นกแอร์ ลั่นเจ็บแต่ “สู้ไหว” เพิ่มฝูงบิน 6 ลำ เปิด 9 เส้นทางสู่จีน

วุฒิภูมิ จุฬางกูร นกแอร์
วุฒิภูมิ จุฬางกูร
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

อุตสาหกรรมการบินของไทยยังคงได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินของภาครัฐ

ขณะเดียวกันก็กำลังประสบปัญหาห่วงโซ่อุปทานจากที่ผู้ให้บริการซ่อมอากาศยานน้อยราย ค่าซ่อมบำรุงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือได้ครบกำหนด ทำให้สายการบินเริ่มรับรู้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“วุฒิภูมิ จุฬางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงานสำหรับปีนี้ รวมถึงมุมมองที่มีต่อประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของธุรกิจการบินในขณะนี้ ไว้ดังนี้

ลั่นเจ็บหนักแต่ยัง “สู้ไหว”

“วุฒิภูมิ” บอกว่า แม้อุตสาหกรรมการบินจะมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย และเจ็บตัวอย่างหนักจากโควิด แต่ยังคงยืนยันว่าสู้ไหวและไม่ทิ้งนกแอร์แน่นอน และที่สำคัญ ผู้ถือหุ้นหลักยังอยากให้ “นกแอร์” เป็นสายการบินของคนไทย

“แม้เราจะเจ็บหนักจากโควิด แต่เราก็เจ็บน้อยกว่าสายการบินรายอื่น และเราก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง บมจ.การบินไทยที่มีข่าวเตรียมพิจารณาควบรวมสายการบินไทยสมายล์กับการบินไทย แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นใน บมจ.สายการบินนกแอร์แต่อย่างใด”

สำหรับปี 2566 นี้ “นกแอร์” มีแผนหาแหล่งทุนอีกราว 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนฟื้นฟู โดยจะใช้เงินทุนดังกล่าวเพิ่มสภาพคล่อง ขยายฝูงบินลำตัวแคบ การบำรุงรักษาแบบยกเครื่อง (overhaul maintenance) โดยมองว่าปีนี้สายการบินจะสามารถลดการขาดทุนลง

“เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทได้หาแหล่งทุนจำนวน 280 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการชำระหนี้ตามกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ และมีกระแสเงินสดเป็นปกติ”

ปรับลดฝูงบินเหลือ 14 ลำ

“วุฒิภูมิ” บอกด้วยว่า ปัจจุบันสายการบินนกแอร์ทำการบินสู่ 33 เส้นทางบิน ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความถี่เที่ยวบินราว 110 เที่ยวบินต่อวัน มีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย (average cabin factor) ที่ประมาณ 85% มีพนักงานราว 1,500 คน ใกล้เคียงกับก่อนการระบาดของโควิด-19

ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมปรับลดขนาดฝูงบินลงเหลือจำนวน 14 ลำ โดยเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800 ทำการคืนเครื่องบินแบบบอมบาดิเอร์ แดช 8 คิว 400 (Q400) จำนวน 3 ลำ และอยู่ระหว่างขออนุญาตนำเครื่องบินเข้าประจำการ 6 ลำ ซึ่งได้ยื่นคำขอไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แล้ว อยู่ระหว่างรอการอนุมัติ

“ในปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 สายการบินนกแอร์มีเครื่องบินประจำการในฝูงบินทั้งสิ้น 24 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800 จำนวน 16 ลำ เครื่องบินแบบบอมบาดิเอร์ แดช 8 คิว 400 จำนวน 8 ลำ”

เครื่องบินโบอิ้ง 737-800 สายการบินนกแอร์ ทะเบียน HS-DBZ

 

ย้ำภาพ “พรีเมี่ยมแอร์ไลน์”

สำหรับแผนขยายฝูงบินเพิ่มอีก 6 ลำนั้น “วุฒิภูมิ” บอกว่า เป็นการเพิ่มเพื่อรองรับการขยายเส้นทางบิน เช่น จีน แต่หากนำเครื่องบินเข้าประจำการไม่ทัน การขยายเส้นทางก็จะใช้เครื่องบินในฝูงบินที่มีอยู่ทำการบินในเส้นทางที่เตรียมขยายต่อไป

