Skip to content

เปิดบทเรียน สอบตกย้ายพรรค “ปรพล” ก่อรวมไทยสร้างชาติ สอบซ้ำสมัยหน้า

15 เม.ย. 2565 | 08:30น.
เปิดบทเรียน สอบตกย้ายพรรค “ปรพล” ก่อรวมไทยสร้างชาติ สอบซ้ำสมัยหน้า
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ปิยะ สารสุวรรณ

บนม้านั่ง “พรรคสำรอง” ชื่อของ “รวมไทยสร้างชาติ” ถูกกล่าวขานให้เป็น “ท่อต่อ” อำนาจทางการเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในการคัมแบ็กเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สมัยที่สาม

“ปรพล อดิเรกสาร” กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงลูกเล่นที่ทำให้ชื่อของ “รวมไทยสร้างชาติ” ยังคงก้องอยู่ในแก้วหู

พรรคพี่-พรรคน้องพลังประชารัฐ

“รวมไทยสร้างชาติอยู่ในกระแสข่าวตลอด มีอะไรพิเศษให้คอยลุ้น คนนี้จะมาไหม คนโน้นจะมาไหมให้ได้พูดถึงตลอดเวลา”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุผลที่ทำให้ “รวมไทยสร้างชาติ” ยังถูกพูดถึงไม่เงียบหาย เพราะ “แรมโบ้” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ก่อตั้งพรรค ที่ยังมีชื่ออยู่ในกระแสข่าวทั้งด้านบวก-ด้านลบ จนได้รับชื่อเล่นว่าเป็น “พรรคแรมโบ้”

“ท่านบอกว่า อย่าไปเรียกว่า พรรคแรมโบ้ แต่ท่านอยู่ในกระแสข่าวไง จับประเด็นอะไรก็เป็นข่าวตลอด”

ชื่อ “บิ๊กเนม” ที่ถูกพาดพิงเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ไล่ตั้งแต่ “บิ๊กฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย จนถึง “บิ๊ก ต.” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งย้ายสำมะโนครัวออกจากพรรคพลังประชารัฐมาหมาด ๆ

“ก็รอดู คงมีตามที่พี่แรมโบ้ประกาศไป (เดือนกรกฎาคม) แต่ขอเวลาอีกนิดหนึ่ง ให้เราจัดบ้านให้เรียบร้อย สวยงามน่าอยู่ก่อน ก่อนจะเชิญแขกมาอยู่”

อีก 1 บิ๊กเซอร์ไพรส์ คือ “แคนดิเดตนายกฯ” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่พร้อมจะชูชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” แม้วันนี้ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

“แน่นอนอยู่แล้ว จุดยืนของพรรคได้ประกาศไปแล้ว ว่า หนึ่ง ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สอง สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกสมัย”

ในช่วงนั้นกระแส “พรรคสำรอง” เริ่มหนาหูขึ้น หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ออกอาการ “เพลี่ยงพล้ำ” ทางการเมือง-ความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐถล่มเข้าใส่
ทว่า “ศิษย์เก่าพรรคพลังประชารัฐ” มองว่าอาจจะบังเอิญกันพอดี เพราะรวมไทยสร้างชาติเตรียมเดินหน้าตามไทม์ไลน์

“เราเป็นพรรคคู่ขนาน เป็นพันธมิตรกัน เราไม่ได้มาแข่งกัน เรามาช่วยเสริมซึ่งกันและกัน เราสนับสนุนนายกฯคนเดียวกัน เป็นพรรคพี่พรรคน้อง”

อยู่ฝั่งรัฐบาลชิงความได้เปรียบ

“ปรพล” วิเคราะห์ว่า ในสถานการณ์ที่มีพรรคการเมืองเป็นตัวเลือกประชาชนมากขึ้น ต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น ต้องส่งทีมวิจัยเดินเท้าเคาะประตูทุกหลังคาเรือน

