สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม และองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (Asian Productivity Organization : APO) จัดประชุมนานาชาติ “International Conference on Green Economy Growth : Synergizing Green Productivity and the Circular Economy”
เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภาพสีเขียว (Green Productivity) และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่นำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจหลังโควิด-19 รวมถึงเทรนด์ธุรกิจอย่างยั่งยืนทั่วโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งไทย และต่างประเทศร่วมให้ความรู้มากมาย
ไม่ว่าจะเป็น “ดร.อินทรา ปราดานา ซิงกาวินาตา” เลขาธิการองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย “ดร.คิม ชูมัคเคอร์” รองศาสตราจารย์สถาบันศึกษาภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียแห่งมหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น “ดร.วิจารย์ สิมาฉายา” ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก “วิสุทธิ์ จงเจริญกิจ” ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และ “นรินทร์ ทีจะยัง” ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
เบื้องต้น “ดร.อินทรา” กล่าวว่า Green Productivity เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรอบแนวคิดนี้จะครอบคลุมทั้งเครื่องมือ เทคนิค ระบบการบริหารจัดการ และแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act)
เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการผลิตสินค้า และบริการที่สามารถสร้างกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถแข่งขันได้ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ส่วนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy : CE) มีเป้าหมายในการเปลี่ยนจากแนวคิดเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่เป็นการนำทรัพยากรมาผลิตเพื่อใช้แล้วทิ้ง (Take-Make-Waste) ไปสู่แนวคิดที่เปลี่ยนจากการทิ้งเป็นการหมุนเวียนผลิตภัณฑ์ หรือวัสดุมาใช้ซ้ำ
รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะที่ “ดร.วิจารย์” กล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนจากแนวคิดเศรษฐกิจแบบเส้นตรงที่นำทรัพยากรมาผลิตแบบใช้แล้วทิ้ง เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนที่นำวัตถุดิบจากสินค้าที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Make-Use-Return) โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจโมเดล และสร้างตลาดด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการนำของเสียกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่
การพัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ การสร้างกลไกการบริหารจัดการเพื่อก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับการผลิต และการบริโภคที่ยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

ปฏิรูปสีเขียวยุโรปส่งผลทุกประเทศ
“ดร.คิม ชูมัคเคอร์” แชร์ข้อมูลแผนการปฏิรูปสีเขียวของสหภาพยุโรป (European Green Deal) โดยบอกว่า การใช้มาตรการทางภาษีตามแผนการปฏิรูปสีเขียวของสหภาพยุโรปส่งผลให้แต่ละประเทศต้องปรับตัว โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เศรษฐกิจหมุนเวียน มลพิษ
และโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่สหภาพยุโรปต้องการผลักดันให้สำเร็จในปี 2050 เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนในการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก
ปีที่ผ่านมา กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืนมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากกองทุนขนาดใหญ่ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และบริษัทประกันชีวิต หันมาลงทุนตามแนวคิดในการลงทุนอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการเลือกลงทุนที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG)
ดังนั้น หากแบ่งตามกลุ่มของ SDGs กลุ่มที่ได้รับเงินลงทุนมากที่สุดคือ กลุ่มสุขภาพ ตามมาด้วยกลุ่มพลังงานหมุนเวียน กลุ่มอาหารและการเกษตร กลุ่มน้ำและสุขาภิบาล กลุ่มระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และกลุ่มการศึกษา ตามลำดับ
“ดร.คิม ชูมัคเคอร์” กล่าวด้วยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้มีการลงทุนในกลุ่ม ESG มากขึ้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าบริษัทที่ดำเนินการโดยคำนึงถึงการดำเนินงานด้าน ESG มีผลประกอบการที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี มีหลายองค์กรที่ประกาศแผนด้านสิ่งแวดล้อม และดำเนินการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือรับผิดชอบต่อสังคม ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามแผนดังกล่าว หรือมีการซ่อนการดำเนินงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไว้ภายใน กรณีเหล่านี้เรียกว่า “การฟอกเขียว” (greenwashing)
เปิดเผยข้อมูล ESG ต้องโปร่งใส
“ดร.คิม ชูมัคเคอร์” ยังเปิดเผยอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ยุโรป (European Securities and Markets Authority : ESMA) ออกกฎระเบียบในการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่กำหนดให้บริษัทในตลาดการเงิน และที่ปรึกษาทางการเงิน
ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความยั่งยืน การคำนึงถึงผลกระทบด้านความยั่งยืน เป้าหมายการลงทุนด้านความยั่งยืน การตัดสินใจลงทุนและกระบวนการให้คำปรึกษาในการสร้างภาพลักษณ์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ESMA จัดลำดับความสำคัญของแผนงานด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (sustainable finance) โดยเริ่มจากการรับมือกับการฟอกเขียว และส่งเสริมให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ก่อนจะเพิ่มความสามารถให้กับ ESMA และหน่วยงานภายในประเทศ รวมถึงตรวจสอบ ประเมิน และวิเคราะห์ตลาดและความเสี่ยงด้าน ESG
นอกจากนี้ ยังกำหนดกฎเกณฑ์ของกิจกรรม และรายการที่เข้าข่ายการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รายการที่นอกเหนือจากนั้นไม่สามารถกล่าวอ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการประชาสัมพันธ์ และรายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณชนได้ โดยกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้องมีลักษณะอย่างน้อย 1 ข้อ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การปกป้องแหล่งน้ำและทรัพยากรทางทะเลเพื่อความยั่งยืน, การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน, การป้องกันและควบคุมมลพิษ, การปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และต้องไม่เป็นกิจกรรมที่ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างมีนัยต่อข้ออื่น ๆ
“ผมมองว่าความเข้มงวดของการรายงานในแต่ละประเทศมีความต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและข้อบังคับ สำหรับประเทศไทยมีการกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่ครอบคลุมประเด็น ESG ตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยปี 2022 ส่งผลประเทศไทยมีคะแนนครอบคลุมของเนื้อหาการรายงานความยั่งยืนเทียบเคียงตามกฎระเบียบของ EU สูงกว่าสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลี ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย”

