“ชวลิต” พท. เชื่อ  รีเซ็ตสมาชิกพรรค เป็นแผนต่อท่ออำนาจ จี้ รัฐบาลเคารพกฎหมาย ที่ประกาศใช้ไปแล้ว

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มการเมืองเสนอรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า เป็นการกระทบสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญและสุ่มเสี่ยงกระทบโรดแมปการเลือกตั้ง ถ้าสังเกตให้ดี กลุ่มการเมืองดังกล่าวจะเป็นคนหน้าเดิมที่ไม่ยอมรับกติกาบ้านเมือง เคยจุดประเด็นการเมืองจนนำไปสู่ความขัดแย้งและมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้ปกครองประเทศด้วยอำนาจพิเศษมา 3 ปีกว่า ซึ่งชาวโลกไม่ยอมรับ ไม่ปฏิสัมพันธ์ทางการค้าด้วย จนกว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังเช่น ครม.EU ได้ส่งสัญญาณมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ดังนั้น การจุดประเด็นรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองครั้งนี้ จะเป็นการร่วมมือกันในการต่อท่ออำนาจ หรือไม่ หรือจะเป็นการทวงบุญคุณกันหรือไม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประการใดล้วนส่งสัญญาณขัดขวางการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย

“ผมมีข้อสังเกตอยู่ 3 ประการ ที่จะฝากรัฐบาลคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสังคมช่วยกันพิจารณา 1. ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาเป็นเวลาหลายปีเคยใช้สิทธิเลือกตั้งหลายครั้ง เขาทำผิดอะไรถึงจะไปตัดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมาใหม่ ก็ต้องก่อร่างสร้างตัว ไม่ใช่ใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมทำลายผู้อื่น ซึ่งสังคมอารยะเขาไม่ทำกัน 2. กรธ.จะต้องรับผิดชอบป้องกัน พ.ร.ป.พรรคการเมืองอย่างเต็มกำลัง เพราะช่วงการพิจารณาร่าง พรป.ดังกล่าว กรธ.ได้ทำหน้าที่ชี้แจงแสดงเหตุผลนานัปการว่า พรป.นี้เหมาะสมและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ  ประการสำคัญ พรป.นี้ยังไม่ได้ใช้เลย เพราะมีคำสั่ง คสช.ตาม ม.44 กำกับอยู่ หากจะมีการแก้ไขตามแรงกดดันดังกล่าว แสดงว่า กรธ.และ สนช.บกพร่อง และไม่รอบคอบ ใช่หรือไม่  และทั้ง กรธ.และ สนช. จะรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะสมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ทำอะไรผิด” นายชวลิต กล่าว

นายชวลิต กล่าวอีกว่า 3. ช่วง 3 ปีเศษที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของรัฐบาลได้ประกาศ ได้แถลง ได้ให้สัมภาษณ์ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนนับไม่ถ้วน “ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย”  แต่การที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม พรป.พรรคการเมืองที่รัฐบาลเป็นผู้ออกมาเสียเอง รัฐบาลจะตอบประชาชนและชาวโลกอย่างไร การที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่รัฐบาลออกมาเสียเองนับเป็นการทำลายความเชื่อมั่นประเทศอย่างร้ายแรง ชาวโลกและนักลงทุนที่ไหนจะมาเชื่อมั่นประเทศนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก