ศุภาลัย ติดปีกลงทุนปี’66 พร้อมแล้ว…ปั้นยอดขายนิวไฮรอบ 34 ปี

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม

บริษัทอสังหาริมทรัพย์มหาชน “ศุภาลัย” ก่อตั้งเมื่อปี 2532

ดังนั้น ปี 2566 จึงเป็นปีครบรอบ 34 ปี แห่งการก่อตั้งองค์กร

และเป็นปีที่ผู้บริหารคนรุ่นใหม่ “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ประกาศแผนธุรกิจว่า จะทำยอดขายนิวไฮ ยอดขายสูงสุดนับแต่ก่อตั้งบริษัท ถือเป็นเป้าหมายทางธุรกิจที่ท้าทายเป็นอย่างมาก ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

2565 ยอดขายเตลิดเป้า 35%

“ไตรเตชะ” สรุปผลประกอบการปี 2565 ที่ผ่านมา ปี 2565 ทำผลงานได้ประสบความสำเร็จ มียอดขายทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 28,000 ล้านบาท จบปีแล้วทำได้จริง 32,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มียอดขาย 24,069 ล้านบาท

โดยปี 2565 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 31 โครงการ มูลค่ารวม 37,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 28 โครงการ เปิดตัวในทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 10 โครงการ และต่างจังหวัด 18 โครงการ กับคอนโดมิเนียม 3 โครงการ อยู่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 2 โครงการ และต่างจังหวัด 1 โครงการ

ทั้งนี้ ยอดขาย 32,433 ล้านบาท รายได้หลักมาจากโครงการบ้านแนวราบ จำนวน 21,938 ล้านบาท เติบโต 20% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ทำได้ 18,289 ล้านบาท

ขณะที่คอนโดฯ ทำยอดขายได้ 10,495 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 82% เทียบกับปี 2564 ที่ทำได้ 5,780 ล้านบาท

สรุปเบื้องต้น ความสำเร็จด้านยอดขายมีผลมาจากบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง สามารถเปิดตัวโครงการใหม่ในแต่ละจังหวัด โดยมีการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี สินค้ามีความหลากหลายและตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย

2566 มุ่งสู่เป้ายอดขายนิวไฮ

สำหรับแผนพัฒนาโครงการในปี 2566 ศุภาลัยตั้งเป้ายอดขาย 36,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 11% จากปี 2565 และเป้ารายได้ 36,000 ล้านบาท โดยวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 37 โครงการ มูลค่ารวม 41,000 ล้านบาท

Advertisement

แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 34 โครงการ มูลค่ารวมกัน 32,700 ล้านบาท คอนโดฯ 3 โครงการ มูลค่ารวม 8,300 ล้านบาท และตั้งงบจัดซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท

ด้านการเงินองค์กร อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนหรือ D/E Ratio อยู่ที่ 0.54% มีเครดิตเรตติ้งที่มีความน่าเชื่อถือในการลงทุนระดับ A และมีต้นทุนการเงินที่กดต่ำลงไปอีกอยู่ที่ 1.78% เท่านั้น

ถอดรหัสเป้ายอดขายนิวไฮ 36,000 ล้านบาท มาจากยอดขายในทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล แบ่งเป็นยอดขายบ้านแนวราบ 31% คอนโดฯ 27% รวมเป็น 58%

อีก 42% มาจากยอดขายในต่างจังหวัด แบ่งเป็นยอดขายบ้านแนวราบ 39% กับคอนโดฯ 3%

ต่อจิ๊กซอว์เพิ่ม 5 จังหวัดใหม่

ไฮไลต์แผนธุรกิจศุภาลัยน่าจะเป็นการลงทุนในตลาดต่างจังหวัด โดยก่อนหน้านี้ “ไตรเตชะ” กล่าวย้ำหลายครั้งว่า ยอดรายได้ต่างจังหวัด เป็นตัวหนุนหลังความสำเร็จของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ

ปี 2566 นี้บริษัทมุ่งเน้นสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยความมั่นคง และยั่งยืน

ณ สิ้นปี 2565 ศุภาลัยพัฒนาโครงการในต่างจังหวัดรวมกัน 22 จังหวัด ประกอบด้วย “ภาคเหนือ” 1.เชียงใหม่ 2.เชียงราย 3.พิษณุโลก 4.นครสวรรค์

“ภาคอีสาน” 5.อุบลราชธานี 6.นครราชสีมา 7.ขอนแก่น 8.อุดรธานี “ภาคกลาง” 9.สระบุรี 10.พระนครศรีอยุธยา “ภาคตะวันออก” 11.ระยอง 12.ชลบุรี 13.ฉะเชิงเทรา

