ท่องเที่ยวไฮซีซั่นบวกแรง บุ๊กกิ้งโรงแรมหรู “กทม.-ภูเก็ต” ยอดพุ่ง

นักท่องเที่ยว

ไฮซีซั่นท่องเที่ยวสัญญาณบวกแรง โรงแรมหรูกรุงเทพฯ-ภูเก็ตยิ้ม อัตราเข้าพัก-ยอดจองล่วงหน้าพุ่ง 80-90% อัพราคาทะลุฐานปี’62 แล้ว เผยพฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่แห่จองโรงแรม 5 ดาว ตั๋วบินชั้นบิสซิเนส ภูเก็ตตีปีกรัสเซียทะลัก ไฟลต์เข้า-ออก 270 เที่ยวบินต่อวันเชียงใหม่ดึงยุโรป-อเมริกาแทนจีน “เกาหลี-ญี่ปุ่น” แห่จองตีกอล์ฟระยองยาวข้ามปี ด้านสภาท่องเที่ยวชี้สถานการณ์ดีแค่รายใหญ่ วอนรัฐดูแลซัพพลายไซด์รายกลาง-เล็ก

นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม 2566 และต่อเนื่องถึงมกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงพีกซีซั่นหรือไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว โดยจะพบว่าโรงแรมกลุ่มไฮเอนด์ (luxury hotel) หรือกลุ่มในระดับ 4 ดาวและ 5 ดาวขึ้นไปในบางพื้นที่มีอัตราการเข้าพักและอัตราการจองล่วงหน้าอยู่ในระดับ 80-90% โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดภูเก็ต

ขณะเดียวกันยังพบว่าโรงแรมในกลุ่มดังกล่าวนี้ล้วนสามารถปรับขึ้นราคาห้องพักไปอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วงปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด ซึ่งสอดรับกับต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ระดับกลาง-3 ดาวยังไม่ฟื้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโรงแรมในเซ็กเมนต์ตลาดระดับกลาง ระดับ 3 ดาว และรายเล็กยังคงฟื้นตัวอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือประมาณ 40-50% เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตนเอง (FIT) และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ใช้จ่ายต่อทริปสูง และนิยมพักในโรงแรมระดับ 5 ดาวเป็นหลัก

“นักท่องเที่ยวที่ออกเดินทางในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มระดับบน มีกำลังซื้อสูง และสามารถจ่ายค่าเดินทางที่ปรับสูงขึ้นได้ ขณะที่กลุ่มที่เดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์ทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บริการโรงแรมในระดับ 3-4 ดาวนั้น ยังไม่ฟื้นกลับมา โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังมีสัดส่วนเดินทางเข้ามาในจำนวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับปี 2562” นางมาริสากล่าวและว่า ทั้งนี้ สมาคมโรงแรมไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมปีนี้โรงแรมทั่วประเทศจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ประมาณ 60-65%

ยอดจอง รร. 5 ดาวพุ่ง

สอดรับกับนางสาวฤดีพรรณ เต็มชื่น ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Trip.com group ที่กล่าวถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงหลังโควิดว่า นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายสูงขึ้นมาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย มีการใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามากขึ้น โดยปัจจุบันในส่วนของประเทศไทยนักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากขึ้น โดยเห็นชัดเจนว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยปัจจุบันค่าเฉลี่ยการจองโรงแรมในระดับ 5 ดาวสูงกว่าระดับ 4 ดาว

“ตอนนี้สัดส่วนการจองโรงแรม 5 ดาวสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% จากทั้งหมดที่จองเข้ามาพักในเมืองไทย จากเดิมสัดส่วนหลักอยู่ที่โรงแรมในระดับ 4 ดาว เช่นเดียวกับการจองบัตรโดยสารสายการบินก็พบว่ามีอัตราการจองบัตรโดยสารบิสซิเนสคลาสก่อนและเต็มต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเซี่ยงไฮ้-กรุงเทพฯ หรือปักกิ่ง-กรุงเทพฯ” นางสาวฤดีพรรณกล่าว

