บริษัทยุโรปกำไรหดในรอบหลายปี จับตาหุ้นใหญ่อาจร่วงยกแผง

ตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต ตลาดหุ้นยุโรป
ตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี (ภาพโดย Daniel ROLAND / AFP)

บริษัทยุโรปถูกคาดการณ์ว่าจะมีอัตรากำไรในไตรมาส 4 ปี 2023 ต่ำสุดในรอบหลายปี ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อราคาหุ้นในตลาดในฤดูประกาศผลการดำเนินงานนี้

ตามรายงานของ “รอยเตอร์” (Reuters) ระบุว่า “แบงก์ ออฟ อเมริกา” (Bank of America) วิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2023 บริษัทหลายแห่งในยุโรปมีการปรับลดประมาณการรายได้ลงมากกว่าครั้งไหน ๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

จากที่โรคระบาดโควิด-19 และสงครามยูเครน ส่งผลกระทบต่อกระแสการค้าโลกและราคาวัตถุดิบ ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ นำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และกระทบต่อผู้บริโภค แต่เพิ่ม “กำไร” ของบริษัท

ขณะนี้ผลกระทบเหล่านั้นกำลังบรรเทาลง เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว และโลกกำลังผันผวน ดังนั้นในฤดูกาลประกาศผลประกอบการนี้ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า บริษัทใดสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) เอาไว้ได้ และบริษัทใดที่ทำไม่ได้

นอกจากนั้น ความไม่แน่นอนที่เพิ่มเข้ามาในช่วงปลายปี คือ การหยุดชะงักของการค้าโลกในทะเลแดง ซึ่งทำให้ค่าขนส่งทางเรือขึ้นเป็นสองเท่า ทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า และบังคับให้บริษัทบางส่วนจำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว กระตุ้นให้มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าภาวะเงินเฟ้อจะกลับไปสูงอีกครั้ง

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ “ลอนดอน สต็อก เอ็กเชนจ์ กรุ๊ป” (LSEG) ระบุว่า บริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ที่สุด 600 อันดับแรกของยุโรป (STOXX EUROPE 600) มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยสูง 16.1% ในไตรมาสแรกของปี 2023 แต่คาดการณ์ว่าจะร่วงลงไปอยู่ที่ 10.1% ในไตรมาส 4 แต่ยังมีบางภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะรักษาอัตรากำไรไว้ได้ นั่นคือกลุ่ม Consumer Cyclical หรือสินค้าฟุ่มเฟือย, กลุ่ม Consumer Noncyclical หรือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน, กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มอุตสาหกรรม ได้รับการคาดการณ์ว่าจะมีอัตรากำไรในไตรมาส 4 ปี 2023

LSEG คาดการณ์ว่า กำไรของบริษัทในยุโรปไตรมาส 4 ของปี 2023 จะลดลง 7.1% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2022 (YOY) ขณะที่รายได้จะลดลง 4.8% ซึ่งจะเป็นไตรมาส 3 ติดต่อกันที่การเติบโตกำไรของบริษัทยุโรปเป็นลบ

ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปพุ่งขึ้นในปี 2023 โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี และมีความคาดหวังเล็กน้อยว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า กำไรที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะกระตุ้นให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น

ริชาร์ด ซัลดานา (Richard Saldanha) ผู้จัดการกองทุนหุ้นระดับโลกของ เอวิวา อินเวสเตอร์ (Aviva Investors) กล่าวว่า นักลงทุนคงอยากเห็นการส่งมอบกำไร เพื่อหนุนให้ราคาวิ่งขึ้นจากปีที่แล้ว แต่เขาวิเคราะห์ว่า นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรายรับของบริษัทเผชิญความท้าทาย เนื่องจากผู้บริโภคต้องใช้เงินออมไปในช่วงโควิด-19 ที่หารายได้ไม่ได้ตามปกติ แล้วยังมาเผชิญกับภาวะค่าครองชีพสูงต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งนั่นทำให้ความสามารถในการจับจ่ายของผู้บริโภคลดลง และส่งผลต่อความสามารถในการขึ้นราคาสินค้าของบริษัทต่าง ๆ

ทั้งนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ในยุโรปที่จะรายงานผลการดำเนินงานในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ได้แก่ อาเอสเอ็มแอล (ASML) บริษัทเครื่องผลิตชิปเพียงรายเดียวของโลกจากเนเธอร์แลนด์, เอสทีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (STMicroelectronics) บริษัทผลิตชิปสัญชาติฝรั่งเศส-อิตาเลียน, เอสอาเพ (SAP) บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ ERP รายใหญ่ของโลกจากเยอรมนี และอาณาจักรสินค้าหรู แอลวีเอ็มเอช (LVMH) จากฝรั่งเศส

“เราจะได้เห็นว่าบริษัทไหนสามารถรักษาราคาสินค้าและบริการเอาไว้ได้ โดยที่ไม่ประสบปัญหาปริมาณการขายลดลงมากในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว” จูเลียน ลาฟาร์ก (Julien Lafargue) หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ “บาร์เคลย์ ไพรเวต แบงก์” กล่าว


เขาวิเคราะห์อีกว่า มันยากขึ้นสำหรับบริษัทต่าง ๆ ในการที่จะสร้างความประทับใจและดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพราะความคาดหวังของนักลงทุนจะสูงเป็นพิเศษ แต่มันยากขึ้นมาก เพราะบริษัทต้องแสดงให้เห็นผ่านโมเดลธุรกิจว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรไว้ได้