SCG ใช้โมเดล Circular Way
“วิสุทธิ์” กล่าวว่า บริษัทปูนซิเมนต์ไทยดำเนิน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งบริษัทมีการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินการ และประกาศแนวปฏิบัติ SCG Circular Way ตั้งแต่ปี 2019
ด้วยตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นของประชากร จนทำให้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังส่งผลให้มีปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะมีขยะที่ถูกทิ้งลงในทะเลจำนวนมากที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล
นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้หลายพื้นที่ขาดแคลนทรัพยากร น้ำแข็งขั้วโลกละลาย มีภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม และไฟป่าถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้น SCG จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
อาทิ ขวดพลาสติกสามารถรีไซเคิลให้เป็นพลังงาน เสื้อผ้า และรองเท้าได้ กากกาแฟสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้ โทรศัพท์มือถือที่ทิ้งแล้วสามารถนำวัสดุที่เป็นทองแดง นิกเกิล และทอง กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบได้ ถุงพลาสติกสามารถรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบของเป็นถนนได้ เป็นต้น
“เราตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2025 จะมีการรีไซเคิล และนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ร้อยละ 100 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนมีรายได้ร้อยละ 66.7 ภายในปี 2030 ลดการทิ้งขยะจากกระบวนการผลิตลงร้อยละ 70 ภายในปี 2025 ลดการดึงน้ำมาใช้ลงร้อยละ 23 ภายในปี 2025 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2025 และลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของพนักงานเป็นศูนย์”

ททท.ลุยท่องเที่ยวสีเขียว
“นรินทร์” กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนไทยในทุกระดับ การพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีการกำหนดวิสัยทัศน์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยว่าจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยในการสร้างประสบการณ์ทรงคุณค่ามุ่งสู่ความยั่งยืน ซึ่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (sustainable tourism) ครอบคลุมถึงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green tourism) และการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ (responsible tourism)
“ททท.ดำเนินหลายด้านด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทั้งในองค์กร และเพื่อการท่องเที่ยว โดยร่วมกับบริษัทไอทีหลายแห่ง รวมถึงตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาภาคท่องเที่ยวให้ความสำคัญน้อยมาก เรามีโครงการ Future of Clean Energy มีการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับอาคารสำนักงานของ ททท. 40 แห่งทั่วประเทศ
ทั้งยังวางแผนขยายไปสู่โรงแรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟลงได้ 30-40% มีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการดำเนินการคำนวณคาร์บอนเครดิตในอนาคตเพื่อเตรียมรับมือกับกฎระเบียบของ EU ด้วย”