ตารางนักท่องเที่ยว

“รัสเซีย” ทะลักภูเก็ต

นายศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันห้องพักในภูเก็ตมีประมาณ 200,000 ห้อง (มีใบอนุญาตประมาณกว่า 70,000 ห้อง) ถือว่าเพียงพอกับการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้ โดยนักท่องเที่ยวหลักที่เข้ามาในช่วงนี้คือ รัสเซีย จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์

โดยภาพรวมอัตราเข้าพักของโรงแรมในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60% เดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ประมาณ 75% คาดว่าเดือนธันวาคมจะปิดที่ประมาณ 80% โดยราคาขายห้องพักในเดือนธันวาคมสูงกว่าพฤศจิกายน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป จนถึงปีใหม่จะมีราคาสูงที่สุดในรอบปี

นายเลิศชาย หวังตระกูลดี ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าวถึงแนวโน้มของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไฮซีซั่นนี้ว่า ช่วงนี้อัตราเข้าพักขยับขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 มีจำนวนเที่ยวบินเข้าออกประมาณ 270 เที่ยวบินต่อวัน มีชาวต่างประเทศเข้ามาเกือบ 14,000 คนต่อวัน ชาวไทยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10,000 คน

หวั่นยกเลิกไฟลต์ดันค่าตั๋วพุ่ง

นายธเนศ ตันติพิระกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภาพรวมอัตราการจองห้องพักช่วงนี้ประมาณกว่า 80% บางโรงแรมยอดจองที่พักเต็ม 100% แล้ว โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาแรงที่สุดตอนนี้คือ รัสเซีย รองลงมาเป็นจีนและอินเดีย ส่วนยุโรปเริ่มเข้าแต่ยังไม่มากนัก

“ปัจจุบันจีนเข้ามาในอัตราประมาณ 28-30% แต่ปัจจัยที่มีความกังวลคือ สายการบินจีนประกาศยกเลิกเที่ยวบินในช่วงไฮซีซั่นที่จะถึงนี้ เป็นสิ่งที่กำลังกังวลว่าอาจจะเป็นเหตุให้มีการขึ้นค่าตั๋วเครื่องบินอีก ซึ่งเดิมทราบอยู่แล้วว่าจำนวนเที่ยวบิน จำนวนที่นั่งและราคาตั๋วเครื่องบินถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไม่เยอะ” นายธเนศกล่าว

เชียงใหม่ดึงยุโรป-อเมริกาแทนจีน

ขณะที่นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการจองห้องพักของโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงไฮซีซั่นปีนี้ ถือว่าดีมาก เริ่มจากเดือนตุลาคม ยอดการเข้าพักอยู่ที่ราว 70% เดือนพฤศจิกายน 80% และเดือนธันวาคมมีการจองห้องพักล่วงหน้าเข้ามาแล้วราว 80%

โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่เข้ามาทดแทนตลาดจีนที่หายไปคือ กลุ่มยุโรป สหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง โดยกลุ่มเกาหลีและญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อตีกอล์ฟ ขณะที่กลุ่มยุโรปและสหรัฐอเมริกาเน้นท่องเที่ยวธรรมชาติ อาทิ เดินป่า เลี้ยงช้าง เป็นต้น ส่วนนักท่องเที่ยวอินเดีย ส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัว เน้นท่องเที่ยวธรรมชาติ ช็อปปิ้ง นั่งร้านกาแฟ เป็นต้น

“แม้นโยบายวีซ่าฟรีจะเป็นปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้เข้ามาประเทศไทยได้สะดวกขึ้น แต่ปัจจัยที่นักท่องเที่ยวจีนพิจารณามากกว่าอาจเป็นเรื่องเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายในการเดินทางออกนอกประเทศ ทำให้ดีมานด์นักท่องเที่ยวจีนหายไปในช่วงไฮซีซั่น 2566 และคงต้องจับตาดูในช่วงโลว์ซีซั่น หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับเข้ามามากน้อยเพียงใด” นายไพศาลกล่าว

“เกาหลี-ญี่ปุ่น” จองตีกอล์ฟข้ามปี

นายไพบูลย์ ภูงามเงิน ผู้จัดการฝ่ายตลาดกิจการกอล์ฟ สนามระยองกรีนวัลเล่ย์ คันทรีคลับ สนามเซนต์แอนดรูวส์ 2000 และสนามซิลค์กี้ โอ๊ค อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สนามกอล์ฟเริ่มฟื้นตัวกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ปี 2565 และคาดว่าเดือนพฤศจิกายน 2566-มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการตีกอล์ฟ ภาพรวมจะกลับมาได้เทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19

