AWC ทุ่ม 800 ล้าน ปั้น “เอเชียทีค” สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา

วัลลภา ไตรโสรัส
วัลลภา ไตรโสรัส

AWC ทุ่มลงทุนอีก 800 ล้านบาท ปั้น “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์” สู่รีเทล-เทนเมนต์ริมแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุด พร้อมฉลองครอบรอบ 10 ปีด้วยการรวมที่สุดของทุกประสบการณ์การท่องเที่ยวต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดวันยันเที่ยงคืน ทั้งด้านอาหาร ความบันเทิง แหล่งแฮงก์เอาต์สุดคูล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ALL DAY EVERYDAY HAPPINESS” ตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกเจเนอเรชั่น

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า วันนี้ AWC ได้เดินหน้าพัฒนาให้โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เป็นที่สุดของแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะเต็มไปด้วยความสุขในทุก ๆ วัน

โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ALL DAY EVERYDAY HAPPINESS” เพื่อร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ และประเทศไทยให้กลับมาครึกครื้น รวมทั้งส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศตามปรัชญา “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” หลังจากที่ได้สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ ทั้งการเป็น Living Museum ที่มีประวัติศาสตร์น่าค้นหา
และเป็นจุดหมายแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ ผสมผสานกับกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

นางวัลลภากล่าวว่า สำหรับคอนเซ็ปต์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “ALL DAY EVERYDAY HAPPINESS” นี้ บริษัทได้ลงทุนมากกว่า 800 ล้านบาท สำหรับเติมเต็มสถานที่แห่งนี้ให้เป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวด้านไลฟ์สไตล์ริมน้ำระดับโลก และเป็น “รีเทล-เทนเมนต์” ที่ผสมผสาน Living Museum & Art Festival แหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบสร้างสรรค์ พร้อมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่ตั้งของโครงการ

พร้อมทั้งยกระดับสู่แหล่งท่องเที่ยวด้านไลฟ์สไตล์และศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจรที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคน รวมถึงขยายเวลาเปิด-ปิด เป็นตั้งแต่ 10.00-24.00 น. เพื่อส่งมอบประสบการณ์ในทุกวันทุกเวลาอย่างไม่มีวันหลับไหล ผ่านการสร้างสรรค์ 3 ประสบการณ์สำคัญ ได้แก่ 1.FESTIVAL VILLAGE โซนที่มีไฮไลต์ที่เป็นแลนด์มาร์กและงานแสดงระดับสากลที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ

อาทิ Asiatique Sky ชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 60 เมตร Merry-Go-Round ม้าหมุนแสนสนุก Mystery Mansion บ้านผีสิง และการแสดงที่คาลิปโซ่ ฯลฯ

และล่าสุดคือ DISNEY 100 VILLAGE ซึ่งเป็นงานแสดงพิเศษ (Special Pop-Up Event) เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีดิสนีย์ เพื่อให้ทุกคนและแฟนคลับดิสนีย์ในประเทศไทยชื่นชม ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ถึง 31 กรกฏาคม 2566 นี้

โดยจะมีโซนงานแสดงหลากหลายธีมให้ทุกคนได้สัมผัสกับเรื่องราวเหนือกาลเวลากว่า 100 ปี และตัวละครอันโด่งดังจากทั้ง Disney, Pixar, Marvel และ Star Wars โดยมีแผนจะเปิดขายบัตรเข้าชมตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 นี้เป็นต้นไป

2.LARGEST FOOD AND BEVERAGE SELECTION โซนแหล่งรวมร้านอาหารอร่อยจากทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงอาหารสตรีตฟู้ดจากทั่วทุกภาคมารวมกันที่โกดัง 1 และ 2 นอกจากนี้ยังมี Big C ห้างค้าปลีกที่ครบครันด้วยสินค้ามากมายมาร่วมสร้างสีสันในพื้นที่ด้วย โดยจะรวบรวมขนมและของฝากยอดฮิตสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวมาไว้ที่นี่

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารระดับพรีเมี่ยมมาตรฐานโรงแรมชั้นนำระดับโลก เช่น เรือสิริมหรรณพ และห้องอาหารเดอะคริสตัลล์กริลล์เฮาส์ เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้นักชิมได้เลือกสรร โดยชูจุดเด่นของร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เรียงรายตามแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบนพื้นที่ยาวกว่า 300 เมตร ซึ่งเป็นทางเดินริมฝั่งแม่น้ำที่ยาวที่สุดในกรุงเทพฯ สร้างสุนทรียภาพทางการรับประทานอาหารกับทัศนียภาพของคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่งดงาม

และ 3.LIFESTYLE MARKET โซนแหล่งไลฟ์สไตล์สุดคูลน่าแฮงเอาต์แห่งใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยการร่วมมือกับบริษัท Mad Face และ Made by Legacy จัด “Lifestyle Market” ที่จะเป็น Community ของกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง กลุ่มที่ชอบตกแต่งบ้านและสวน และกลุ่มที่ชอบของวินเทจ

โดยกิจกรรมจะผันเปลี่ยนไปตามเทศกาลและฤดูกาลต่าง ๆ ทั้งงานดนตรี ช็อปปิ้ง ศิลปะ สินค้าวินเทจ รวมถึงสุขภาพและอาหารตลอดปี เพื่อให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ของทุกเจเนอเรชั่นในที่เดียว

นางวัลลภากล่าวด้วยว่า นอกจากนี้โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ยังได้ริเริ่มกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อาทิ การร่วมมือกับบริษัท Miniwiz ติดตั้งเครื่อง Trashpresso เครื่องรีไซเคิลขยะพลาสติกให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่คูล ๆ มีมูลค่าเพิ่ม และสามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยลูกค้าสามารถมาสนุกและได้ความรู้เรื่องรีไซเคิลไปพร้อม ๆ กัน

รวมถึงการจัดสรรพื้นที่ที่ Heritage Lounge ในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมการสร้างทักษะการเรียนรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งภูมิปัญญาของชุมชนต่าง ๆ ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป


“การสร้างประสบการณ์ All Day Everyday Happiness ของโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในครั้งนี้ ยังรวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้ได้รับอากาศที่ปลอดโปร่งจากแม่น้ำ ควบคู่กับความร่มรื่นในโครงการเสมือนเดินเล่นอยู่ท่ามกลางสวนอันเขียวชอุ่ม รายล้อมด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาชนิด ในคอนเซ็ปต์ RETAIL-TAINMENT IN THE PARK ซึ่งจะทำให้สถานที่แห่งนี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ระดับโลก” นางวัลลภากล่าว