“ต้องส่งทีมวิจัยลงไปเดินเท้า ลงไปสำรวจ ลงไปถามความต้องการของชาวบ้านจริงจัง ไม่ใช่การสุ่มลงไปทำไม่กี่หลังคาเรือน ไม่ได้ ต้องลงไปลึก-ลงไปคลุกคลี ไปเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านจริง ๆ ว่าเดือดร้อนเรื่องอะไร ต้องรู้ปัญหาอย่างลึกซึ้ง ถึงจะเข้าไปถึงคะแนนที่คาดหวังว่าจะได้จากคนเหล่านี้ จะคิดในห้องแอร์ 2-3 ข้อและประกาศออกมา มันหมดสมัย”

“การช่วงชิงคะแนนจากประชาชนสมัยนี้ไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อน เค้กมีอยู่เท่าเดิม แต่ตัวแบ่งเยอะขึ้น สุดท้ายก็กลับมาที่จุดแข็งของผู้สมัคร นโยบายของพรรค ประกาศมาแล้วโดนใจประชาชนไหม ถ้าพรรคการเมืองสามารถ offer นโยบายที่โดนใจประชาชนได้ ผมว่าคะแนนก็ไม่หนีไปไหน”

“ทำไมสมัยก่อนไทยรักไทยถึงเข้าถึงประชาชนได้ดีมาก เพราะประกาศนโยบาย 3 ด้าน แก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น”

“ประกาศออกมาปุ๊บ โดนใจประชาชน ซึ่งตอนนั้นไทยรักไทยมีทีมลงไปวิจัย ลงไปสำรวจทุกหมู่บ้าน ความต้องการคืออะไร แล้วเอามาประมวล วิเคราะห์ สกัดออกมาเป็นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค วันนี้ยังถูกพูดถึงอยู่ กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร ทุกวันนี้คนก็ยังจำอยู่”

เจ้าของโปรไฟล์ 7 พรรคการเมือง-อยู่มาแล้วทุกขั้วอำนาจ ประเมินสถานการณ์ อย่างไรจึงเลือกอยู่ข้าง “ลุงตู่” ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

“แน่นอน คนเป็นรัฐบาลจะได้เปรียบ ประชาชนเห็นผลงานในช่วงที่เป็นรัฐบาล ตัว ส.ส.ฝั่งรัฐบาลก็มีผลงาน สิ่งที่รัฐบาลทำ ชาวบ้านจดจำ การดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน เป็นข้อได้เปรียบ นอกจากรัฐบาลไม่มีผลงานอะไรเลย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามีผลงาน ชาวบ้านไม่ลืมแน่นอน อยากจะให้กลับมาอีก”

เล่าเรื่องตัวเพื่อไทยหัวใจเนวิน

ก่อนที่ “ปรพล” จะเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านหลังใหม่-รวมไทยสร้างชาติ อดีต ส.ส.สระบุรี เพื่อไทย เล่าย้อนกลับไปถึงสาเหตุของการถูกขับออกจากพรรคเมื่อปี’52 จนถูกคนในแวดวงการเมืองหยิกแกมหยอกว่า “ตัวเพื่อไทย หัวใจเนวิน”

“เกือบสิบกว่าปีแล้วนะ ผมได้รับการทาบทามให้มาอยู่ภูมิใจไทย อยู่กันแบบพี่แบบน้อง แล้วภูมิใจไทยมีการดูแลที่ดี เอาใจใส่ดูแล ส.ส.ดีมาก ก็น่าจะเหมาะกับเรา เราต้องการพรรคที่ดูแลเราอย่างดี ถ้าพรรคดูแลเราดีในการเอาใจใส่ปัญหาของชาวบ้านก็ได้รับการดูแลอย่างดีเช่นกัน ผมก็เลยตัดสินใจเด็ดขาด แล้วก็ออกมาเลย มาประชุมพรรคกับเขาเลย ที่ตึกแถวถนนพญาไทตอนนั้น”

