Skip to content

ขับเคลื่อนโลกสีเขียว เพิ่มผลิตภาพด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน

31 ต.ค. 2565 | 08:06น.
ขับเคลื่อนโลกสีเขียว เพิ่มผลิตภาพด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน

สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม และองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (Asian Productivity Organization : APO) จัดประชุมนานาชาติ “International Conference on Green Economy Growth : Synergizing Green Productivity and the Circular Economy”

เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภาพสีเขียว (Green Productivity) และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่นำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจหลังโควิด-19 รวมถึงเทรนด์ธุรกิจอย่างยั่งยืนทั่วโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งไทย และต่างประเทศร่วมให้ความรู้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น “ดร.อินทรา ปราดานา ซิงกาวินาตา” เลขาธิการองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย “ดร.คิม ชูมัคเคอร์” รองศาสตราจารย์สถาบันศึกษาภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียแห่งมหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น “ดร.วิจารย์ สิมาฉายา” ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก “วิสุทธิ์ จงเจริญกิจ” ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และ “นรินทร์ ทีจะยัง” ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ดร.อินทรา ปราดานา ซิงกาวินาตา
ดร.อินทรา ปราดานา ซิงกาวินาตา

มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

เบื้องต้น “ดร.อินทรา” กล่าวว่า Green Productivity เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรอบแนวคิดนี้จะครอบคลุมทั้งเครื่องมือ เทคนิค ระบบการบริหารจัดการ และแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act)

เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการผลิตสินค้า และบริการที่สามารถสร้างกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถแข่งขันได้ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ส่วนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy : CE) มีเป้าหมายในการเปลี่ยนจากแนวคิดเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่เป็นการนำทรัพยากรมาผลิตเพื่อใช้แล้วทิ้ง (Take-Make-Waste) ไปสู่แนวคิดที่เปลี่ยนจากการทิ้งเป็นการหมุนเวียนผลิตภัณฑ์ หรือวัสดุมาใช้ซ้ำ

รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา

ขณะที่ “ดร.วิจารย์” กล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนจากแนวคิดเศรษฐกิจแบบเส้นตรงที่นำทรัพยากรมาผลิตแบบใช้แล้วทิ้ง เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนที่นำวัตถุดิบจากสินค้าที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Make-Use-Return) โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจโมเดล และสร้างตลาดด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการนำของเสียกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่

การพัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ การสร้างกลไกการบริหารจัดการเพื่อก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับการผลิต และการบริโภคที่ยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

ดร.คิม ชูมัคเคอร์
ดร.คิม ชูมัคเคอร์

ปฏิรูปสีเขียวยุโรปส่งผลทุกประเทศ

“ดร.คิม ชูมัคเคอร์” แชร์ข้อมูลแผนการปฏิรูปสีเขียวของสหภาพยุโรป (European Green Deal) โดยบอกว่า การใช้มาตรการทางภาษีตามแผนการปฏิรูปสีเขียวของสหภาพยุโรปส่งผลให้แต่ละประเทศต้องปรับตัว โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เศรษฐกิจหมุนเวียน มลพิษ

และโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่สหภาพยุโรปต้องการผลักดันให้สำเร็จในปี 2050 เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนในการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

ปีที่ผ่านมา กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืนมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากกองทุนขนาดใหญ่ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และบริษัทประกันชีวิต หันมาลงทุนตามแนวคิดในการลงทุนอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการเลือกลงทุนที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG)

ดังนั้น หากแบ่งตามกลุ่มของ SDGs กลุ่มที่ได้รับเงินลงทุนมากที่สุดคือ กลุ่มสุขภาพ ตามมาด้วยกลุ่มพลังงานหมุนเวียน กลุ่มอาหารและการเกษตร กลุ่มน้ำและสุขาภิบาล กลุ่มระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และกลุ่มการศึกษา ตามลำดับ

“ดร.คิม ชูมัคเคอร์” กล่าวด้วยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้มีการลงทุนในกลุ่ม ESG มากขึ้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าบริษัทที่ดำเนินการโดยคำนึงถึงการดำเนินงานด้าน ESG มีผลประกอบการที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี มีหลายองค์กรที่ประกาศแผนด้านสิ่งแวดล้อม และดำเนินการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือรับผิดชอบต่อสังคม ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามแผนดังกล่าว หรือมีการซ่อนการดำเนินงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไว้ภายใน กรณีเหล่านี้เรียกว่า “การฟอกเขียว” (greenwashing)