“ภาคใต้” 14.ภูเก็ต 15.ประจวบคีรีขันธ์ 16.สงขลา 17.นครศรีธรรมราช 18.สุราษฎร์ธานี “จังหวัดปริมณฑล” 19.นนทบุรี 20.สมุทรสาคร 21.สมุทรปราการ 22.ปทุมธานี

จิ๊กซอว์ธุรกิจที่จะต่อเติมในปี 2566 เสริมความแข็งแกร่งพัฒนาโครงการเพิ่มอีก 5 จังหวัดใหม่ ได้แก่ “ลำปาง ลำพูน นครปฐม ราชบุรี จันทบุรี” รวมเป็น 27 จังหวัด

และเมื่อนับรวมมหานครกรุงเทพเข้าไปด้วย ทำให้มีพอร์ตพัฒนาโครงการรวมกันทั้งสิ้น 28 จังหวัด จาก 77 จังหวัดของประเทศไทย

บ้านแนวราบต่างจังหวัดโตเด่น

“การลงทุนอสังหาฯ ในต่างจังหวัด พอร์ตโครงการน้อยที่สุดต้องมี 3-5 โครงการ จำนวนมากที่สุดอยู่ที่ 10-15 โครงการ กรณีที่สำรวจบิ๊กดาต้าแล้วพบว่าอาจทำได้เพียงโครงการเดียว โดยไม่สามารถลงทุนโครงการที่ 2 ศุภาลัยก็จะไม่เข้าไปลงทุน”

เมื่อทอนออกมาเป็นความสำคัญของการลงทุนในปีนี้ พบว่าแผนลงทุนใหม่ 37 โครงการ มูลค่ารวม 41,000 ล้านบาทนั้น ถึงแม้เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 5 จังหวัด จะมีพอร์ตเปิดตัวโครงการใหม่รวมกัน 58% มูลค่ารวม 23,780 ล้านบาท

และต่างจังหวัดอีก 23 จังหวัด มีการลอนช์โครงการใหม่ 42% มูลค่ารวม 17,220 ล้านบาท

แต่หากโฟกัสเฉพาะสินค้าบ้านแนวราบจะพบว่าตลาดต่างจังหวัดมีแผนลงทุนใหม่ 20 โครงการ มูลค่ารวม 17,220 ล้านบาท มากกว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่วางแผนเปิดขายใหม่ 14 โครงการ มูลค่ารวม 15,580 ล้านบาท

เปิดพอร์ตรีเคอริ่ง-ต่างประเทศ

ปี 2565 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มฟื้นตัว เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ และมาตรการผ่อนคลาย LTV ทำให้เกิดการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค

แนวโน้มปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง กำลังซื้อจากต่างชาติจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง รวมทั้งมีปัจจัยบวกจากการต่อลดค่าโอนจาก 2% เหลือ 1% และลดค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ส่งผลให้เป็นปีที่ดี แม้จะมีเรื่องภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นปัจจัยกดดันอยู่ก็ตาม

ล่าสุด บริษัทขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ออสเตรเลีย (ลงทุนแล้ว 12 โครงการ มูลค่า 52,600 ล้านบาท เป็นเงินลงทุนรวมของศุภาลัย 9,748 ล้านบาท) มีการเติบโตเป็นที่น่าพอใจมาก

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนธุรกิจอื่น ๆ เช่น Resort Housing ที่โครงการศุภาลัย ซีนิค เบย์ พูล วิลล่า ภูเก็ต, Rental Office ที่โครงการศุภาลัย ไอคอน สาทร, Serviced Condo ในหลายโครงการ Home Office ที่โครงการศุภาลัยแกรนด์ เอสเซ้นส์ @ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ Community Mall/Market ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ และ Co-Working แบรนด์ MEET & CO ที่อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ เป็นต้น

เพิ่มน้ำหนักบ้าน 10-20-30 ล้าน

ด้านนวัตกรรมการออกแบบที่อยู่อาศัย มีการดีไซน์แบบบ้านซีรีส์ใหม่ อาทิ Romantic Charm และ Wellness Residence เดินหน้าพัฒนาโครงการแนวราบราคา 10-30 ล้านบาทเพิ่มมากขึ้น พร้อมเปิดขายทั่วประเทศทั้งกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด เจาะลูกค้าระดับบน