“จะว่าเพื่อไทยดูแลไม่ดีก็คงไม่ใช่ ผมว่าแนวคิดทางการเมืองและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ถ้าผมไปอยู่กับภูมิใจไทย ณ เวลานั้น น่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชนกับพื้นที่มากกว่า เป็นเรื่องของการดูแล การจัดสรรงบประมาณ การดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน ภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลตอนนั้นด้วย กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย คมนาคม พาณิชย์ ถ้าเรามาอยู่กับภูมิใจไทย ชาวบ้านจะได้ประโยชน์มากกว่า ก็แค่นั้น”

“ปรพล” ยอมรับว่า การอยู่พรรครัฐบาลทำประโยชน์ให้พื้นที่ได้มากกว่าอยู่พรรคฝ่ายค้าน

“แน่นอน การเอาใจใส่ด้วย การดูแล และส่วนใหญ่ในภูมิใจไทยนั้น ณ เวลานั้นก็เป็นนักการเมืองอาชีพทุกคน ทุกคนค่อนข้างจะให้เกียรติ ส.ส. ส.ส.ฝากอะไรมา ทันที ทุกเรื่อง ดูแลดำเนินการให้หมด คือไม่ต้องถามซ้ำ”

ช่วงรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกว่า 2 ปี หลังจากเพื่อไทยมีมติขับออกจากพรรค “เวลาโหวตในสภาก็นั่งฝั่งภูมิใจไทย โหวตให้ฝั่งรัฐบาล”

งูเห่ารุ่นพี่ ถึงงูเห่ารุ่นน้อง

เจ้าของ “ตำนานงูเห่า” เปรียบเทียบความต่างระหว่าง “งูเห่ารุ่นพี่” กับ “งูเห่ารุ่นน้อง” ในยุคนี้ว่า งูเห่าตอนนั้นอาจจะเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน ตอนนั้นกระแสงูเห่ายังไม่ค่อยแรง

“สมัยนั้นเราไม่พูดถึงเรื่องพวกนี้ (ตัวเลข 20 ล้าน 30 ล้าน) เลยนะ มาด้วยใจ มองประชาชนเป็นตัวตั้ง จริง ๆ ส.ส.มีเอกสิทธิ์ มีอิสระในการโหวต แม้จะเป็นฝ่ายค้านก็มีสิทธิที่จะโหวตให้ฝ่ายรัฐบาลได้ ถ้าฟังแล้วนโยบายรัฐบาลดี ฝ่ายค้านก็สามารถโหวตให้กับรัฐบาลได้”

นอกจาก “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” แล้ว ปัจจัยกำเนิด “ตำนานงูเห่า” จากคำบอกเล่าของ “ปรพล” คือ เรื่องของการดูแล การจัดสรรงบประมาณ และการดูแลปัญหาในพื้นที่

“ส.ส.ต้องการอยู่ 2 อย่าง คือ การโยกย้ายคน ข้าราชการ กับ งบประมาณ เป็นสิ่งที่จำเป็นของการทำงานในพื้นที่”

ส่วนสาเหตุที่สมัยนี้ “งูเห่า” เดินเพ่นพ่านมากขึ้นกว่ายุคก่อน แม้การโยกย้ายคน-ข้าราชการ การแปรญัตติงบประมาณทำได้ยากขึ้น เขาวิเคราะห์ว่า

“ผมคิดว่าอยู่ที่การช่วงชิงการนำ รัฐบาลต้องการให้เสียงขาด ห่างจากฝ่ายค้านมาก ๆ และบางที ส.ส.ก็ต้องการอยู่ข้างรัฐบาล เพราะ หนึ่ง เป็นศูนย์กลางอำนาจที่จะเข้าไปดูแลปัญหาชาวบ้านในพื้นที่ได้ เป็นฝ่ายค้านก็เหนื่อย ในการประสานงาน ในการทำงานในพื้นที่ ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล เป็นรัฐบาลยังไงกลไกของรัฐก็สามารถลงไปช่วยดูแลปัญหาของประชาชนได้ ถ้าเป็นไปได้ ส.ส.ก็อยากจะอยู่เอียงข้างกับฝั่งรัฐบาลมากกว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของการเมือง”