โดยมียอดจองของนักกอล์ฟจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะเกาหลีที่เป็นตลาดหลักถึง 70% ที่เหลือเป็นญี่ปุ่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ปัจจุบันทั้ง 3 สนาม ซึ่งเป็นสนาม 18 หลุม รองรับได้สนามละ 150 คน มียอดการจองทยอยเข้ามาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และดียิ่งขึ้นในเดือนธันวาคม 2566-กุมภาพันธ์ 2567

“ตอนนี้เราคาดว่าจะเต็ม 100% แน่นอน เนื่องจากเกาหลีนิยมเล่นกอล์ฟมาก และเป็นช่วงฤดูหนาวที่ต้องหนีหนาวมา โดยลูกค้าส่วนใหญ่เดินทางโดยเครื่องบิน โดยสารลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะเวลาการพักประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเยาวชนหรือกลุ่มเทิร์นโปรที่มาฝึกการตีกอล์ฟ กลุ่มนี้จะนิยมพักเป็นเดือน” นายไพบูลย์กล่าว

ลุ้นนักท่องเที่ยว 28 ล้านคน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-26 พฤศจิกายน 2566 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 24,487,178 คน โดยนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มาเลเซีย จำนวน 3.98 ล้านคน 2.จีน จำนวน 3.05 ล้านคน 3.เกาหลีใต้ จำนวน 1.44 ล้านคน 4.อินเดีย จำนวน 1.43 ล้านคน และ 5.รัสเซีย จำนวน 1.25 ล้านคน

และหากประเมินรายเดือนจะพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาอยู่ในระดับประมาณ 2 ล้านคนต่อเดือน และยังเติบโตในอัตราปกติ แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายวีซ่าฟรีให้นักท่องเที่ยวจีน คาซัคสถาน ตั้งแต่ 25 กันยายน 2566 และไต้หวัน อินเดีย ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 2566 (ดูตารางประกอบ)

ขณะที่นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวย้ำว่า ททท.ยังคงกำหนดเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 จำนวน 25-28 ล้านคน และมีรายได้การท่องเที่ยวรวมที่ 2.38 ล้านล้านบาท (ตลาดในประเทศ 8 แสนล้านบาท) โดยมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้อย่างอินเดียและไต้หวัน ซึ่งได้วีซ่าฟรีชั่วคราวเช่นเดียวกัน ตลาดจีนเป็นตัวแปรช่วยผลักดัน

วอนดูแล “ซัพพลายไซด์”

นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงภาพการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในภาพรวมว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการที่ฟื้นตัวและอยู่รอดแล้วคือ กลุ่มระดับบน หรือลักเซอรี่เซ็กเมนต์ ส่วนกลุ่มระดับกลางและรายเล็กซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของตลาดยังไม่สามารถกลับมาฟื้นได้

โดยเหตุผลสำคัญคือ นักท่องเที่ยวที่ออกเดินทางส่วนใหญ่เป็นกลุ่มระดับบน เดินทางด้วยตัวเอง และเป็นแนวโน้ม
เดียวกับการส่งเสริมการตลาดของรัฐบาลที่พยายามกระตุ้นของกลุ่มเดินทางด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ขณะที่กลุ่มกรุ๊ปทัวร์ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้ประกอบการในตลาดระดับกลางและรายเล็กยังไม่ออกเดินทาง

นายชำนาญกล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าการเติบโตของซัพพลายไซด์ในวันนี้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ เท่านั้น เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา ส่วนซัพพลายไซด์ในเมืองรองยังไม่ฟื้น เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการพัฒนาโปรดักต์ให้สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ บวกกับรัฐบาลยังไม่ส่งเสริมกรุ๊ปทัวร์ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ลงสู่เมืองรอง


“สภาท่องเที่ยวขอเสนอให้รัฐบาลช่วยดูแลซัพพลายไซด์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในเมืองรองด้วย เพื่อให้ธุรกิจสามารถฟื้นกลับมารองรับนักท่องเที่ยวทุกเซ็กเมนต์ได้เหมือนในอดีต” นายชำนาญกล่าว