ทำไมญี่ปุ่น “ไม่สะทกสะท้าน” เศรษฐกิจถูกเบียดไปอยู่อันดับ 4

JAPAN-ECONOMY
(Photo by AFP)
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทำนายไว้ตั้งแต่ปลายปี 2023 ว่า “เศรษฐกิจญี่ปุ่น” จะถูกเยอรมนีเบียดตกไปอยู่อันดับ 4 ของโลก ล่าสุดรายงานข่าวจากสื่อญี่ปุ่นอย่างเจแปนไทม์ส ก็ดูเหมือนจะยืนยันคำทำนายของไอเอ็มเอฟ โดยระบุว่าตัวเลขการเติบโตล่าสุดของญี่ปุ่น กำลังจะเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นร่วงลงไปอยู่อันดับ 4 ของโลก โดยมีเยอรมนีขึ้นมาอยู่อันดับ 3

แม้ว่าไตรมาส 4 ปี 2023 จีดีพีของญี่ปุ่นจะกลับมาเติบโตได้ 1.2% หลังจากหดตัวในช่วงก่อนหน้านั้น แต่ตัวเลขต่าง ๆ ค่อนข้างจะแน่ชัดว่า ผลผลิตของญี่ปุ่นในปี 2023 น้อยกว่าเยอรมนีเมื่อคิดในรูปของดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มจะแซงทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนีในอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า

ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่เกือบจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก การที่อันดับเศรษฐกิจร่วงลงย่อมก่อให้เกิดคำถามของคนในประเทศเกี่ยวกับแนวโน้มของประเทศ อย่างไรก็ตาม ถือว่าในตอนนี้บรรดาผู้วางนโยบายและสาธารณชนมีความรู้สึกกังวลน้อยกว่าตอนที่เศรษฐกิจจีนแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นที่ 2 ของโลกในปี 2010

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่สะทกสะท้านมากนักจากการถูกเยอรมนีแซงในครั้งนี้ เป็นเพราะสาเหตุหลักมาจากความบิดเบือนจากค่าเงินเยนที่อ่อน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของเยอรมนีก็ไม่ได้สดใส ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีอะไรใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนมากกว่า เห็นได้จากตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งขึ้นอย่างแรง อันจะทำให้ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับจากปี 2007

ฮิเดโอะ คูมาโนะ นักเศรษฐศาสตร์สถาบันวิจัย ไดอิจิ ไลฟ์ ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุให้ขนาดจีดีพีของญี่ปุ่นลดลง ก็คือการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนซึ่งอ่อนค่าเร็ว “ค่าเงินที่อ่อนทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเล็กลงตามหลังเยอรมนี”

ตามข้อมูลของไอเอ็มเอฟ หากคำนวณในรูปดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงเหลือ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 จากระดับ 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2012 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ค่าเงินเยนอ่อนลงมาก จากไม่ถึง 80 เยนต่อดอลลาร์ สู่ 141 เยนต่อดอลลาร์ แต่ถ้าหากคำนวณในรูปเงินเยน เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตมากกว่า 12% ในช่วงเวลานั้น

อินเดียมีแนวโน้มจะแซงญี่ปุ่นในปี 2026 และแซงเยอรมนีในปี 2027 เพราะทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนีมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือประชากรแก่ชรา ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ พึ่งพารายได้จากการส่งออกและอุตสาหกรรมรถยนต์ การลดลงของประชากรวัยทำงานทำให้ทั้งสองประเทศขาดแคลนแรงงานอย่างเรื้อรัง และสถานการณ์จะแย่ลงอีก คาดว่าจีดีพีไตรมาส 4 ของญี่ปุ่นจะแสดงให้เห็นว่าการบริโภคภาคเอกชนแทบไม่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มการพึ่งพาความต้องการจากภายนอกเพื่อขับดันเศรษฐกิจ

ในทางตรงกันข้าม ประชากรอินเดียแซงจีนไปแล้วในปี 2023 และคาดว่าอินเดียจะสามารถรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า เพราะประชากร 2 ใน 3 อยู่ในวัยทำงาน จึงจะสามารถผลิตสินค้าและขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้มากกว่า

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่วิตกกังวลมากนักต่อการสูญเสียตำแหน่งเศรษฐกิจโลกให้กับเยอรมนี ก็คือญี่ปุ่นมีมาตรฐานการครองชีพที่มีเสถียรภาพ การที่ประชากรมีจำนวนลดลง อย่างน้อยก็ช่วยรักษาระดับรายได้ต่อหัวเอาไว้ได้หากคิดในรูปของเงินเยน ถึงอย่างนั้นก็ตามญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีคนเพิ่มขึ้น เพื่อผลิตสินค้าและบริโภคมากขึ้น เพื่อรัฐบาลจะมีรายได้จากภาษี การนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ญี่ปุ่นทำไปแล้วเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นพุ่งแตะ 38,010.69 จุด สูงสุดในรอบ 34 ปีช่วงสั้น ๆ ในระหว่างซื้อขาย ถือว่าทะลุ 38,000 จุด เป็นครั้งแรกนับจากเดือนมกราคม 1990 และหากนับจากต้นปีนี้ เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นไปแล้ว 13% เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร หากนับตลอดปี 2023 นิกเคอิเพิ่มขึ้นไปแล้วถึง 28% ทั้งนี้ นิกเคอิเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 38,957 จุด เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 1989

ขณะที่ค่าเงินเยนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ อ่อนค่าลงอีกเกิน 150 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าติดต่อกันเป็นวันที่ 7 ทำให้รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นออกมาระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะค่าเงินเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หากจำเป็นก็จะใช้มาตรการที่เหมาะสมเข้าบริหารจัดการ