ทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานบอร์ด ททท. หนุนตั้งวอร์รูม “ยกเครื่องท่องเที่ยวไทย”

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยถึง 18-19% ของจีดีพีในช่วงก่อนระบาดโควิด-19 และยังคงเป็นอุตสาหกรรม “ความหวัง” ของประเทศที่จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

แต่การที่ภาคท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไปได้นั้น ประเทศไทยต้องยกเครื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งซัพพลายเชน เพื่อที่จะตอบโจทย์ในเรื่องของการโฟกัสกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ไม่ใช่การมุ่งเน้นที่จำนวนนักท่องเที่ยวเช่นที่ผ่านมา

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์” รักษาการประธานกรรมการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถึงจุดอ่อน-จุดแข็ง อุปสรรคและปัญหาในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รวมถึงศักยภาพและโอกาสของการท่องเที่ยวไทย

กลับมาครั้งนี้ต้องไม่เหมือนเดิม

“ดร.ทศพร” กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2562 หรือช่วงก่อนวิกฤตโควิด ภาคการท่องเที่ยวมีรายได้ประมาณ 18-20% ของ GDP ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศราว 40 ล้านคน เรียกว่าประเทศไทยอาศัยภาคต่างประเทศเป็นหลักทั้งส่งออกและการท่องเที่ยว

พอปี 2563 เนื่องจากการปิดประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวเหลืออยู่ประมาณ 6.7 ล้านคน สร้างรายได้รวมราว 8.8 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนรายได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6% ของ GDP และยิ่งหนักมากขึ้นอีกในปี 2564 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 4.2 แสนคน สร้างรายได้รวมที่ประมาณ 4.5 แสนล้านบาทเท่านั้น สำหรับปีนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค.-16 พ.ย. 65 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 8.6 ล้านคน

ดังนั้นประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟื้นการท่องเที่ยว เพราะเป็นเครื่องยนต์สำคัญกับประเทศ โดยประเด็นสำคัญคือ การกลับมาครั้งนี้ “ต้องไม่เหมือนเดิม” เพราะแบบเดิมการท่องเที่ยวของเราเน้นเรื่องของปริมาณ แบบ “ทำมาก-ได้น้อย” ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40 ล้านคน แต่หลังจากนี้เราทำแบบเดิมไม่ได้

เป้าหมายสำคัญของภาคท่องเที่ยวไทยหลังวิกฤตโควิดคือ ต้องโฟกัสนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ๆ ที่ยินดีจะใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดี ๆ ซึ่งในอนาคตก็ไม่มีความจำเป็นว่าต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปริมาณเท่าก่อนโควิด

แผนสู่ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

ประธานบอร์ด ททท.ระบุว่า จากเป้าหมายดังกล่าวนี้ ทำให้ต้องทรานส์ฟอร์มภาคท่องเที่ยวด้วยการปรับทิศทาง และพอร์ตโฟลิโอตามยุทธศาสตร์ แผนแม่บทเฉพาะกิจ 2563-2565 และทิศทางตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับ 13 ที่เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ ที่เป็น cheap destination หรือจุดหมายปลายทางราคาถูก ไปสู่การเน้นคุณภาพ (high value) responsible tourism, sustainable tourism (based on BCG concept)

Advertisement

โดยเป้าหมายคือ การปรับพอร์ตเจาะ niche market แสวงหาลูกค้ากลุ่มใหม่ อาทิ กลุ่มลักเซอรี่, กลุ่ม workation, gastronomy, medical & wellness ฯลฯ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ กำหนดจำนวนคนเข้าสถานที่ท่องเที่ยว เชื่อมโยงท่องเที่ยวกับชุมชน และสิ่งสำคัญคือ เป็นการใช้ภาคการท่องเที่ยว เป็นช่องทางแก้ปัญหาการกระจายตัวของรายได้ของประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

เร่ง Drive Demand กลุ่มใหม่

ดร.ทศพรกล่าวว่า บทบาทหลักของ ททท.คือ ทำการตลาดเพื่อกระตุ้นความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยว (drive demand) โดยมุ่งกลุ่มประชากรที่มีความมั่งคั่ง, กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย, กลุ่มอาชีพทักษะสูง รวมถึงกลุ่มที่ต้องการมารักษาพยาบาล และดูแลสุขภาพมาทรีตเมนต์ (medical & wellness) กลุ่มคู่รักฮันนีมูน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ (responsible tourist) และกลุ่มคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ยังต้องทำให้ประเทศไทยเป็นเดสติเนชั่นที่ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีลูกค้าในทุกซีซั่นนอล เช่น ในช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องไตรมาส 1 เป็นตลาดยุโรปหนีหนาว ช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน จะเป็นตลาดตะวันออกกลาง ที่หนีร้อนมาหาฝน เป็นต้น

“นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยเขาก็คาดหวังว่ามาเมืองไทยแล้วต้องเจอธรรมชาติที่ฟื้นกลับมา ไม่เจอการเอารัดเอาเปรียบ มาเจอสินค้าและบริการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ ที่เขาต้องการ และเชื่อมั่นว่ากลุ่มเหล่านี้จะไม่ใช้จ่ายแค่ 40,000-50,000 ต่อคนต่อทริป แต่อาจเพิ่มเป็น 80,000 บาทต่อคนต่อทริป หรือมากกว่าก็เป็นไปได้”