นอกจากนี้ สายการบินยังเตรียมพิจารณาปรับปรุงห้องโดยสารภายในเครื่องบินบางลำ พร้อมให้บริการไวไฟวงปิด (close loop WiFi) เพื่อให้ผู้โดยสารรับชมสิ่งบันเทิงบนเที่ยวบินได้ในประมาณเดือนกันยายนปีนี้

และเปิดให้ผู้โดยสาร Nok Xtra และ Nok Max สามารถเลื่อนวันเดินทางได้ฟรี เมื่อมีใบรับรองแพทย์ว่าติดเชื้อโควิด-19 เจ็บป่วยร้ายแรง หรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำการปรับตำแหน่งทางการตลาดสู่พรีเมี่ยมแอร์ไลน์

รุกบินจีน 9 เส้นทาง

“วุฒิภูมิ” พูดถึงตลาดจีนด้วยว่า ปัจจุบันสายการบินนกแอร์ทำการบินเส้นทางไทย-จีน ในเส้นทางกรุงเทพฯ-หนานหนิง (NNG), หนานจิง (NKG) และเจิ้งโจว (CGO) ด้วยความถี่เฉลี่ยเส้นทางบินละ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

และอยู่ระหว่างประสานงานความพร้อมในการทำเส้นทางบินกรุงเทพฯ-หางโจว (HGH), เฉิงตู-เทียนฝู่ (TFU), เจียงซู-หนานทง (NTG), เจียงซู-อู๋ซี (WUX), ฉางชา (CSX) และกว่างโจว (CAN) โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 ด้วยความถี่เส้นทางละ 3-4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดสำนักงานการขายในประเทศจีนด้วย

“ผมประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2566”

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงแผนการเปิดเส้นทางบินสู่ไต้หวัน สิงคโปร์ และเมืองคยา อาห์เมดาบัด พาราณสี (อินเดีย) โดยตั้งเป้าไตรมาสที่ 2/2566 มีสัดส่วนเที่ยวบินในประเทศต่อต่างประเทศอยู่ที่ 90% และ 10% ตามลำดับ ขณะที่ไตรมาส 3-4 ปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศให้มีสัดส่วนถึงราว 20%

“เดิมเราเคยบินไทย-จีน ราว 200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตอนนี้เรามีเที่ยวบินต่างประเทศน้อยกว่าในอดีตอยู่มาก แต่เราจะทยอยเพิ่มหลังจากรับเครื่องมาเพิ่ม”

ยันปรับ “ราคาตั๋ว” ตามต้นทุน

ต่อคำถามเรื่องที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งให้กระทรวงคมนาคมเข้ามาดูแลประเด็นปัญหาบัตรโดยสารราคาแพง “วุฒิภูมิ” แจงว่าราคาบัตรโดยสารที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

โดยส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของสงคราม และห่วงโซ่อุปทานที่กำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงค่าบำรุงรักษาเครื่องบิน ค่าอะไหล่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการซ่อมแซมเครื่องบินที่อาจต้องรอคิวนานมากขึ้น

“ในช่วงเทศกาลวันสำคัญและวันหยุดยาวที่พบว่าค่าบัตรโดยสารแพงนั้นเกิดจากสายการบินต้องคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายเหมาะสม ดังนั้นการดูราคาสายการบินต้องมองราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปี เนื่องจากในบางช่วงค่าบัตรโดยสารก็มีราคาไม่สูง”

หวั่น “สงครามราคา” หวนคืน

ซีอีโอหนุ่มสายการบินนกแอร์ยังประเมินด้วยว่า ในไตรมาสที่ 2-3 ของปีนี้ สายการบินในประเทศไทยอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ผู้ประกอบการแต่ละรายเริ่มเพิ่มเส้นทาง ความถี่เที่ยวบิน ขยายขนาดฝูงบิน รวมถึงเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์เครื่องบิน (aircraft utilization) โดยทำการบินเส้นทางต่างประเทศในเวลากลางคืน

ประกอบกับในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 นี้เป็นต้นไป สายการบินบางรายเริ่มนำเครื่องบินเข้าประจำการในฝูงบินมากขึ้น แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเข้าสู่ช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว ทำให้หลายสายการบินอาจหันมาใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคาอีกครั้ง


พร้อมฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ด้วยว่า อยากให้สนใจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว เช่น อุตสาหกรรมการบิน พร้อมทั้งต่อยอดนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวเดิม รักษาระดับการแข่งขันไม่ให้สูญเสียไปแก่คู่แข่งตลาดการท่องเที่ยวรายอื่น และแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วย