จากใต้ดินสู่แสงไฟ : “นิยายวาย” และความหลากหลายทางเพศ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “วัฒนธรรมวาย” ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ และงานวรรณกรรมประเภทนิยาย ต่างได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนคลับทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้ “กระแสวาย” ดูเหมือนเพิ่งมา “บูม” ในช่วงไม่กี่ปีให้หลัง
แต่ความจริงแล้ววัฒนธรรมย่อย (Sub Culture) นี้ได้แทรกซึมอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และ “นิยายวาย” ก็เป็นงานประเภทแรก ๆ ที่หยิบยกเอาความสัมพันธ์ของตัวละครหลักที่เป็นเพศเดียวกันมาดำเนินเรื่อง ทว่า ทัศนคติของสังคมต่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQN+) ในขณะนั้นยังไม่ได้เปิดกว้าง ส่งผลให้นิยายวายกลายเป็นงานวรรณกรรมที่ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผันผ่าน สังคมมีความเข้าใจและเปิดใจให้การยอมรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น ก็ทำให้นิยายวายที่ครั้งหนึ่งต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ สามารถขึ้นมาเฉิดฉายอยู่ในวงการวรรณกรรมกระแสหลักได้อย่างเต็มภาคภูมิ ยิ่งไปกว่านั้น ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นของนิยายวาย ก็ยังหมายรวมถึงความเข้าใจของสังคมต่อชุมชนของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่มีมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง
นิยายใต้ดินสู่แผงหนังสือชั้นบนสุด
ย้อนกลับไปในปี 2550 ร้านหนังสือแบรนด์ดังได้ประกาศไม่ให้วางจำหน่ายหนังสือที่มีฉากการร่วมเพศของคนเพศเดียวกัน ต่อมาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2551 ก็มีคำสั่งห้ามขายหนังสือประเภทนี้ ส่งผลให้เกิดการถกเถียงเรื่องสิทธิความเท่าเทียมของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ของนิยายวายในขณะนั้น ที่ยังไม่มีพื้นที่อยู่ในวงการวรรณกรรม
กระแสหลัก เนื่องมาจากเหตุผลทางทัศนคติและ “อุดมการณ์รักต่างเพศ” ที่ทำงานอย่างเข้มข้นในการกำหนดความคิดและความเชื่อของคนในสังคม และเบียดขับให้งานวรรณกรรมของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศกลายเป็นงานต้องห้าม กระแสการไม่ยอมรับงานนิยายวายนี้เอง ได้แสดงให้เห็นความเป็นไปของสังคมไทยในยุคนั้น โดยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศต้องปิดบังเพศสถานะและเพศวิถีของตัวเอง เพราะความหวาดกลัวจะโดนทำร้าย ได้รับความอับอาย รวมไปถึงเรื่องของสถานะทางสังคมด้วยเช่นกัน
มาถึงยุคปัจจุบัน กระแสความนิยมนิยายวายมีเพิ่มมากขึ้น
ดังเห็นได้จากงานสัปดาห์หนังสือในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หมวดหนังสือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหมวดหนึ่ง คือนวนิยายวาย เช่นเดียวกับในร้านหนังสือ ที่ชั้นวางหนังสือนวนิยายวายมักได้ครอบครองพื้นที่ชั้นบน หรือเป็นมุมที่สังเกตเห็นได้ง่ายมากที่สุดในร้าน ไม่เพียงแค่รูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่นิยายวายยังคงได้รับความนิยมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้ มีหลายเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ยกให้นิยายวายเป็นจุดขาย
ความนิยมนิยายวายที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นลักษณะของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งอดีต ทัศนคติเรื่องเพศของสังคมค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งยังให้การยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปิดเผย สามารถแสดงออกเพศสถานะและเพศวิถีของตัวเองได้อย่างอิสระ และไม่ต้องหวาดกลัวการตัดสินจากคนในสังคม
“นิยายวาย” ภาพสะท้อนชีวิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
แม้หลายคนจะมองว่านิยายวายยังคงติดอยู่กับกล่องบรรทัดฐานรักต่างเพศ หรือใส่ความเป็นเพศชายหญิงลงในตัวละครหลัก ผ่านลักษณะท่าทางการแสดงออก พฤติกรรม หรือแม้กระทั่งร่างกาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นิยายวายได้กลายเป็น “สื่อกลาง” ในการสร้างความเข้าใจกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
นิยายวายได้นำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิต ทัศนคติ และอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่ไม่ได้แตกต่างไปจากกลุ่มคนรักต่างเพศเลย กล่าวคือ นิยายวายได้เปิดพื้นที่ทางสังคมให้กับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้สามารถใช้ชีวิตตามที่พวกเขาต้องการได้อย่างเปิดเผย อีกทั้งยังช่วยชี้นำให้สังคมเปิดใจยอมรับ และทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้ให้มากกว่าการเป็น “ตัวตลก” ในงานวรรณกรรม สื่อ และสังคมทั่วไป แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความต้องการ ความรู้สึก เจ็บได้ ร้องไห้เป็น ไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น นิยายวายยังช่วยสร้างตัวตนและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ อันเนื่องมาจากเนื้อหาการนำเสนอที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาที่เปลี่ยนผัน ภาพจำที่ว่าด้วยนิยายวายมีแต่เรื่องเพศจึงถูกแทนที่ด้วยภาพของคนปกติทั่วไปที่รักคนเพศเดียวกัน
ดังนั้น นิยายวายจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มีการอ้างอิงเรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างชัดเจน อีกทั้งยังนำเสนอชีวิตและความสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้ให้สังคมได้รับรู้ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่มีมากขึ้น และการยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นตามไปด้วย
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคน ๆ หนึ่งจะมีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นอะไร เขาคนนั้นก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากคนอื่น การตีตราให้พวกเขากลายเป็นคนชายขอบเพียงเพราะเพศสถานะและเพศวิถีของพวกเขา จึงไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกทั้งใบเชื่อมโยงกันแล้วดังเช่นเวลานี้