แกะกล่อง iPhone Air ไอโฟนที่ “บาง” สุด เท่าที่ Apple เคยทำมา
ค่ำคืนเข้าสู่วันใหม่ของวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา (เวลาไทย) “แอปเปิล” (Apple) จัดงาน Apple Event “Awe dropping.” เพื่อเปิดตัวไลน์อัพ “iPhone” รุ่นใหม่ โดยไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเดบิวต์ iPhone Air เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว iPhone อย่างเป็นทางการ
ความน่าสนใจของ iPhone Air คืออะไร ? มีสิ่งใดที่ต่างจาก iPhone รุ่นอื่นบ้าง ? “ประชาชาติธุรกิจ” ขอพาทุกคนไป “แกะกล่อง” สำรวจก่อนวางขายจริงวันที่ 19 ก.ย. 2568 พร้อม ๆ กัน

iPhone รุ่น “บาง” ที่สุด
iPhone Air คือ iPhone รุ่นที่ “บาง” ที่สุดเท่าที่ Apple เคยพัฒนามา มีความหนาเพียง 5.6 มม. ตัวกรอบทำมาจากไทเทเนียมเกรด 5 ผิวสัมผัสเงา ดีไซน์ด้านหลังมีส่วนที่ยกขึ้นเพื่อใส่กล้อง ลำโพง และ Apple Silicon ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะเอาไว้ใส่แบตเตอรี่ ทำให้มีความจุแบตเตอรี่เพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดวัน
ด้วยความที่ตัวเครื่องบางลงมาก ๆ จึงทำให้ดีไซน์ของ iPhone รุ่นนี้ไม่มีถาดใส่ซิมเหมือนรุ่นอื่น ๆ เท่ากับว่า iPhone Air รองรับเฉพาะการใช้งานกับ eSIM เท่านั้น ซึ่งในกล่องก็ไม่มีเข็มถอดซิมแถมมาให้แล้ว

สำหรับชิปประมวลผล iPhone Air ใช้ชิป A19 Pro ที่มี CPU 6-core และ GPU 5-core โดยมีตัวเร่งความเร็วนิวรอลอยู่ใน GPU แต่ละคอร์ ทำให้ GPU มีพลังการประมวลผลสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าสูงสุด 3 เท่า ช่วยให้การใช้งานฟีเจอร์ Gen AI บนอุปกรณ์ลื่นไหลมากขึ้น
หน้าจอเป็น Ceramic Shield 2 ใช้การเคลือบผิวแบบใหม่ที่ออกแบบโดย Apple ทำให้ทนการขีดข่วนได้ดีขึ้น 3 เท่า และป้องกันการสะท้อนแสงได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเป็นครั้งแรกที่มี Ceramic Shield ปกป้องด้านหลังของ iPhone ช่วยให้ทนการแตกร้าวได้ดีขึ้น 4 เท่า เมื่อเทียบกับกระจกด้านหลังของรุ่นก่อน ๆ
ส่วนจอภาพ Super Retina XDR ขนาด 6.5 นิ้ว มาพร้อม ProMotion ที่ปรับอัตรารีเฟรชได้สูงสุด 120Hz ความสว่างสูงสุด (เมื่ออยู่กลางแจ้ง) 3,000 นิต ถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน iPhone ทุกรุ่น และมีคอนทราสต์กลางแจ้งดีขึ้น 2 เท่า


กล้องหลังเป็น Fusion 48MP ทำหน้าที่เสมือนเลนส์ 4 ตัว เริ่มจากเลนส์หลักแบบเฉพาะสำหรับทางยาว ระยะโฟกัส 28 มม. และ 35 มม. ขณะที่เซ็นเซอร์แบบ Quad-pixel ขนาด 2.0µm พร้อม OIS จะช่วยเรื่องการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อย และสามารถเข้าใกล้ตัวแบบได้มากขึ้นด้วยเทเลโฟโต้ 2 เท่า ที่สำคัญมีการอัพเดต Photonic Engine ให้สามารถเก็บรายละเอียดและสีสันได้สมจริงยิ่งขึ้น
ฝั่งกล้องหน้าสามารถบันทึกภาพที่ความละเอียดสูงสุด 18MP และมีเทคโนโลยี Center Stage ที่ใช้เซ็นเซอร์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสช่วยเสริมมุมมองภาพกว้าง ทำให้ไม่ต้องหมุน iPhone เพื่อถ่ายเซลฟี่ในแนวนอน สามารถถ่ายภาพหรือวิดีโอในแนวตั้งหรือแนวนอนขณะที่กำลังถือ iPhone ในแนวตั้งได้ ขณะเดียวกันยังทำให้การถ่ายภาพกลุ่มสะดวกขึ้น เพราะมี AI วิเคราะห์การขยายมุมมองภาพ เก็บคนให้ไม่หลุดเฟรมโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ Apple ยังมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Dual Capture หรือการถ่ายวิดีโอโดยใช้กล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกันใน iPhone Air เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่ต้องการแบ่งปันเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการแสดงความรู้สึกแบบเรียลไทม์ เช่น การชมคอนเสิร์ตของศิลปินคนโปรด เป็นต้น
iPhone Air มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สกายบลู, ทองอ่อน, ขาวปุยเมฆ และดำสเปซแบล็ก ราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 39,900 บาท สำหรับความจุ 256GB