ที่ผ่านมาบริษัทเปิดตัวแบรนด์ “เอเลแกนซ์” ได้แก่ “ศุภาลัย เอเลแกนซ์ บรมราชชนนี 121” แบบบ้านเดี่ยวใหม่ล่าสุด 3 แบบ 3 สไตล์ ระดับลักเซอรี่ ราคาเริ่มต้น 20-30 ล้านบาท ทำเลแรกบนถนนบรมราชชนนี และศุภาลัย เอเลแกนซ์ พหลโยธิน 50 บ้านเดี่ยวหรู 3 ชั้น ในสไตล์ Modern Metro เริ่มต้น 17.99 ล้านบาท ทำเลถนนเทพรักษ์

“ปีนี้เรื่องใหม่ของศุภาลัยจะนำเสนอแบบบ้านนิวซีรีส์ 40-50 แบบบ้าน ตอบทุกโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด บนทำเลศักยภาพสูง”

โฟกัสแผนธุรกิจ เซ็กเมนต์ที่ศุภาลัยเปิดหน้าไพ่การแข่งขันสำหรับบ้านแนวราบ ได้แก่ กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท ซึ่งปี 2565 มีการเติบโตด้านยอดขายอย่างมีนัยสำคัญถึง 155% เมื่อเทียบกับปี 2564 และกลุ่มราคาเกิน 20 ล้านบาท เติบโตถึง 157% เทียบกับปี 2564

ดังนั้นเซ็กเมนต์ตลาดบน-ลักเซอรี่ ครอบคลุมราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และกลุ่ม 20-30 ล้านบาทขึ้นไป จะเป็นเซ็กเมนต์ที่ศุภาลัยให้น้ำหนักลงไปแข่งขันมากขึ้นในปี 2566

เกาะติดเทรนด์รักษ์โลก-ยั่งยืน

การซื้อโครงการจัดสรรคือการซื้อคุณภาพชีวิตในการพักอาศัย ดังนั้นบริการหลังการขาย (After Sale Service) จึงทวีความสำคัญในธุรกิจอสังหาฯ ยุคใหม่

เรื่องนี้ “ไตรเตชะ” กล่าวว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2566 ศุภาลัยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ เช่น “Supalai Sabai” แอปที่ช่วยให้ลูกบ้านศุภาลัยใช้ชีวิตในบ้านได้สบายยิ่งขึ้น ทั้งการจ่ายบิล แจ้งซ่อม สิทธิพิเศษ อัพเดตทุกข่าวสาร ฯลฯ

“Supalai Privilege” นำเสนอสิทธิพิเศษใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกบ้าน สามารถใช้บริการตกแต่ง ซ่อมแซม ที่อยู่อาศัยให้ใช้งานได้ยาวนาน รวมทั้งมอบสิทธิพิเศษเกี่ยวกับสุขภาพให้ลูกบ้าน ฯลฯ “Supalai Care” บริการให้คำแนะนำลูกค้าสำหรับการใช้งานที่ถูกต้องในบ้านและคอนโดมิเนียม การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาทั้งในช่วงรับประกันและหลังหมดประกัน เป็นต้น

ภารกิจรักษ์โลก ศุภาลัยผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ เช่น “เอสซีจี” ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, ติดตั้งโซลาร์รูฟในโครงการของศุภาลัยโดยร่วมกับ “ธนาคารกสิกรไทย” นำร่องโครงการแรกที่ ศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ รังสิต คลอง 2, ร่วมกับ “ทรู ดิจิทัล” ติดตั้ง Smart Residence ใน 40 โครงการทั่วประเทศ และร่วมกับ “ชาร์จ” ในการติดตั้ง EV Charger ฯลฯ

รวมทั้งขับเคลื่อนนวัตกรรมที่อยู่อาศัยสีเขียว โดยบ้านและคอนโดมิเนียมในเครือศุภาลัย คัดสรรวัสดุการก่อสร้างเน้นประหยัดพลังงาน ลดความร้อน ลดการใช้น้ำ ลดขยะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

และสานต่อโครงการ Waste Management ในกระบวนการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องและลงลึก อาทิ เลือกใช้ท่อที่ตัดพอดีกับความยาวที่ใช้จริง เปลี่ยนพาลเลตไม้ที่ใช้ขนส่งอิฐมวลเบาให้เป็นพาเลตพลาสติก ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น การนำเศษวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การบริหารจัดการของเสียอย่างยั่งยืน จัดวางถังขยะในไซต์ก่อสร้าง ฯลฯ

ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้อย่างยั่งยืน เพื่อคืนธรรมชาติสู่สังคม