิญเจอนายธนาธร ตน เขาอยากแสดงออก สุดท้ายนายธนาธรจึงกลายเป็นเหยื่อของการระบายออก พยายามหาทางสื่อสารออกมา เราพยายามเข้าใจ ดังนั้น จึงเหลือเวลา 2-3 สัปดาห์เป็นโจทย์ที่ต้องตีให้แตก เพราะกังวลว่าอาจทำให้บรรยากาศทางการเมืองทั้งหมดจะย้อนไปเหมือนสิบกว่าปีที่แล้ว จะประคับประคองไม่ให้เปิดทางให้อำนาจนอกระบบกลับเข้ามาอีกครั้ง และจะทำใมห้บรรยากาศการเมืองท้องถิ่นถูกบิดผันไป กลายเป็นการแบ่งขั้วพุ่งเป้ามาที่ตนและนายธนาธร ซึ่งไม่เกี่ยวเลย

หวังเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่น

นายปิยบุตร กล่าวว่า คณะก้าวหน้าหวังไว้ 2 อย่าง 1.หวังว่าจะได้รับความไว้วางใจ ได้คะแนนเสียงมากอย่างมีนัยสำคัญ สามารถชนะในจังหวัดที่มีการผูกขาดต่อเนื่องหลายสิบปี จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองท้องถิ่นไทยอีกรอบหนึ่ง กลุ่มผูกขาด อิทธิพลแบบเดิมไม่สามารถทำงานได้แล้วในระดับท้องถิ่น หวังที่ 2. เราจะได้มีโอกาสบริหารระดับท้องถิ่น หากมีบางจังหวัดที่ชนะจะได้นำนโยบายที่คิดไปผลักดันทำได้ อาจส่งผลถึงการเมืองระดับชาติ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