เศรษฐกิจไม่ฟื้น ของขายไม่ออก ดัน “สินค้าคงคลัง” ทั่วโลกเพิ่ม 28%

สินค้าคงคลัง คลังสินค้า โกดังสินค้า

เศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19 ฟื้นตัวช้า อุปทานอ่อนแอ ของขายไม่ออก ดันมูลค่า “สินค้าคงคลัง” ทั่วโลกเพิ่มสูง 28% จากระดับก่อนโควิด-19

วันที่ 5 ธันวาคม 2023 สำนักข่าวนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า สินค้าคงคลังทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับก่อนเกิดโควิด-19 เนื่องจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้อุปสงค์ (demand) ลดลง ฉุดรั้งยอดขายของบริษัทจำนวนมากทั่วโลก

สินค้าคงคลังของบริษัทจำนวน 4,353 บริษัททั่วโลก ตามที่มีข้อมูลเปรียบเทียบจากบริษัทให้บริการข้อมูล ควิก แฟกต์เซต (QUICK-FactSet) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2023 มีมูลค่า 2.12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28% จากเดือนธันวาคมปี 2019 หรือระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19

บริษัทจำนวนมากมีคลังสินค้าคงคลังที่ใหญ่ขึ้นในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อตอบสนองต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการที่ต้นทุนวัสดุสูงขึ้น กล่าวคือบริษัทจำนวนมากมีการตุนวัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ที่จะนำไปใช้ในการผลิตสินค้า เนื่องจากกังวลว่าจะมีวัสดุและวัตถุดิบไม่เพียงพอ

ณ เดือนมีนาคม 2023 สินค้าคงคลังมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 10 ปี และยอด ณ สิ้นเดือนกันยายนก็ยังเพิ่มขึ้นอีก 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าบริษัทจะพยายามลดสต๊อกส่วนเกินลงแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ สินค้าคงคลังนั้นเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะการที่มีสินค้าคงคลังมากนั้นหมายถึงการที่สินค้าขายไม่ออก ดังนั้น การที่สินค้าคงคลังหมุนเวียนช้านั้นก็ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก

บริษัทต่าง ๆ ต้องใช้เวลาเฉลี่ย 87.2 วันสำหรับการระบายสต๊อกสินค้าในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ไม่รวมในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

อุตสาหกรรมที่ใช้เวลาในการถือครองสินค้าคงคลังหรือใช้เวลาในการหมุนเวียนสต๊อกมากเป็นพิเศษ คือเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ใช้เวลา 112 วัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ และอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เวลามากถึง 140 วัน ขณะที่มากกว่า 70% ของ 40 อุตสาหกรรมที่ได้รับการสำรวจมีระยะเวลาการถือครองสินค้าคงคลังในไตรมาส 3 ปี 2023 นานกว่าปีก่อนหน้า

นิกเคอิ เอเชีย รายงานอีกว่า สินค้าคงคลังส่วนเกินได้สร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินสดของบริษัท 4,076 แห่งที่มีข้อมูลเปรียบเทียบ โดยกำไรสุทธิในปีล่าสุดของบริษัทเหล่านั้นมีมูลค่ารวม 945,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 42% จากระดับก่อนการระบาดของโควิด แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเติบโตในอัตราชะลอลง โดยเพิ่มขึ้น 24% เป็น 1.38 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจากสินค้าคงคลังที่สูงขึ้นดึงกระแสเงินสดให้ลดลง 250,000 ล้านดอลลาร์


แนวโน้มยังไม่ชัดเจนว่าสินค้าคงคลังของโรงงานทั่วโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกนานเท่าไร เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนยังคงไม่แน่นอน และยังมีความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐด้วย