คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดและนักลงทุน เมื่อทั้งหมดมีมติเอกฉันท์ให้ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% หรือเป็นการขึ้นครั้งที่ 11 ในการประชุมเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 5.25-5.50% สูงที่สุดในรอบ 22 ปี หลังจากในเดือน มิ.ย.ได้พักการขึ้นไว้ชั่วคราวเพื่อประเมินผลลัพธ์ที่เกิดจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา
แถลงการณ์ของเฟดระบุว่า ในสายตาของคณะกรรมการเห็นว่าเงินเฟ้อยังคงสูงแม้ว่าในเดือน มิ.ย. เงินเฟ้อจะขยายตัวลดลงมากสู่ 3% แต่การจ้างงานยังแข็งแกร่งมาก จำนวนแรงงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งนี้แถลงการณ์ของเฟดถูกตลาดตีความว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก และไม่ชัดเจนว่าจะเคลื่อนไหวในทิศทางใดในการประชุมครั้งหน้า ระบุเพียงว่าการตัดสินใจใด ๆ จะขึ้นกับข้อมูลในเวลานั้นเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเฟดได้เปลี่ยนถ้อยคำเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจจาก “เติบโตน้อย” ในการประชุมครั้งที่แล้วมาเป็น “เติบโตปานกลาง” ในครั้งนี้
พร้อมกับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เฟดยังเดินหน้าลดงบดุลลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันงบดุลเฟดปรับลงมาที่ 8.32 ล้านล้านดอลลาร์ จากที่เคยสูงสุด 9 ล้านล้านดอลลาร์
“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด แถลงภายหลังการประชุมว่า ในสายตาของคณะกรรมการเห็นว่านโยบายของเรายังไม่เข้มงวดยาวนานเพียงพอที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ เราตั้งใจจะรักษานโยบายเข้มงวดไปจนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อปรับลงมาอย่างยั่งยืน โดยพร้อมจะเพิ่มความตึงขึ้นไปอีกหากเห็นว่าเหมาะสม ส่วนการประชุมเดือน ก.ย.นี้อาจเป็นไปได้ทั้งการขึ้นดอกเบี้ยและคงไว้เท่าเดิม ขึ้นกับข้อมูลที่เข้ามาในขณะนั้น แต่สำหรับปีนี้ไม่น่าจะมีการลดดอกเบี้ย
ประธานเฟดกล่าวว่า มุมมองของตนคงเส้นคงวาเสมอมาที่ว่าเราจะสามารถกดเงินเฟ้อลงสู่เป้าหมายได้โดยไม่ทำให้สิ่งต่าง ๆ แย่ลงอย่างมากนัก จนส่งผลให้เกิดการตกงานในระดับสูง เฟดมีพันธะผูกพันที่จะทำให้เงินเฟ้ออยู่ในเป้าหมาย 2% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตน้อยลง การจ้างงานลดลง “การจะลดเงินเฟ้อ จำเป็นต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าแนวโน้มและตลาดแรงงานอ่อนตัวลงบ้าง เฟดตระหนักเป็นอย่างดีว่าการตัดสินใจดังกล่าวกระทบต่อชุมชน ครอบครัวและธุรกิจทั้งประเทศ แต่การควบคุมเสถียรภาพราคาเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพระยะยาว”
เกอร์พรีต กิลล์ นักกลยุทธ์การลงทุนตราสารหนี้โลกของโกลด์แมน แซกส์ แอสเซต แมเนจเมนต์ ชี้ว่า ผลการประชุมเฟดครั้งนี้เป็นหนึ่งในการประชุมที่มีทั้งความชัดเจนและไม่ชัดเจนในคราวเดียวกันมากที่สุด มีความย้อนแย้งในตัวเอง กล่าวคือ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดคำถามว่านี่จะเป็นการขึ้นครั้งสุดท้ายหรือไม่
“เราคิดว่าข้อมูลเศรษฐกิจปัจจุบันสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยที่เฟดปรับขึ้นในเดือน ก.ค. กล่าวคือ อัตรานี้น่าจะเป็นจุดสูงสุดแล้ว แต่กลายเป็นว่าดัชนีอย่างอื่นที่บ่งบอกสัญญาณเงินเฟ้อที่แข็งแกร่งอย่างดัชนีต้นทุนการจ้างงาน กลับชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก”
เอลเลน เซนต์เนอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวว่า เชื่อว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ที่ 5.375% เป็นเวลานาน ก่อนจะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มี.ค. 2024
เดนนิส ล็อกฮาร์ต อดีตประธานเฟดสาขาแอตแลนตา ให้ความเห็นว่า คำว่า “ไมล์สุดท้าย” น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับท่าทีของเฟด เพราะยากมากที่จะดึงเงินเฟ้อลงจาก 3% เหลือ 2% จะต้องใช้เวลาอีกระยะ จึงคาดว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยเป็นเวลานานไปจนถึงปี 2024
ฟรานเซส โดนัลด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ แมนูไลฟ์ อินเวสต์เมนต์ ระบุว่า ขณะนี้เฟดใช้กลยุทธ์ “ตรึงดอกเบี้ยไว้สูงเป็นเวลานาน” เพราะต้องการส่งสัญญาณขู่ตลาด เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดซึมซับข่าวเร็วเกินไปว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในอนาคต จนไปกระตุ้นให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นมาอีก