เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิต
Biz Movement ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิต
เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
Columns เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
“นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
Biz Movement “นก นิรมล” ภูมิใจ “ทุ่งแสงตะวัน” รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ดูทั้งหมด

พลิกตำนาน ปิดเมืองล่า “อั้งยี่” วีรกรรมคู่การกรุงสยาม

15 ก.ย. 2560 | 08:40น.

ความผิดฐาน “อั้งยี่” เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคล ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ส่วนความผิดฐาน “ซ่องโจร” เป็นไปตามมาตรา 210 ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป

เมื่อ “พลิก” ความหมายคำว่า “อั้งยี่” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า “สมาคมลับคนจีน : (กฎ) เป็นฐานความผิดอาญาที่ผู้กระทำเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย. (จ.)

แต่ถ้าจะสำรวจประวัติศาสตร์เพียงเฉพาะ “อั้งยี่” นั้น จะพบว่าการเกิดกบฏอั้งยี่มีด้วยกันหลายครั้งหลายคราในช่วงรัชกาลที่ 3-รัชกาลที่ 5 ก่อนจะมาปราบปราม “อั้งยี่” กันอย่างเด็ดขาดในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

แต่มีวีรกรรมของ “อั้งยี่” ที่ทำให้ไทยการค้าการขายในสยามเกือบเป็นอัมพาต

เรื่องมีอยู่ว่า ในปี 2453 รัฐบาลสยามออกพระราชบัญญัติรัชชูปการ เรียกเก็บปีละ 6 บาทต่อหัวโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 ทั่วตัว และกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. ส่งผลกระทบต่อคนจีนไปทั่ว ค่ำวันที่ 27 พ.ค.ได้มีใบปลิวลึกลับเรียกร้องให้บรรดาพ่อค้าจีนนัดหยุดการค้าขายในนามของสมาคมลับ

ขู่ว่าหากผู้ใดขัดขืน “พรรคกล้าตายจะเล่นด้วยไม้แข็ง” ทำให้ร้านค้า โรงงาน แม้กระทั่งซ่องโสเภณีพากันหยุดกิจการไปทั่ว และยังขยายตัวออกไปถึงหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศสยาม

กิจกรรมค้าขายต่าง ๆ ต้องเป็นอัมพาต รัฐบาลจึงต้องใช้ทั้งทหาร-ตำรวจเคาะประตูร้านค้าทีละห้องให้เปิดตามปกติ

วงการอุตสาหกรรมชาวจีนนัดประชุมหารือที่บริษัทเรือกลไฟไทย-จีนของเจิ้ง จื้อหย่ง ไกล่เกลี่ยให้หยุดนัดค้าขาย

สุดท้ายรัฐบาลราชสำนักชิงมีคำสั่งไปถึงหลิว ซื่อช่วน เอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศสให้เจรจากับอัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส ทูตสยามให้คำตอบเป็นทางการในนามรัฐบาลว่า

“การเรียกเก็บรัชชูปการกับชาวจีนนั้นเท่าเทียมกับชาวต่างด้าวชาติอื่น ๆ การนัดหยุดทำการค้าเกิดขึ้นเพราะมีคนแจกใบปลิวยุยง ฝ่ายรัฐได้จับกุมผู้นำการก่อเหตุและได้เนรเทศไปแล้ว 71 คน ซึ่งล้วนเป็นนักเลงหัวไม้ แต่ไม่มีผู้ใดได้ถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตพวกที่ยุยงให้นัดหยุดค้านั้นเกี่ยวกับสมัครพรรคพวกของซุน ยัดเซน ส่งไปปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศสยามกับราชสำนักชิง”

นอกจากนี้ ยังเคยเกิดเหตุ “นองเลือด” บนถนนเยาวราช ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนนสงคราม ชาวจีนโพ้นทะเลดีใจที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม แม้สมาคมชาวจีนต่างๆ จะออกประกาศให้อยู่ในความสงบ อย่าก่อเหตุวุ่นวายและเรื่องชักธงรวมถึงการเดินขบวน ทว่าในบรรยากาศฉลองชัยชนะกลับเกิดกรณีพิพาทกับหาร ตำรวจไทย จนเกิดเหตุถึงขั้นจลาจลและนองเลือดขึ้น

มีใบปลิวชักจูงให้ชาวจีนโพ้นทะเล “มีเงินออกเงิน มีอาวุธออกอาวุธ” ช่วยกันทำร้ายคนไทย ท้ายที่สุดทหารและตำรวจค้นตามจุดที่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหว จนต้องปิดถนนเยาวราชไม่ให้ผู้คนและรถราผ่านเข้าไป สุดท้ายจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย – จีน และตั้งคณะกรรมการรักษาการณ์ผสมไทย – จีนขึ้นมา ก่อนที่ความขัดแย้งจะยุติในเวลาต่อมา

เป็นตำนานอั้งยี่-ที่พัฒนาเป็นความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจร ที่นำมาใช้จับกุมผู้คิดต่าง เห็นต่างจากรัฐบาล และมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเป็นภัยความมั่นคง ตั้งแต่ยุคคอมมิวนิสต์หรือกระทั่งปัจจุบัน