คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
นโยบายสำคัญของรัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประกาศว่าจะดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวเมืองไทย ตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยว จากเดิมประมาณ 7 แสนล้านบาท ในปี 2565 เป็น 3 ล้านล้านบาทในปี 2570
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เป็นหนึ่งในแม่งานหลักที่ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว จับ-จ่าย-ใช้-สอยในประเทศไทย รายงานเป้าหมายนักท่องเที่ยวในสิ้นปี 2566 ในกรณีที่ดีที่สุด (best case scenario) จะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศจำนวน 25-30 ล้านคน คาดว่าจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 1.5 ล้านล้านบาท
โดย 5 อันดับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด ตั้งแต่ 1 มกราคม-31 กรกฎาคม 2566 ปรากฏว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย 2.4 ล้านคน จีน 1.8 ล้านคน เกาหลีใต้ 913,168 คน อินเดีย 888,807 คน และรัสเซีย 856,503 คน
ล่าสุด น.ส.สุกัญญา สิริกาญจนากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ ททท. เปิดเผยว่า ทุกตลาดทำได้ตามเป้าที่ฝ่ายแผนวางไว้ 25-30 ล้านคนภายในปีนี้ ซึ่งผ่านมา 8 เดือน ทุกตลาดส่วนใหญ่จะผ่านเส้นชัยเกินครึ่ง เราพยายามให้ดีที่สุด
อินเดียทะลุล้าน
สำหรับตลาดในภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ ที่ตนดูแลอยู่นั้น ต้องยอมรับว่าจีนกำลังกลับมา ทิ้งห่างมาเลเซียแค่ 3 แสนคน ดังนั้น มาเลเซียมีสิทธิตกมาเป็นอันดับ 2 เราต้องพยายามรักษาตลาดตัวเอง
ส่วนตัวเลขของอินเดียขณะนี้ 9.3 แสนคน คาดว่าปีนี้มีนักท่องเที่ยวอินเดียเข้าประเทศไทยถึง 1 ล้านคนแน่นอน อาจถึง 1.5 ล้าน-1.6 ล้านคน แม้ตลาดอินเดียต้องขอวีซ่า เช่นเดียวกับตลาดจีน แต่ความต้องการของนักท่องเที่ยวยังมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่ม wedding ถ้ามาแต่งงานที่ไทย ใช้เงินครั้งหนึ่งค่อนข้างสูง 3-4 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป เวลานักท่องเที่ยวอินเดียใช้ผ่านบัตรเครดิตในต่างประเทศ รัฐบาลอินเดียจะชาร์จภาษี 25% ดังนั้น จึงกังวลว่านักท่องเที่ยวจะหายไปหรือไม่
“เรากำลังให้สำนักงาน ททท. 2 แห่งในอินเดียคือ มุมไบ นิวเดลี ซึ่งขอดูสถานการณ์ตุลาคม อาจมีช่องทางส่งเงินที่ไม่ใช้บัตรเครดิต อย่าง แทรเวลการ์ดใช้ได้หรือไม่ หรืออาจไม่มีผลกระทบก็ได้” น.ส.สุกัญญากล่าว

เวียดนามแห่ช็อปแบรนด์เนม
น.ส.สุกัญญากล่าวว่า ส่วนตลาดที่น่าสนใจต่อมาคือเวียดนาม ตอนนี้นักท่องเที่ยวมาเป็นอันดับ 6 จากทั่วโลก มีนักท่องเที่ยวประมาณ 6 แสนคนเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มเจน Y ที่มีกำลังซื้อ กลุ่มคนพวกนี้พยายามเก็บเงินและมาซื้อของแบรนด์เนมในเมืองไทย
ส่วนตลาดอันดับ 7 คือลาว ที่เน้นเข้ามาตรวจสุขภาพ ขณะที่ตลาดที่มีศักยภาพต่อมาคืออินโดนีเซีย มีพาสปอร์ต 20 กว่าล้านคน จาก 270 ล้านคน เราก็พยายามหาว่าคนกลุ่มไหน เราอาจโชคดีที่แคปตลาดถูก โดยเราเป็นพันธมิตรกับ traveloka และ ticket.com ปรากฏว่าตัวเลขของอินโดนีเซียดีมาก
ส่วนออสเตรเลีย ตอนนี้นักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 15 จริง ๆ อยากให้อยู่ใน Top 10 แต่ปัญหาเรื่องสายการบินที่ยังมีแค่เมลเบิร์นกับซิดนีย์ อย่างไรก็ตาม คนออสเตรเลียมีกลุ่มที่ชอบ soft adventure กลุ่มที่ท่องเที่ยวจริง ๆ คือเป็นครอบครัว
