นัย “สี จิ้นผิง” เยือนเวียดนาม : ความพยายามดึงเพื่อนบ้านออกห่างสหรัฐ

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเหงียน ฟู้ จ่อง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในพิธีต้อนรับ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 12 ธันวาคม 2023
สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเหงียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในพิธีต้อนรับ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 12 ธันวาคม 2023 (ภาพโดย Nhac NGUYEN / POOL / AFP)

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีนเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 12-13 ธันวาคมนี้ ซึ่งนี่เป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกในรอบ 6 ปีของประธานาธิบดีจีน และเป็นการเยือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงประเทศเดียวของเขาในปีนี้

เวียดนามนอกจากเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของจีนแล้วก็ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความใกล้ชิดกับจีนมากที่สุด เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ทั้งมีความใกล้ชิดทางเศรษฐกิจ และมีความใกล้ชิดกันในทางการเมืองเนื่องจากเป็นประเทศที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งคู่ ขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้งกันในประเด็นทะเลจีนใต้ที่มีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน 

โดยทั่วไป การเยือนอย่างเป็นทางการ (state visit) ของผู้นำประเทศนั้นมีวัตุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งการเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีจีนก็บอกวัตถุประสงค์ไว้เช่นนั้น แต่การเยือนต่างประเทศที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ของผู้นำจีน ย่อมมีนัยบางอย่างอยู่เบื้องหลังการกระชับความสัมพันธ์

ทริปกระชับมิตร ยกระดับความสัมพันธ์ 

ในวันที่ 12 ธันวาคม 2023 ระหว่างพบปะกับ เหงียน ฟู้ จ่อง (Nguyễn Phú Trọng) ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สี จิ้นผิงกล่าวว่า จีนจะสร้าง “ประชาคมเชิงยุทธศาสตร์จีน-เวียดนามที่มีอนาคตร่วมกัน” บนพื้นฐานของการกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างทั้งสองประเทศ

ก่อนการเยือนเวียดนาม สี จิ้นผิง กล่าวว่า เขากับผู้นำเวียดนามจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อทิศทางของความสัมพันธ์ของทั้งของสองประเทศ ทั้งประเด็นระหว่างประเทศและประเด็นระดับภูมิภาค 

ไม่เพียงแต่เป็นการเยือนเชิงสัญลักษณ์เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเวียดนามเท่านั้น แต่ในการเยือนของประธานาธิบดีจีนครั้งนี้จะมีการลงนามความร่วมมือระหว่างจีนกับเวียดนามหลายสิบฉบับ ซึ่งข้อตกลงที่คาดการณ์ไว้ได้แก่ การลงทุนของจีนในการยกระดับการเชื่อมโยงระบบรางระหว่างสองประเทศ ซึ่งรวมถึงการให้เงินช่วยเหลือด้วย แต่ยังไม่ชัดเจนทั้งจำนวนเงินและเงื่อนไข

ก่อนหน้านี้ จีนกับเวียดนามแสดงความสนใจในการส่งเสริมการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างกัน และเวียดนามยินดีที่จะส่งออกสินค้าไปยังจีนมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ฝั่งรัฐบาลจีนต้องการบูรณาการพื้นที่อุตสาหกรรมทางตอนเหนือของเวียดนามเข้ากับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานทางตอนใต้ของจีน ซึ่งการยกระดับการเชื่อมโยงระบบรางรถไฟของสองประเทศจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายต่าง ๆ  เหล่านี้ 

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเหงียน ฟู้ จ่อง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในพิธีต้อนรับ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 12 ธันวาคม 2023
สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเหงียน ฟู้ จ่อง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในพิธีต้อนรับ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 12 ธันวาคม 2023 (ภาพโดย Nhac NGUYEN / POOL / AFP)

เป้าหมายที่แท้จริง คือ ดึงเวียดนามออกห่างสหรัฐ ?

การเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีจีนเกิดขึ้นไห้หลัง 3 เดือนจากการเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ของสหรัฐเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา 

ในระหว่างการเยือนเวียดนามของโจ ไบเดน รัฐบาลเวียดนามและรัฐบาลสหรัฐได้ยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมรอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งเป็นระดับความสัมพันธ์ทางการทูตสูงสุดของเวียดนามที่จีนอยู่ในระดับความสัมพันธ์นี้มาก่อนสหรัฐ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2008 

แน่นอนว่าเลี่ยงไม่ได้ที่การเยือนเวียดนามของสี จิ้นผิง จะถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะดึงเวียดนามออกห่างจากสหรัฐ แม้ว่าจีนกับสหรัฐพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์กันในปีนี้ และสี จิ้นผิง กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปกที่สหรัฐว่า จีนไม่แสวงหาการขยายอิทธิพลเหนือประเทศใด ๆ 

ความสัมพันธ์ของเวียดนามกับสหรัฐนั้นใกล้ชิดยิ่งกว่าประเทศไหน ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในขณะที่จีนกับสหรัฐกำลังแย่งชิงอิทธิพลเหนือภูมิภาคอาเซียนกันอยู่ ขณะเดียวกันเวียดนามก็ได้รับผลประโยชน์มากมายในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐเพิ่มระดับขึ้น สถานภาพและสถานการณ์เหล่านี้ย่อมไม่ใช่สถานการณ์ที่จีนจะสบายใจ 

ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก (Blooomberg) ไล เหลียง ฟุก (Lye Liang Fook) นักวิจัยอาวุโสของสถาบันวิจัย ISEAS–Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ซึ่งใช้เวลาสองทศวรรษในการค้นคว้านโยบายต่างประเทศของจีนกล่าวว่า จีนต้องการกดดันเวียดนามไม่ให้ไปไกลเกินกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวคือ กดดันไม่ให้เวียดนามใกล้ชิดสหรัฐมากไปกว่านี้ 

เขาวิเคราะห์อีกว่า วิธีหนึ่งที่ สี จิ้นผิง อาจใช้ในการดึงเวียดนามมาอยู่ฝั่งจีน คือ การกดดันให้เวียดนามสนับสนุนวิสัยทัศน์ด้านนโยบายต่างประเทศของจีนที่เรียกว่า “ประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน” 

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเหงียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หารือที่สำนักงานกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียนาม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 12 ธันวาคม 2023
สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเหงียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หารือที่สำนักงานกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียนาม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 12 ธันวาคม 2023 (ภาพโดย MINH HOANG / POOL / AFP)

ประเด็นน่าสนใจในความสัมพันธ์ “สามเส้า” 

มีประเด็นน่าสนใจหลายแง่มุมเกี่ยวกับการเยือนเวียดนามของสี จิ้นผิง และความสัมพันธ์แบบ “สามเส้า” ของจีน สหรัฐ และเวียดนาม 

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เวียดนามรู้สึกอย่างไรกับความ “เนื้อหอม” ของตัวเอง ลำบากใจหรือไม่ที่เป็นเป้าหมายของชาติมหาอำนาจ ?

สำหรับเวียดนามที่กำลังถูกแย่งตัวคงเป็นความรู้สึกแบบ “ไม่อยากจะเลือกใคร อยากเก็บเธอเอาไว้ทั้งสองคน” หรือถ้าพูดให้จริงจังคือ เวียดนามต้องพยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อน เพื่อที่จะไม่สร้างความขุ่นเคืองใจให้กับมหาอำนาจทั้งสอง 

เวียดนามได้รับ “ของหวาน” มากมายจากสหรัฐ ซึ่งเวียดนามก็น่าจะเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของสหรัฐดี และเวียดนามก็มีความกังวลใจว่าการใกล้ชิดสหรัฐมากขึ้นจะสร้างความขุ่นเคืองใจให้จีน ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมานาน 

เมื่อครั้งที่ เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐเยือนเวียดนามเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลสหรัฐที่จะยกระดับความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับเวียดนาม การเยือนของเธอถูกมองว่า “ไม่สำเร็จราบรื่น” โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความพยายามนี้ของสหรัฐถูกต่อต้านจากฝั่งเวียดนามเล็กน้อย เนื่องจากทางเวียดนามกังวลว่า จีนอาจจะมองว่า เวียดนามเลือกที่จะเป็นศัตรูกับจีน

ล่าสุด ในช่วงที่ประธานาธิบดีจีนเยือนเวียดนาม ไล เหลียง ฟุกมอง นักวิจัยอาวุโสของสถาบันวิจัย ISEAS–Yusof Ishak Institute มองการบาลานซ์ความสัมพันธ์ของเวียดนามระหว่างจีนและสหรัฐว่า เวียดนามรู้วิธีสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์นี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การที่รัฐบาลจีนต้องการบูรณาการพื้นที่อุตสาหกรรมทางตอนเหนือของเวียดนามเข้ากับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานทางตอนใต้ของจีน ในขณะที่เวียดนามได้รับประโยชน์เต็ม ๆ จากการที่บริษัทจากตะวันตกย้ายฐานการผลิตออกจากจีนโดยเลือกเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ 

สถานะของเวียดนามตอนนี้เป็น “ศูนย์กลางการผลิตนอกประเทศจีน” ของหลาย ๆ บริษัทไปแล้ว หนึ่งในนั้นคือยักษ์เทคโนโลยีอย่าง แอปเปิ้ล (Apple) ที่มีทั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและโรงงานประกอบในเวียดนาม และกำลังจะย้ายส่วนงานนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Introduction : NPI – เป็นส่วนงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เข้าสู่การผลิตแบบ mass production) ของผลิตภัณฑ์ไอแพด (iPad) มายังเวียดนามด้วย 

ในปี 2023 นี้ บริษัทจีนจำนวนมากย้ายที่เป็นซัพพลายเออร์ของแบรนด์จากตะวันตกได้ย้ายการผลิตบางส่วนมาของตนยังเวียดนามในอัตราการเพิ่มขึ้นที่เร็วกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เพื่อให้โรงงานอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้าตะวันตกที่ตั้งโรงงานประกอบในเวียดนาม และเป็นการลดความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีน 


เมื่อเวียดนามเป็นผู้รับประโยชน์จากการที่ธุรกิจจำนวนมากหนีออกจากจีนแบบนี้ แล้วเวียดนามจะยินดีที่จะบูรณาการหรือผนวกพื้นที่อุตสาหกรรมของตนเองเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของจีน ซึ่งอาจทำให้ชาติตะวันตกขุ่นเคืองใจแล้วหนีจากเวียดนามไปหรือ ?