เปิดเผยข้อมูล ESG ต้องโปร่งใส

“ดร.คิม ชูมัคเคอร์” ยังเปิดเผยอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ยุโรป (European Securities and Markets Authority : ESMA) ออกกฎระเบียบในการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่กำหนดให้บริษัทในตลาดการเงิน และที่ปรึกษาทางการเงิน

ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความยั่งยืน การคำนึงถึงผลกระทบด้านความยั่งยืน เป้าหมายการลงทุนด้านความยั่งยืน การตัดสินใจลงทุนและกระบวนการให้คำปรึกษาในการสร้างภาพลักษณ์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ESMA จัดลำดับความสำคัญของแผนงานด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (sustainable finance) โดยเริ่มจากการรับมือกับการฟอกเขียว และส่งเสริมให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ก่อนจะเพิ่มความสามารถให้กับ ESMA และหน่วยงานภายในประเทศ รวมถึงตรวจสอบ ประเมิน และวิเคราะห์ตลาดและความเสี่ยงด้าน ESG

นอกจากนี้ ยังกำหนดกฎเกณฑ์ของกิจกรรม และรายการที่เข้าข่ายการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รายการที่นอกเหนือจากนั้นไม่สามารถกล่าวอ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการประชาสัมพันธ์ และรายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณชนได้ โดยกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้องมีลักษณะอย่างน้อย 1 ข้อ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การปกป้องแหล่งน้ำและทรัพยากรทางทะเลเพื่อความยั่งยืน, การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน, การป้องกันและควบคุมมลพิษ, การปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และต้องไม่เป็นกิจกรรมที่ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างมีนัยต่อข้ออื่น ๆ

“ผมมองว่าความเข้มงวดของการรายงานในแต่ละประเทศมีความต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและข้อบังคับ สำหรับประเทศไทยมีการกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่ครอบคลุมประเด็น ESG ตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยปี 2022 ส่งผลประเทศไทยมีคะแนนครอบคลุมของเนื้อหาการรายงานความยั่งยืนเทียบเคียงตามกฎระเบียบของ EU สูงกว่าสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลี ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย”

วิสุทธิ์ จงเจริญกิจ
วิสุทธิ์ จงเจริญกิจ

SCG ใช้โมเดล Circular Way

“วิสุทธิ์” กล่าวว่า บริษัทปูนซิเมนต์ไทยดำเนิน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งบริษัทมีการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินการ และประกาศแนวปฏิบัติ SCG Circular Way ตั้งแต่ปี 2019

ด้วยตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นของประชากร จนทำให้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังส่งผลให้มีปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะมีขยะที่ถูกทิ้งลงในทะเลจำนวนมากที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล

นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้หลายพื้นที่ขาดแคลนทรัพยากร น้ำแข็งขั้วโลกละลาย มีภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม และไฟป่าถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้น SCG จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

อาทิ ขวดพลาสติกสามารถรีไซเคิลให้เป็นพลังงาน เสื้อผ้า และรองเท้าได้ กากกาแฟสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้ โทรศัพท์มือถือที่ทิ้งแล้วสามารถนำวัสดุที่เป็นทองแดง นิกเกิล และทอง กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบได้ ถุงพลาสติกสามารถรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบของเป็นถนนได้ เป็นต้น

“เราตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2025 จะมีการรีไซเคิล และนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ร้อยละ 100 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนมีรายได้ร้อยละ 66.7 ภายในปี 2030 ลดการทิ้งขยะจากกระบวนการผลิตลงร้อยละ 70 ภายในปี 2025 ลดการดึงน้ำมาใช้ลงร้อยละ 23 ภายในปี 2025 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2025 และลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของพนักงานเป็นศูนย์”

นรินทร์ ทีจะยัง
นรินทร์ ทีจะยัง

ททท.ลุยท่องเที่ยวสีเขียว

“นรินทร์” กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนไทยในทุกระดับ การพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีการกำหนดวิสัยทัศน์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยว่าจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยในการสร้างประสบการณ์ทรงคุณค่ามุ่งสู่ความยั่งยืน ซึ่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (sustainable tourism) ครอบคลุมถึงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green tourism) และการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ (responsible tourism)

“ททท.ดำเนินหลายด้านด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทั้งในองค์กร และเพื่อการท่องเที่ยว โดยร่วมกับบริษัทไอทีหลายแห่ง รวมถึงตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาภาคท่องเที่ยวให้ความสำคัญน้อยมาก เรามีโครงการ Future of Clean Energy มีการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับอาคารสำนักงานของ ททท. 40 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งยังวางแผนขยายไปสู่โรงแรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟลงได้ 30-40% มีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการดำเนินการคำนวณคาร์บอนเครดิตในอนาคตเพื่อเตรียมรับมือกับกฎระเบียบของ EU ด้วย”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