ดังนั้น กิจกรรมต้องทำได้ทั้งพ่อ แม่ ลูก ตอบโจทย์เด็ก ๆ เช่น ทะเล ตีกอล์ฟ โดยจังหวัดยอดฮิตคือ กทม. ภูเก็ตอันดับสอง แต่สิ่งสำคัญที่เราอยากจะขับเคลื่อนคือ responsible tourism (RT) หรือการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ซึ่งนักท่องเที่ยวมีความสนใจอยากจะซื้อโปรแกรม
แผนดึง นทท.เที่ยวปี’67
น.ส.สุกัญญากล่าวว่า ในส่วนแผนของปี 2567 เราได้รับโจทย์ ผู้บริหารอยากให้ทุกตลาดเกียร์ไป RT ตลาดที่เกียร์ง่ายที่สุดคือตลาดออสเตรเลีย ซึ่งคล้าย ๆ กับยุโรปกับสหรัฐอเมริกา ค่อนข้างใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ใช่คนอาเซียนหรือเอเชียใต้ไม่ใส่ใจ เวลาประเมินเรื่อง RT
ตลาดอินเดีย ทางสำนักงาน ททท. ก็มีโปรเจ็กต์ celebration with care ที่มาฉลองในประเทศไทย จะฉลองอะไรก็ตาม แต่เขาต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของไทยด้วย เราก็พยายามหากลุ่มท่องเที่ยวที่มาแต่งงาน เราต้องคุยกับโรงแรมที่มีไอเดียเดียวกันด้วย
นอกจากนี้ ยังมีโปรเจ็กต์ของภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ ในเรื่องการท่องเที่ยวแบบ RT โดยรางวัลกินรี ที่เราทำมาหลายปี ปีนี้ภาคเอกชนที่สนใจร่วมโครงการก็จะมีตัวชี้วัดเรื่องการลดคาร์บอนด้วย เราโชว์เคสแบบนี้ทั้งตลาดใกล้และตลาดไกล จะเป็นการตอบโจทย์กับการริเริ่มความคิดเรื่อง RT
ออสเตรเลียทะลุ 6.5 แสนคน
ด้าน นางบุษกร พรหมมาโนช ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31กรกฎาคม 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเดินทางเข้าไทย 385,100 คน และคาดหมายว่าจะได้ตามเป้า ททท.วางเป้าหมายกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเข้าเที่ยวไทย 522,000 คนภายในสิ้นปีนี้ แต่หลังจากผ่านมา 7 เดือนแรก ได้เกินกว่าเป้าที่วางไว้ ดังนั้น คาดว่าทั้งปีนี้จะแตะ 654,422 คน

เที่ยวชุมชน-Low carbon
นางบุษกรกล่าวว่า สำหรับแผนเชิงรุก จากการวิจัยพบว่าตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ค่อนข้างใส่ใจเรื่องการท่องเที่ยวแบบ RT จึงคิดโปรเจ็กต์ feel good in amazing Thailand เหมือนกับได้ไปเที่ยวและได้ให้อะไรกับสังคม
เช่น เที่ยวเมืองไทยก็ไปในชุมชน ใช้โรงแรมที่มีโปรเจ็กต์รักษาสิ่งแวดล้อม หรือบริษัททัวร์หลายบริษัทที่ทำเส้นทางแบบ low carbon, net zero หรือเที่ยวชุมชน เป็นแนวทางที่เรามุ่งไปทางนี้ ส่วนเรื่องอาหารก็เน้นเรื่องออร์แกนิกฟู้ด farm to table เส้นทางท่องเที่ยวชุมชน ศูนย์อนุรักษ์ช้าง โดยเส้นทางเหล่านี้มี 20 เส้นทาง
“จริงอยู่ที่จำนวนอาจจะน้อย แต่เราน่าจะได้ในเรื่องรายได้ เพราะเวลาไปเมืองไทยเขาใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว และทางผู้บริหาร ททท.มองว่า ถ้าจะมุ่งมาทางนี้ ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นลำดับต้น ๆ ที่จะสามารถทำเรื่อง RT ได้”
นางบุษกรกล่าวว่า เซ็กเมนต์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญคือ เจน Y เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ กลุ่ม millennials, digital nomad กลุ่มครอบครัว และ health-conscious ซึ่งปัจจัยสำคัญ คิดว่าไปได้ดีขึ้นตามลำดับ ถ้าได้เที่ยวบิน direct flight เพิ่มขึ้นน่าจะช่วยได้