“เห็นมากขึ้นในช่วงนี้เป็นเรื่องปกติ ช่วงของปีสุดท้ายของรัฐบาล ส.ส.ส่วนใหญ่คงคิดว่า อะไรที่สามารถทำประโยชน์ให้กับพื้นที่ได้ก็ต้องรีบทำ เพื่อสร้างผลงานออกมาให้ประชาชนจดจำว่า ส.ส.ท่านนี้ได้ฝากผลงานอะไรไว้บ้าง ก็เป็นธรรมดาที่ ส.ส.กลุ่มนี้ก็จะมาช่วยโหวตให้รัฐบาล เพื่อให้ตัวเองได้มีผลงาน ได้รับการดูแลที่ดี เป็นเรื่องธรรมชาติเลย”

“ปีแรก ๆ อาจจะเหนียมอายอยู่ นี่ปีสุดท้าย เปิดหน้าแล้ว ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว เพราะทุกคนก็ไม่อยากสอบตก ทุกคนก็อยากกลับมาเป็นผู้แทนฯ การอยู่ข้างฝั่งรัฐบาลก็ถือว่าชิงความได้เปรียบในการดูแลประชาชน การสร้างผลงานในพื้นที่”

ถอดบทเรียนงูเห่า-เลือกข้างบิ๊กตู่

“ปรพล” ไม่ขอชำระประวัติศาสตร์หลังจากถูกจารึกว่าเป็น “ตำนานงูเห่า” ก่อนจะถอดบทเรียนที่ได้รับหลังจากย้ายค่าย-สลับขั้ว ซึ่งการเลือกตั้งในเวลาต่อมา “สอบตก” จากพรรคร่วมรัฐบาลกลายไปเป็นพรรคฝ่ายค้านกับประชาธิปัตย์

“เหตุการณ์มันเกิดไปแล้ว เราก็รับสภาพนะตอนนั้น เราไม่ได้ไปว่าใคร ใครจะเรียกเราว่าเป็นงูเห่า ก็เป็นสิทธิของเขา แต่ว่าเรามีเหตุผลของเรา ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองในการออกมา เราไม่ก้าวล่วง เคารพสิทธิของแต่ละท่าน ถ้าท่านอยู่ฝ่ายค้านและจะไปโหวตให้รัฐบาลก็เป็นเรื่องของท่าน เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.”

“ผมมาอยู่ภูมิใจไทยตอนนั้นก็มีเหตุผลส่วนตัวของผม บางคนอาจจะไม่ชอบ อาจจะไม่ยอมรับ อาจจะมีบางคนอีกฝ่ายเห็นด้วยก็เป็นเรื่องปกติทางการเมือง ส่วนชาวบ้านในพื้นที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องธรรมดา มีสองข้างตลอด สองมุมตลอดทางการเมือง ไม่มีอะไรตรงกลางหรอก เราก็เตรียมใจอยู่แล้ว รับสภาพอยู่แล้ว”

“ปรพล” ถอดบทเรียนการ “สอบตก” ครั้งนั้นว่า การออกจากเพื่อไทยมาอยู่กับภูมิใจไทยก็มีส่วน แฟนคลับเดิมยังรักไทยรักไทยอยู่ พลังประชาชนอาจจะไม่ตามมา พูดตรง ๆ กระแสนิยมของภูมิใจไทยยังจุดไม่ติด

“ผมมั่นใจ (ครั้งนี้เลือกข้างถูก) ทางการเมืองอะไรจะเกิดก็เกิด เราทำดีที่สุด จะเป็นฝ่ายค้าน เป็นรัฐบาล ทุกอย่างอยู่ที่ผลคะแนนเลือกตั้งออกมา หายุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการสร้างคะแนนนิยมให้ได้มากที่สุด”