เจ้าสัวศุภาลัยคิดดัง ๆ “ขายบ้านและที่ดินให้ชาวต่างชาติ ​= ขายชาติ ?”

ดร.ประทีป

ดร.ประทีป บิ๊กบอสศุภาลัย เชื่อ ต่างชาติส่วนใหญ่แห่ซื้อคอนโดฯ มากกว่าซื้อบ้าน-ที่ดิน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2565 ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ขายบ้านและที่ดินให้กับต่างชาติ = ขายชาติ” มาตรการส่งเสริมชาวต่างชาติ​ เฉพาะกลุ่มให้มีสิทธิ์​ซื้อ​บ้าน+ที่ดินไม่เกิน​ 1 ไร่​ในเขตเมือง​เริ่มร้อนแรง​ มีการถกเถียงกันมาก​ขึ้น ๆ​ และระบุว่า​คือ​ “ขายชาติ”

เมื่อมีคนค้านมาก ๆ เข้า​ก็มีคนเสนอให้หาทางถอยด้วยการปรับเปลี่ยนจากยอมให้ชาวต่างชาติ “ถือกรรมสิทธิ์” ​เป็น​ “การเช่าระยะยาว” ไม่เกิน ​30 ปีแทน เพราะ ​”การเช่า” จะเรียกว่า “ขาย” ไม่ได้

ส่วนการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวระยะสั้นนั้น​ คนไทยเกือบทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ​ทำให้คนไทยมีงานทำมากขึ้น​มีรายได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน​ คนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร​จึงรักผืนแผ่นดินมาก​ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

ความคิดดังกล่าวข้างต้น​จาก 1.​การขาย 2.การเช่า​ระยะยาว​ และ 3.การท่องเที่ยวระยะสั้น​ สามกรณี​ถ้านำมาประมวล​และเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ​ จะเป็นดังนี้…

ถ้ามีชาวต่างชาติจะแต่งงานกับ​คนไทยตลอดชีวิต​ และคนไทยยอมแต่งด้วย​ จะถูกสรุปว่า ​”ขายชาติ”

แต่ถ้าเขาขอแต่งงานด้วยระยะยาวไม่เกิน​ 30 ปี​ จะมีผู้รู้สึกว่า​น่าจะยอมรับได้

แต่ถ้าเขาขอแต่งด้วยไม่กี่วัน​ โดยจ่ายค่าตอบแทนตามที่เราต้องการ​ เราก็ถือว่าไม่น่าจะเสียหายอะไร กระนั้นหรือ ?

ถ้าชาวต่างชาติซื้อบ้าน+ที่ดิน ​1 ไร่ในราคา ​40 ล้านบาท​ จะเทียบเท่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาใช้จ่ายคนละ ​50,000 บาท​ 800 คน

หรือถ้าซื้อคอนโดมิเนียมราคา ​10 ล้านบาทจะเทียบเท่านักท่องเที่ยวที่ใช้จ่าย ​5 หมื่นบาท​ 200 คน

บางคนคิดว่า​การยินยอมให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดินได้​ไม่เกิน ​1 ไร่​จะก่อให้เกิดการเก็งกำไร​ ทำให้ที่ดินราคาแพงจนคนไทยซื้อไม่ไหว​

ที่จริง​ “การเก็งกำไร” นั้น​ประเทศไทยเราเปิดกว้างมานานแล้ว ​ให้ชาวต่างชาติทั่วโลกเข้ามาลงทุน/เก็งกำไร​ในตลาดหลักทรัพย์ฯ​ โดยยกเว้นการเสียภาษีเงินได้​ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก​

อนึ่ง​ การลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์​ ใช้เงินลงทุนเพียงหลักหมื่นก็ทำได้​ อีกทั้งสภาพคล่องการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์​ก็สูงกว่าและดีกว่าอสังหา​ริมทรัพย์มาก​

กล่าวคือ​ ถ้าต้องการขายหลักทรัพย์​จะสามารถขายได้เกือบทุกวัน​ แต่ถ้าจะขายที่ดิน​ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน

ดังนั้น​ ชาวต่างชาติถ้าต้องการเก็งกำไรในประเทศไทย​เขามีทางเลือกที่ดีกว่าง่ายกว่าการเก็งกำไรที่ดิน​ ก็คือ​ตลาดหลักทรัพย์ฯ​นั่นเอง​ หรืออาจจะหันไปเก็งกำไรเงินตราในสถานการณ์​ที่เอื้ออำนวย…

ผมจึงไม่คิดว่า​ชาวต่างชาติจะแห่กันมาซื้อบ้าน+ที่ดินมากอย่างที่พวกเราหลายคนเป็นห่วง​ เพราะตั้งแต่ถูกจำกัดด้วยคน ​4 กลุ่มที่เป็นประโยชน์​ต่อเศรษฐกิจ​ ซึ่งได้แก่​ผู้มีรายได้สูง​ คนเกษียณ​ ผู้เชี่ยวชาญ​ และผู้ที่ประสงค์พำนักเพื่อทำงาน

ผมยังเชื่อว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะนิยมซื้อคอนโดฯ หรือห้องชุดที่ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ซื้อได้มานานแล้ว​

โดยจะซื้อมูลค่ากี่ร้อยล้านก็ได้ โดยไม่จำกัดด้วยขนาดหรือราคาของห้องชุด​ เพียงแต่ต้องไม่เกินร้อยละ ​49 ของแต่ละอาคารชุด​

ส่วนที่เหลือจะถือกรรมสิทธิ์​โดยคนไทยร้อยละ​ 51

เหตุผลที่ชาวต่างชาติจะนิยมคอนโดฯมากกว่า ​เพราะคอนโดฯมักมีทำเลใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวกและใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากกว่า

ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว​ การส่งเสริมให้ชาวต่างชาติให้มาซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ในประเทศไทย​ จะเปรียบเสมือนมาตรการยิงนกทีเดียวได้​ 3 ตัว​คือ

1.เป็นการส่งเสริมการส่งออก โดยสินค้านั้นยังคงอยู่ในประเทศไทย

2.เป็นการส่งเสริมการลงทุนที่เราได้เงินตราเข้าประเทศ​ กระตุ้นเศรษฐกิจ​ทำให้คนไทยมีรายได้ดีขึ้น

3.เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างถาวร ​เพราะเขาจะอยู่นานมากขึ้น ​และมาบ่อย ๆ​ ช่วงที่อยู่ก็ต้องจับจ่ายใช้สอยต่าง ๆ


เมื่อชาวต่างชาติมาซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ​แต่ละรายเทียบเท่านักท่องเที่ยวหลายร้อยคนแล้ว​ การส่งเสริมให้อยู่ระยะยาวจะดีกว่าการส่งเสริมให้อยู่ระยะสั้น ๆ หรือไม่ ?