คอลัมน์ : Tech Times ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
สัปดาห์ก่อนมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในอเมริกาหลังจากสมาชิกวุฒิสภาเสนอร่างกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดีย ของเยาวชน โดยเฉพาะ
กลุ่ม ส.ว.จากทั้งสองพรรคหลักร่วมกันเสนอร่าง กม. Protecting Kids on Social Media Act เพื่อปกป้องลูกหลานชาวอเมริกันจากโอกาสตกเป็นเหยื่อโซเชียลมีเดียจนส่งผลต่อสุขภาพจิต
โดยร่าง กม.ดังกล่าวกำหนดให้โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มต้องห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเปิดบัญชีการใช้งาน หรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานคนอื่น และสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี บริษัทโซเชียลมีเดียจะต้องทำเรื่องขออนุญาตจากผู้ปกครองก่อนจะให้เด็กเปิดบัญชีได้ นอกจากนี้ กม.ยังห้ามบริษัทนำข้อมูลของเด็กและเยาวชนไปใช้ในการยิงโฆษณาด้วย
แม้ กม.ลักษณะนี้จะมีการบังคับใช้บ้างแล้วในบางรัฐ เช่น ยูทาห์ และอาร์คันซอ แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการเสนอร่าง กม.ระดับประเทศ ที่หากผ่านสภาจะมีผลบังคับกับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม มีคนไม่เห็นด้วยกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของเด็ก ๆ ในการเข้าถึงบริการ จนเกิดเป็นการถกเถียงถึงข้อดีข้อเสียของโซเชียลมีเดียขึ้นอีกระลอก
เช่น กลุ่มเยาวชนที่รณรงค์เรื่องความปลอดภัยในการใช้งานโซเชียลมีเดีย อย่าง Design it For Us มองว่า แทนที่จะออก กม.มาควบคุมการเข้าถึงบริการ บรรดา ส.ส. และ ส.ว.ทั้งหลายควรโฟกัสไปที่การออกแบบแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยขึ้นมากกว่า
ในขณะที่ Electronic Frontier Foundation กังวลว่า การจำกัดการเข้าถึงจะทำให้เด็กและเยาวชนขาดช่องทางในการแสดงความคิดเห็นและเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ส่วนกลุ่มตัวแทนแพลตฟอร์มอย่าง The Computer and Communications Industry Association มองว่าระบบตรวจสอบอายุอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยของเด็ก เพราะต้องมีการเก็บข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก รวมถึงที่อยู่ของเด็กด้วย
แต่ ส.ว.ที่เสนอร่างยังยืนกรานจะผลักดัน กม.ฉบับนี้ต่อไป เช่น ส.ว.จากรัฐอาร์คันซอที่มองว่า หากสังคมยอมรับการจำกัดอายุเด็กในการเซ็นสัญญาหรือเปิดบัญชีธนาคาร ก็ควรยอมรับว่าเด็กคนเดียวกันนั้นย่อมมีอายุน้อยเกินกว่าจะกดยอมรับเงื่อนไขการใช้งานบนโซเชียลมีเดียเช่นกัน
ถึงปัจจุบันจะมีกำหนดให้แพลตฟอร์มห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 13 ปีลงชื่อใช้งานอยู่แล้ว แต่ในแง่ปฏิบัติยังทำไม่ได้จริง
ดังนั้น ร่าง กม.ฉบับใหม่จึงกำหนดให้รัฐพัฒนาระบบที่สามารถใช้ตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย รวมถึงสถานการณ์อนุญาตของผู้ปกครองขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง นอกเหนือไปจากระบบที่บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มมีอยู่แล้ว
และแม้ว่า กม.จะระบุว่า การเข้าใช้ระบบของรัฐให้เป็นไปด้วยความ “สมัครใจ” แต่ก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่ภาครัฐจะขยายอำนาจในการเข้ากำกับดูแลการให้บริการของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยใครปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เปิดบัญชีใช้งานมีสิทธิโดนปรับกันตาเหลือกเลยทีเดียว (กม.ฉบับนี้ยังไม่ครอบคลุมไปถึงแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นอย่าง อีเมล์ เทเลคอนเฟอเรนซ์ บริการคลาวด์ เว็บท่องเที่ยว และเว็บที่ใช้ในการอ้างอิงอย่างวิกิพีเดีย)
หลายปีมานี้ ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาใครหลายคน และมักตกเป็นจำเลยสังคมเสมอเวลามีการถกกันเรื่องความปลอดภัยของเด็กบนโลกออนไลน์
แต่การออก กม.เพื่อจำกัดการเข้าถึงอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะท้ายที่สุดมนุษย์มักสามารถหาทางหลบเลี่ยงหรือแหกกฎได้เสมอ นอกจากนี้ การดึงอำนาจมาไว้ในมือรัฐ อาจเป็นการละเมิดสิทธิของพ่อแม่ในการดูแลเด็ก ทำให้การออก กม.เพื่อควบคุมการใช้งานของเด็กไม่ได้กระทบสิทธิในการแสดงออกของเด็กเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสิทธิของผู้ปกครองด้วย
ดังนั้น การหาสมดุลที่คำนึงถึงข้อดีและข้อเสียของโซเชียลมีเดีย และผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายผู้ออกกฎหมาย มิฉะนั้น หากมีการบังคับใช้ กม.ฉบับนี้จริงคงเกิดคดีฟ้องร้องตามมาอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