โจทย์ใหญ่ Change ซัพพลายเชน

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือ ภาคการท่องเที่ยวของไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยกระดับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว หรือ shape supply พร้อมทั้งสร้างเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการเชิงประสบการณ์ อำนวยความสะดวกสูง และสร้างนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวเพื่อมุ่งสู่สมาร์ททัวริซึ่ม และส่งเสริมธุรกิจรูปแบบใหม่

ประธานบอร์ด ททท.ระบุว่า ประเด็นสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ของภาคการท่องเที่ยวหลังจากนี้คือ เมื่อ ททท.กระตุ้นดีมานด์การเดินทางเข้ามาแล้ว จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาแล้ว “ไม่ผิดหวัง” พบแหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการของประเทศที่มีคุณภาพตามที่โปรโมตออกไป

ประเทศไทยต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการทุกซัพพลายเชนด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ และเป้าหมายที่เรามุ่งเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้ได้

“ในแง่ของ ททท.ไม่น่าห่วง เพราะมีบทบาทหน้าที่ drive demand แต่สิ่งที่ห่วงคือ ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วผิดหวัง ในที่สุดเราก็จะไปไม่รอด ต้องกลับมาเป็นการท่องเที่ยวเชิงปริมาณแบบเดิม”

จุดอ่อนนำแผนไปสู่ปฏิบัติจริง

ดร.ทศพรสะท้อนถึงความท้าทายในเวลานี้ว่า ตอนนี้ในแผนของ ททท. รวมทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ชัดเจนในการที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องทรานส์ฟอร์มสูง การท่องเที่ยวเน้นคุณภาพจับกลุ่มลูกค้า high value แต่ปัญหาคือ ยังขาดการนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อทำให้แผนเกิดขึ้นจริง เนื่องจาก ททท.มีบทบาทด้านการกระตุ้นดีมานด์เป็นหลัก ไม่ได้ดูแลในส่วนซัพพลายเชนทั้งหมด

“เรื่องท่องเที่ยวเป็นเรื่องคลาสสิกของการบริหาร เพราะเป็นภาคธุรกิจที่มีหน่วยงาน และคนที่เกี่ยวข้องเยอะมาก ซัพพลายเชนทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถ เรือ ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยทุกภาคส่วน ลำพังแค่กระทรวงการท่องเที่ยวฯและ ททท. ไม่มีอำนาจในการที่จะจัดการ เพราะเกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม สาธารณสุข มหาดไทย และอื่น ๆ อีกมาก”

นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และท้องถิ่น รวมถึงแหล่งเงินทุน ก็ต้องมีหน่วยที่เป็นเจ้าภาพในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี สามารถยกระดับตัวเองได้ตามเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาล

วาระแห่งชาติ “ท่องเที่ยวไทย”

ดร.ทศพรย้ำว่า ถ้าประเทศไทยจะมุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และทำให้กลับมาเป็นเรื่องหลักสร้างรายได้ในสัดส่วน 18-20% ต่อจีดีพีอีกครั้ง และสามารถเติบโตอย่างแข็งแรง ทุกฝ่ายต้องทำงานแบบบูรณาการ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างแท้จริง ดังนั้นการยกเครื่องซัพพลายเชนภาคการท่องเที่ยวไทยเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำอย่างจริงจัง

“เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งเป็นวอร์รูม ให้คนที่มีบารมีอย่างมากมาสั่งการ หรือต้องเป็นนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ เหมือนเมื่อครั้งทำแผนเปิดประเทศในโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ปี 2564 เพื่อที่จะให้แผนการยกระดับมาตรฐานภาคการท่องเที่ยวทั้งซัพพลายเชน และไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มต้น ต้องคัดเลือกว่าพื้นที่ไหนจำเป็นต้องทำก่อนพื้นที่ไหนทำทีหลังให้ชัดเจน ไม่สามารถทำพร้อมกันทั้งประเทศ” ประธานบอร์ด ททท.กล่าว

โดยที่ผ่านมา ททท.ได้ทดลองทำโมเดลต้นแบบ จัดทำแผนพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นคลัสเตอร์ เริ่มต้นจากคลัสเตอร์ท่องเที่ยวอันดามัน “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” เนื่องจาก 3 จังหวัดนี้ที่สนับสนุนซึ่งกันและกันหลายอย่าง เช่น มีธุรกิจในภาพบริการจำนวนมาก และเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับต่างชาติ มีวัฒนธรมพื้นถิ่นใกล้เคียงกัน มีกิจกรรมท่องเที่ยวเชื่อมโยง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวและบริการให้มีมาตรฐานและมูลค่าสูง เป็นเวลเนสทัวริซึ่ม

“ตอนนี้เราให้ ททท.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสาน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ถ้าจะยกเครื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ต้องบูรณาการเพื่อให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกัน สร้างกลไกขับเคลื่อน ผมอยู่ในระบบราชการมานาน ทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่”

ฝากความหวังรัฐบาลใหม่

ประธานบอร์ด ททท.ทิ้งท้ายว่า ประเด็นเหล่านี้ต้องส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารนำไปพิจารณา เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็เหลือเวลาทำงานอีกไม่นานประมาณ 3 เดือนเท่านั้น หากยังต้องการให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทุ่มงบประมาณลงมาจริงจัง และนายกรัฐมนตรีต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เพื่อให้การทำงานเกิดบูรณาการและปฏิบัติการเชิงรุกเต็มที่

พร้อมย้ำว่า ด้วยงบประมาณประจำปีที่มีจำกัด ในส่วนของงบประมาณดำเนินการ แนวทางที่ดีที่สุดคือ การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว หรือที่เรียกว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ซึ่งมีแผนจัดเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย